- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นที่เมล็ดพันธุ์
- บทที่ 9 : ฟาร์มของวิคเตอร์ | บทที่ 10 : ร้านค้าเมล็ดพันธุ์แจ้งเตือนมาแล้ว
บทที่ 9 : ฟาร์มของวิคเตอร์ | บทที่ 10 : ร้านค้าเมล็ดพันธุ์แจ้งเตือนมาแล้ว
บทที่ 9 : ฟาร์มของวิคเตอร์ | บทที่ 10 : ร้านค้าเมล็ดพันธุ์แจ้งเตือนมาแล้ว
บทที่ 9 : ฟาร์มของวิคเตอร์
ฟาร์มของวิคเตอร์อยู่ห่างจากตัวเมืองนีเอนไปประมาณหนึ่งถึงสองกิโลเมตร
กัวหยางมองเห็นสุนัขพันธุ์บอร์เดอร์คอลลี่สีขาวดำวิ่งตรงเข้ามาหาที่รถแต่ไกล
และที่ด้านหลังของมัน มีร่างหนึ่งกำลังยืนโบกมืออยู่ไกลๆ ตรงหน้าประตูบ้านของฟาร์ม
"ไฮ้ บั๊ค พวกเรากลับมาแล้ว"
วิคเตอร์หัวเราะร่วนพลางตะโกนบอก
รถยนต์ค่อยๆ จอดสนิทที่หน้าประตูรั้วบ้าน
ส่วนเจ้าสุนัขต้อนแกะบั๊คก็เดินมาที่ประตูฝั่งคนขับ มันกระดิกหางไปมาไม่หยุดและหมุนตัวเป็นวงกลมอยู่กับที่ด้วยความตื่นเต้น
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ผู้หญิงหลายคนก็ทยอยเดินออกมาจากในบ้าน
หลังจากวิคเตอร์ลงจากรถ เขาก็ใช้มือตบหัวบั๊คเบาๆ แล้วย่อตัวลงเล่นกับมันอย่างสนิทสนม
สุนัขต้อนแกะแลบลิ้นยาวๆ ออกมาทันที มันพยายามจะเลียวิคเตอร์
"ไฮ้ บั๊ค อย่าทำแบบนี้สิ"
กัวหยางและฟรานก็เดินเข้ามาดูวิคเตอร์เล่นกับสุนัขต้อนแกะเช่นกัน
"หมาตัวนี้ดูแข็งแรงจังเลยนะ" กัวหยางเอ่ยชม
หญิงสาวผมบลอนด์ที่เดินออกมาจากฟาร์มได้ยินดังนั้นก็พูดอย่างภูมิใจว่า "บั๊คหนักตั้ง 140 ปอนด์เลยนะ ทั้งเมืองนีเอนไม่มีหมาตัวไหนตัวใหญ่กว่ามันอีกแล้ว"
กัวหยางมองไปที่หญิงสาวผมบลอนด์ แววตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
เรือนผมสีบลอนด์ทอง ใบหน้าดูอ่อนโยนและเรียบร้อย กางเกงยีนส์รัดรูปจับคู่กับเสื้อยืดสีขาวทำให้ช่วงขาดูเรียวยาว หน้าอกอวบอิ่ม รูปร่างสูงโปร่งแต่ก็มีสัดส่วนที่สมส่วนมาก
ทำให้กัวหยางนึกหาคำมาอธิบายความรู้สึกในใจไม่ออกไปชั่วขณะ...
หญิงสาวผมบลอนด์ถูกกัวหยางจ้องมอง จึงยกมือขึ้นกอดอกราวกับจะประท้วง ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกแปลกไปอีกแบบ และยิ่งทำให้หน้าอกของเธอดูโดดเด่นตู้มต้ามขึ้นไปอีก
แต่กัวหยางก็รู้สึกได้ว่าหญิงสาวดูเหมือนจะไม่ค่อยต้อนรับการมาเยือนของพวกเขาสักเท่าไหร่
"บั๊คซนเกินไปแล้ว ชอบไปแกล้งคนผ่านไปผ่านมา แถมยังชอบทำลายข้าวของอีก" ฟรานพูดด้วยน้ำเสียงเกินจริง
แต่บั๊คกลับเหมือนจะฟังรู้เรื่อง มันเห่าใส่ฟรานไปสองสามที
"มันก็ทำแบบนี้แค่กับคุณนั่นแหละฟราน เพราะคุณชอบพูดจาให้ร้ายมัน ความจริงแล้วนิสัยร่าเริงสดใสของบั๊คทำให้คนชอบมันมากนะ ถึงแม้มันจะชอบทำบ้านรกอยู่บ่อยๆ ก็เถอะ" หญิงชาวเยอรมันที่ใบหน้าเริ่มมีรอยเหี่ยวย่นตามวัยเอ่ยขึ้น
"นี่ลิซ่า ภรรยาของผม แล้วก็ลูกสาวคนโตแคทเธอรีน ลูกสาวคนที่สามเยเลน่า และลูกสาวคนเล็กเรเบคก้า" วิคเตอร์แนะนำให้กัวหยางรู้จัก
"นี่คือกัวหยาง คนจีนที่มาเที่ยวในยุโรป เป็นเพื่อนของฟราน"
แคทเธอรีน? มือปราบสาวแห่งพิลโทเวอร์ในเกม League of Legends น่ะเหรอ?
กัวหยางอดไม่ได้ที่จะมองเธออีกสองสามครั้ง และรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของทั้งคู่เข้ากันได้ดีจริงๆ หุ่นแซ่บเหมือนกันเลย
จากนั้นกัวหยางก็หันไปมองลิซ่าภรรยาของวิคเตอร์ รวมถึงเยเลน่าลูกสาวคนที่สาม และเรเบคก้าลูกสาวคนเล็ก
บอกได้คำเดียวว่าหน้าตาดีกันทั้งบ้าน
"ผมยังมีลูกชายอีกคนชื่อจอห์น แต่ผมคิดว่าตอนนี้น่าจะกำลังยุ่งอยู่กับการเกี่ยวหญ้าพร้อมกับเอนดรี"
"เอนดรีเป็นพนักงานเก่าแก่ของผม เขาทำงานในฟาร์มของผมมาสิบกว่าปีแล้ว"
วิคเตอร์แนะนำครอบครัวและฟาร์มของเขาให้กัวหยางรู้จัก เขาและลิซ่าผู้เป็นภรรยาเลี้ยงดูลูกๆ มาด้วยกันสี่คน
ปกติแล้วเขาและจอห์นลูกชายจะรับผิดชอบดูแลพื้นที่เพาะปลูก ส่วนภรรยาและลูกสาวจะรับผิดชอบดูแลทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์อยู่ที่บ้าน
ทุกเช้าเวลาหกโมงตรง สองสามีภรรยาวิคเตอร์จะต้อนวัวนมไปที่ทุ่งหญ้าตรงเวลา และรอจนถึงตอนเย็นจึงจะต้อนพวกมันกลับเข้าคอก
ครอบครัวนี้สืบทอดกิจการฟาร์มแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคนเป็นเวลา 25 ปีแล้ว
แม้แต่เรเบคก้าลูกสาวคนเล็กของวิคเตอร์ก็ยังทำงานฟาร์มได้อย่างคล่องแคล่ว
ฟาร์มแห่งนี้ในตอนแรกมีพื้นที่เพียงแปดร้อยกว่าหมู่ ผ่านการควบรวมที่ดินหลายครั้งจนมีขนาดเกือบ 3,000 หมู่ในปัจจุบัน
ฟาร์มทั้งแห่งเน้นการปศุสัตว์เป็นหลัก มีการเลี้ยงวัวนมสองร้อยกว่าตัว ส่วนพืชที่ปลูกก็มักจะเป็นหญ้าและพืชอาหารสัตว์ต่างๆ
ในประเทศเยอรมัน ฟาร์มส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจฟาร์มครอบครัวขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยที่ดินทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของเจ้าของฟาร์ม
ตอนนี้เอง ภรรยาของวิคเตอร์ก็พูดขึ้นด้วยความรู้สึกผิดว่า "ขอโทษด้วยนะคะทุกคน มื้อเที่ยงวันนี้ค่อนข้างฉุกละหุก ฉันเลยเตรียมได้แค่อาหารพื้นบ้านของชาวไร่เท่านั้น"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ ช่วงเช้าพวกเราก็ยุ่งกับการขนส่งอาหารสัตว์ ให้อาหารวัวและแกะ แล้วยังต้องรีดนมวัวอีก"
"จอห์นกับเอนดรีป่านนี้ยังเกี่ยวหญ้าอยู่ในทุ่งอยู่เลย แต่พ่อกลับไปรับคนที่มาเยี่ยมแบบมือเปล่าถึงสองคนติดต่อกัน" คำพูดของแคทเธอรีนแฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน
วิคเตอร์ขยับแว่นตาและสวมกอดลิซ่าผู้เป็นภรรยา เขากำลังจะอ้าปากพูด ทว่าฟรานกลับรีบแก้ตัวขึ้นมาว่า "โอ้ แคทเธอรีน ความผิดผมเองแหละ ตอนผมไปดูบอลที่เอเชียผมเสียพนันจนเงินแทบหมดตัวแล้ว..."
กัวหยางก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเช่นกัน เพราะว่าเขามาอย่างกะทันหัน เลยไม่มีเวลาไปซื้อของขวัญอะไรเลย
ลองคิดดูสิ ฟาร์มขนาดเกือบ 3,000 หมู่ ผู้ชายในบ้านออกไปทำธุระข้างนอกทั้งเช้า แรงงานหลักในการทำงานก็คือผู้หญิงไม่กี่คนนี้เอง
"ยังมีงานอีกเยอะที่ยังทำไม่เสร็จเหรอครับ ผมคิดว่าเดี๋ยวผมช่วยทำได้นะ" กัวหยางกล่าวอย่างจริงใจ
แคทเธอรีนกวาดสายตามองกัวหยางตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพูดเหน็บแนมว่า "คุณจะบอกว่าคุณจะใส่สูทไปรีดนมวัวงั้นเหรอ?"
กัวหยางไม่โกรธ เขายิ้มและพูดว่า "ผมรีดนมวัวไม่เป็นหรอกครับ แต่ผมคิดว่าผมสามารถใส่สูทไปขับรถแทรกเตอร์ได้นะ"
แคทเธอรีนมีสีหน้าไม่เชื่อ "คุณขับรถแทรกเตอร์เป็นด้วยเหรอ? ดูไม่เหมือนเลยนะ อย่าไปทำรถคว่ำหรือทำพังตรงไหนล่ะ ถึงตอนนั้นถ้าต้องซ่อมรถมันจะกระทบงานของพวกเราอีก"
โดนดูถูกเข้าให้แล้ว!
ฟรานรีบเกลี้ยกล่อม "เพื่อน เรื่องนี้เอามาล้อเล่นไม่ได้นะ ฉันไม่อยากให้คุณเกิดอุบัติเหตุ"
"รถแทรกเตอร์ของฟาร์มเพิ่งเปลี่ยนเป็นรถแทรกเตอร์แรงม้าสูงเมื่อปีนี้เอง แทบจะผลาญเงินเก็บของพวกเราไปจนหมดเลยล่ะ" แววตาของวิคเตอร์ฉายแววความกังวล
"ความจริงแล้วคุณไปช่วยพวกเราให้อาหารวัวก็ได้นะ ฉันกับน้องสาวสอนคุณได้" เยเลน่าจับมือเรเบคก้าและพูดอย่างอ่อนโยน
กัวหยางมองไปรอบๆ อาจเป็นเพราะว่าเขามีรูปร่างค่อนข้างผอมบาง แถมยังเป็นคนจีน ทุกคนก็เลยค่อนข้างจะดูถูกเขา
แม้แต่สุนัขต้อนแกะอย่างบั๊คก็ยังหยุดซน มันแลบลิ้นแล้วนั่งยองๆ มองเขาอยู่เงียบๆ บนพื้น
แต่สิ่งนี้กลับยิ่งกระตุ้นความกระหายในชัยชนะของกัวหยาง
เครื่องจักรกลการเกษตรที่ผลิตในประเทศในช่วงเวลานี้ยังถือว่าอ่อนด้อยมากจริงๆ แม้แต่นโยบายเงินอุดหนุนเครื่องจักรกลการเกษตรก็ยังต้องรออีกตั้งสองปีถึงจะออกมา
แต่กัวหยางเขามีประสบการณ์จากชาติที่แล้วนี่นา
ในช่วงหลายปีที่เขาทำฟาร์มเมื่อชาติก่อน เขาก็ซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรมาไม่น้อย
รถแทรกเตอร์แรงม้าสูงทั้งของในประเทศและนำเข้าก็เคยขับมาเยอะแยะ และยังมีประสบการณ์ในการใช้รถลากจูงกระบะบรรทุกมันฝรั่งมาแล้วด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากเครื่องจักรกลการเกษตรของในประเทศมักจะมีปัญหาเรื่องอะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐาน วัสดุด้อยคุณภาพ ข้อจำกัดเรื่องวงเงินอุดหนุน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และสาเหตุอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้มันพังง่าย เขาก็เลยได้สะสมประสบการณ์ในการซ่อมแซมมาอย่างโชกโชน
ต่อให้เครื่องจักรพัง เขาก็มั่นใจมากๆ ว่าสามารถซ่อมมันได้
คนขับเครื่องจักรกลการเกษตรของในประเทศทุกคน ล้วนแต่เป็นช่างซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรที่ยอดเยี่ยมทั้งนั้น
คำพูดนี้ไม่ได้พูดเอาฮานะ แต่มันถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากความโหดร้ายของโลกแห่งความเป็นจริง
ดังนั้น กัวหยางจึงพูดกับทุกคนด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า "เชื่อผมเถอะ ผมน่ะเป็นคนขับมือโปรเลยนะ"
พูดจบ กัวหยางก็ยังทำตัวเป็นเด็กๆ เอ่ยปากท้าวิคเตอร์กับฟรานว่า "จะลองแข่งกันหน่อยไหม ว่าใครทำได้ดีกว่ากัน"
วิคเตอร์ทำเพียงหัวเราะฮ่าๆ ฟรานก็หัวเราะแล้วบอกว่าเขายอมไปให้อาหารวัวดีกว่า ไม่อยากไปขับเจ้าพวกยักษ์ใหญ่ของวิคเตอร์หรอก
ลูกสาวคนเล็กเรเบคก้าบ่นพึมพำว่าตอนบ่ายเธอจะไปให้อาหารลูกวัวกับพี่สาวเยเลน่า
แคทเธอรีนยังคงมีสีหน้าไม่เชื่ออยู่เหมือนเดิม
ส่วนลิซ่าก็บอกว่าตอนบ่ายเธอต้องเตรียมอาหารมื้อค่ำ เพื่อต้อนรับแขกที่เดินทางมาไกล
เมื่อเห็นทุกคนกำลังถกเถียงเรื่องการช่วยทำงานฟาร์มในช่วงบ่าย วิคเตอร์ก็พูดกลั้วหัวเราะว่า "ลิซ่า พวกเราควรจะทานมื้อเที่ยงกันก่อนดีไหม"
บทที่ 10 : ร้านค้าเมล็ดพันธุ์แจ้งเตือนมาแล้ว
เพราะเวลาที่กระชั้นชิด ลิซ่าจึงเตรียมแค่อาหารชาวนาแบบเยอรมันดั้งเดิมเท่านั้น
อาหารเยอรมันดั้งเดิมนี้มีวัตถุดิบทั้งหมดแค่สี่อย่าง: มันฝรั่ง หัวหอม ไข่ และเบคอนรมควัน
ไม่มีสมุนไพรที่ทำให้คนในประเทศรู้สึกแปลกหน้า ไม่มีเนยหรือครีม
เรียบง่าย คุ้มค่า ไม่หรูหราฟู่ฟ่า ชนชั้นแรงงานทั่วโลกต่างก็มีความรู้สึกร่วมต่ออาหารแบบเดียวกัน
ทุกคนได้รับแจกไปคนละจานใหญ่พูนๆ
กัวหยางมองดูอาหารสไตล์ต่างแดนจานนี้ เขาลองชิมไปคำหนึ่งก่อน และพบว่ารสชาติพอใช้ได้เลยทีเดียวอย่างไม่น่าเชื่อ
เขายกนิ้วโป้งให้ลิซ่าแล้วพูดว่า “รสชาติดีมากเลยครับ”
จากนั้นก็เริ่มกินคำโตๆ อย่างเอร็ดอร่อย
ทุกคำที่กินเข้าไปจะได้รสชาติของหอมหัวใหญ่หั่นเต๋ากลิ่นหอมไหม้ เบคอนรมควัน มันฝรั่งทอดที่กรอบนอกนุ่มใน และไข่ที่นุ่มอร่อย ทั้งที่ปรุงรสด้วยแค่เกลือกับพริกไทยดำเท่านั้น
เมื่อเห็นกัวหยางสวาปามอาหารคำโต ลิซ่ากับวิคเตอร์ก็มองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
ฟรานเองก็อดไม่ได้ที่จะพูดด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจว่า “กินอาหารชาวนาจานนี้แล้ว รู้สึกเหมือนมีมือใหญ่ที่อบอุ่นคู่หนึ่งกำลังกวักเรียกผมเลย ผมคิดถึงแมรี่ของผมซะแล้วสิ”
“นายไม่กลัวว่าถ้าเล่นพนันจนหมดตัว พอกลับไปแล้วป้าแมรี่จะอัดนายเอารึไง” แคทเธอรีนที่อยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้นมา
จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นตักอาหารเพิ่มให้กัวหยางอีกทัพพี พร้อมกับบอกว่า “กินเยอะๆ หน่อย”
กัวหยางประหลาดใจ ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนนิสัยแล้วเหรอ?
แต่กลับเห็นแคทเธอรีนเผยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ออกมา แล้วพูดว่า “กินให้อิ่มจะได้ลงไปทำงานในไร่ได้ ขับรถแทรกเตอร์ไม่เป็นก็ยังช่วยทำอย่างอื่นได้นี่”
แบบนี้สิถึงจะถูก กัวหยางคิดในใจ
แค่ขับรถแทรกเตอร์ไม่เป็นงั้นเหรอ?
กัวหยางรู้สึกว่าเขาเริ่มมีความจำเป็นต้องโชว์ฝีมือให้ดูซะหน่อยแล้ว
ผ่านไปครู่หนึ่ง แคทเธอรีนก็หยิบกล่องอาหารที่เตรียมไว้แล้วขึ้นไปนั่งบนรถแทรกเตอร์คันเล็กในลานบ้าน พลางพูดว่า “ฉันจะเอาข้าวเที่ยงไปส่งให้จอห์นนะ”
เมื่อเห็นดังนั้น กัวหยางก็เดินเข้าไปบอกว่า “ผมไปกับคุณด้วยสิ คุณจะได้พาผมไปทำความคุ้นเคยกับสถานที่ เดี๋ยวผมจะได้ช่วยน้องชายคุณทำงานได้เลย”
พูดจบเขาก็ก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นยืนหลังที่นั่งคนขับรถแทรกเตอร์ทันที
ตอนนี้แคทเธอรีนไม่ได้อิดออด เธอแค่บอกให้กัวหยางจับโครงเหล็กไว้ให้แน่นด้วยท่าทีนิ่งๆ ก่อนจะสตาร์ทรถแทรกเตอร์แล้วขับมุ่งหน้าไปยังแปลงเกษตร
ตลอดทางกัวหยางเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์อันสวยงามของฟาร์ม บางครั้งก็มองผมสีบลอนด์ทองที่ถักเป็นเปียและผิวที่ขาวเนียนของแคทเธอรีนซึ่งอยู่ตรงหน้า พร้อมกับสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ
รู้สึกว่าชีวิตในฟาร์มที่สงบสุขแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
แต่เขาไม่ได้เป็นของที่นี่
จู่ๆ กัวหยางก็อยากกลับประเทศ อยากกลับไปยังดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือของเขา
ทะเลทรายโกบี ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ผืนน้ำ ทุ่งหญ้า
โอเอซิส ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง หุบเขา แม่น้ำ
นกอินทรีสยายปีกโผบิน หมู่มวลขุนเขาเขียวขจี
ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล ฝูงวัวฝูงแกะรวมตัวกันเป็นฝูง
ที่นั่นต่างหากคือที่ที่เขาคู่ควร!
ฟาร์มของวิคเตอร์มีพื้นที่กว้างขวางมาก พื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด โดยส่วนใหญ่จะเป็นอัลฟัลฟ่า
เนื่องจากเยอรมันมีปริมาณน้ำฝนอุดมสมบูรณ์ หญ้าอัลฟัลฟ่าจึงสามารถเก็บเกี่ยวได้ถึง 4 ครั้งในช่วงฤดูเจริญเติบโตระหว่างเดือนมีนาคมถึงกันยายน ซึ่งถือเป็นการใช้ประโยชน์จากความสามารถในการงอกใหม่ของอัลฟัลฟ่าอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ได้ปริมาณสารอาหารและอัตราการย่อยได้ที่สูงมาก
และบริเวณที่ราบสูงขึ้นไปเล็กน้อยของทุ่งหญ้า เป็นโรงเรือนเลี้ยงวัวแบบไม่แบ่งกั้นซึ่งสร้างด้วยรั้วแบบเปิดด้านข้างและหลังคาแบบเปิดโล่ง การเลี้ยงในคอกลักษณะนี้ช่วยรับประกันว่าแม่วัวจะสามารถเข้าถึงอาหาร น้ำ และสภาพแวดล้อมในการพักผ่อนที่สะดวกสบายได้อย่างอิสระ
ในขณะเดียวกันก็สะดวกต่อการให้อาหารและการจัดการด้วย
นอกจากนี้ ในฟาร์มยังมีสระน้ำที่กินพื้นที่ประมาณ 10 กว่าหมู่ และป่าไม้ที่กว้างเกือบ 20 หมู่
เมื่อผ่านโรงเลี้ยงวัวไปก็จะเป็นไร่ข้าวโพดและไร่ข้าวสาลีที่ทอดยาวติดต่อกัน กัวหยางยังเห็นว่าในไร่ข้าวสาลีมีถั่วเหลืองปลูกแซมอยู่ด้วย
จากที่ได้ยินแคทเธอรีนบอกมา ในไร่ปลูกข้าวโพดหมัก ข้าวสาลีก็ใช้เป็นอาหารของแม่วัวเช่นกัน การที่หว่านถั่วเหลืองลงไปในนั้นก็เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของอาหารสัตว์
แต่ฟาร์มที่ใหญ่ขนาดนี้กลับมีคนดูแลแค่หกเจ็ดคนเท่านั้น ต้องยอมรับเลยว่าระดับการใช้เครื่องจักรทางการเกษตรที่นี่สูงมากจริงๆ
ฟาร์มส่วนใหญ่ในเยอรมันเพียงแค่ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพด และธัญพืช ก็เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่สำหรับการเจริญเติบโตของสัตว์ได้แล้ว
ส่วนประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งของอาหารปศุสัตว์ในฟาร์มก็คือโปรตีน ซึ่งส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ถั่วเหลืองที่นำเข้าจากบราซิล อาร์เจนตินา และสหรัฐอเมริกามาเพื่อเสริม
เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตของประเทศเหล่านี้ค่อนข้างต่ำ
ทางด้านข้างของไร่ข้าวสาลี ก็เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ผืนใหญ่อีกแห่งหนึ่ง
กัวหยางมองเห็นแต่ไกลว่ามีอัลฟัลฟ่าจำนวนมากที่ถูกตัดล้มลงนอนแผ่หลาอยู่บนทุ่งหญ้าเพื่อตากแดด ภาพที่เห็นดูยิ่งใหญ่อลังการมาก
และที่ตรงกลางทุ่งหญ้า เครื่องสับหญ้าหมักเครื่องหนึ่งกำลังใช้หัวเกี่ยวกวาดสับหญ้าอัลฟัลฟ่า จากนั้นก็พ่นออกจากท่อส่งลงไปยังรถพ่วงแบบสองเพลาที่ลากโดยรถแทรกเตอร์กำลังม้าสูงที่วิ่งขนานกันไป
แคทเธอรีนขับรถแทรกเตอร์คันเล็กเข้าไปในแปลงเกษตรโดยตรง แล้วบีบแตรสองสามครั้ง
รถเกี่ยวข้าวและรถบรรทุกต่างก็หยุดลงในเวลาต่อมา
ตอนนี้เองกัวหยางถึงได้เห็นรุ่นของเครื่องหมักและรถแทรกเตอร์อย่างชัดเจน มันคือ คลาส (Claas) JAGUAR695SL และเฟนท์ 930 ที่เพิ่งจะเริ่มออกจากสายการผลิตในปีนี้
โชคดีที่ทั้งหมดเป็นเครื่องจักรกลการเกษตรที่กัวหยางพอจะรู้จักอยู่บ้าง
คลาส JAGUAR695SL เป็นเครื่องเกี่ยวหญ้าหมักแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเองที่บริษัทคลาสเปิดตัวในปี 1988
ตามการพัฒนาในประวัติศาสตร์ บริษัทคลาสได้ขยายไลน์ผลิตเครื่องเกี่ยวหญ้าหมักซีรีส์ JAGUAR900 ในปี 2008 และจนถึงปี 2023 ก็ยังมีเครื่องจักรมือสองจำนวนมากหมุนเวียนอยู่ในตลาด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วราคายังคงสูงกว่าหนึ่งล้านหยวน
ชายหนุ่มชาวเยอรมันที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับวิคเตอร์เล็กน้อยลงจากรถแล้วเดินเข้ามา ชายผิวขาวที่อายุมากกว่านิดหน่อยซึ่งอยู่ข้างๆ เขาก็น่าจะเป็นเอนดรีพนักงานเพียงคนเดียวของฟาร์มนั่นเอง
แคทเธอรีนหยิบถาดอาหารออกมาตักอาหารชาวนาให้ทั้งสองคนคนละชุด พร้อมกับพูดว่า “นี่คือกัวหยาง มาเที่ยวสากลยุโรปจากประเทศจีน เขาเป็นเพื่อนของคุณลุงฟราน ตั้งใจมาเยี่ยมชมฟาร์มของเราน่ะ”
หลังจากที่ทักทายกันสั้นๆ จอห์นกับเอนดรีก็เริ่มสวาปามอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย
แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงที่กัวหยางไม่ได้ยินมานานดังขึ้นในหัว
“ติ๊ง ตรวจพบเครื่องจักรกลการเกษตรที่สามารถวิเคราะห์ได้ ต้องการทำการวิเคราะห์หรือไม่?”
กัวหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดเลยว่าร้านค้าเมล็ดพันธุ์จะแจ้งเตือนมาในเวลานี้
วิเคราะห์เครื่องจักรกลการเกษตรเนี่ยนะ?
เขาจำได้ว่าในคำอธิบายที่ให้มาตอนแรกไม่มีฟังก์ชันนี้นี่นา แล้วช่วงก่อนหน้านี้ตั้งนานก็ไม่เห็นจะกระตุ้นระบบการทำงานนี้ได้เลย!
เมื่อมองดูเครื่องจักรกลการเกษตรในฟาร์มของวิคเตอร์ที่อยู่ตรงหน้า กัวหยางก็เกิดข้อสันนิษฐานขึ้นมา
หรือว่าเครื่องจักรสองคันนี้จะไปกระตุ้นฟังก์ชันที่ซ่อนอยู่ของร้านค้าเมล็ดพันธุ์เข้า
พอลองคิดดูว่าช่วงนี้ตัวเองมัวแต่วุ่นอยู่กับการซื้อลอตเตอรี่ในต่างประเทศ ก็เลยไม่มีโอกาสได้กระตุ้นระบบเลย
ช่างเถอะ! ลองดูก่อนแล้วกัน
ดังนั้นเขาจึงเลือกคำว่า ‘ใช่’ อย่างเงียบๆ
“ติ๊ง พลังงานธรรมชาติไม่เพียงพอ ไม่สามารถทำการวิเคราะห์ได้ ขอแนะนำให้รวบรวมข้อมูลและรายละเอียดของเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบันทึกไว้ก่อน”
“แล้วจะรวบรวมและบันทึกยังไงล่ะ?”
“ติ๊ง โฮสต์ใช้ร่างกายสัมผัสและควบคุมเครื่องจักรกลการเกษตร ร้านค้าจะสามารถรวบรวมข้อมูลและบันทึกไว้ได้เอง รอจนกว่าจะมีพลังงานธรรมชาติแล้วค่อยทำการวิเคราะห์”
“สิ่งที่วิเคราะห์ออกมาได้คืออะไร? ข้อมูลทางเทคนิคเหรอ?”
เขามีความรู้เกี่ยวกับการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรอยู่บ้าง ถ้ามีแค่ข้อมูลทางเทคนิคละก็ อาศัยแค่รากฐานทางอุตสาหกรรมในปัจจุบันของประเทศจีนก็ยากที่จะสร้างเครื่องจักรพวกนี้จำลองขึ้นมาได้
“ติ๊ง ข้อมูลทางเทคนิคเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีโอกาสในระดับหนึ่งที่จะสามารถวิเคราะห์ชิ้นส่วนเครื่องจักรออกมาได้ด้วย”
“ชิ้นส่วนเครื่องจักรเหรอ?”
“ชิ้นส่วนเครื่องจักรเป็นส่วนหนึ่งของบริการหลังการขายจากทางเมล็ดพันธุ์ สามารถนำไปใช้เพื่ออัปเกรดและดัดแปลงเครื่องจักรกลการเกษตรที่เกี่ยวข้องได้”
เจ๋งขนาดนี้เลย! คราวนี้เจ๋งสุดยอดไปเลยแฮะ
อารมณ์ของกัวหยางกลับมาพลุ่งพล่านฮึกเหิมอีกครั้งในรอบหลายวัน
ของพวกนี้ล้วนเป็นของดีทั้งนั้น แถมเขาก็กำลังต้องการพวกมันอย่างเร่งด่วนด้วย
การพัฒนาพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือจำเป็นต้องจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่หลากหลายประเภทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกัวหยางก็เตรียมตัวไว้ตั้งนานแล้ว
หนึ่งในจุดประสงค์ที่เขามาฮันโนเวอร์ในครั้งนี้ ก็คืออยากจะมาจัดซื้อเครื่องจักรกลหนักที่กำลังขาดแคลนอย่างหนักที่งานแสดงเครื่องจักรกลการเกษตรฮันโนเวอร์
อย่างเช่น รถแทรกเตอร์กำลังม้าสูง เครื่องไถพรวนดินลึกขนาดหนัก เครื่องจักรสำหรับหญ้าเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น
แต่ดูเหมือนตอนนี้จะมีหนทางเพิ่มขึ้นมาอีกทางแล้วนะ
เพียงแต่การผลิตและสร้างเครื่องจักรกลการเกษตรนี่สิ...
มันเป็นหลุมดำผลาญเงินชัดๆ
กัวหยางไม่รู้เลยว่าเงินหนึ่งพันล้านในกระเป๋าของเขาจะรับมือไหวไหม
เมื่อดึงสติกลับมาได้ กัวหยางก็ถามแคทเธอรีนและจอห์นว่า “ผมขอขึ้นไปลองขับหน่อยได้ไหมครับ?”
“ผมให้คุณขึ้นไปเยี่ยมชมได้ แต่ทางที่ดีคุณอย่าสตาร์ทมันจะดีกว่า นี่คือหนึ่งในเครื่องจักรกลการเกษตรที่ขับยากและเรียนรู้ยากที่สุดในตอนนี้ คนขับต้องจับจุดต่างๆ ให้ได้เยอะมาก” จอห์นตอบ
เอนดรีถึงกับพูดเยาะเย้ยออกมาตรงๆ ว่า “นี่ไม่ใช่รถแทรกเตอร์ดีเซลสูบเดียวที่พ่นควันดำโขมงในประเทศของพวกนายหรอกนะ ถ้าทำพังขึ้นมา นายชดใช้ไม่ไหวหรอก”
พอได้ยินคำพูดนี้ กัวหยางก็รู้สึกฉุนกึกขึ้นมาทันที
ชดใช้ไม่ไหว?
ดูถูกใครกันอยู่เนี่ย!
ถ้าบอกว่าวิคเตอร์ จอห์น หรือคนอื่นๆ ไม่เชื่อในทักษะการขับขี่ของเขา ก็ยังพอเข้าใจได้
แต่คำพูดของเอนดรีนี่มันเป็นการเยาะเย้ยกันชัดๆ เป็นคำพูดที่มีอคติติดตัวมาอย่างสมบูรณ์แบบ
ถึงแม้ว่ารถแทรกเตอร์ที่ผลิตในประเทศยุคนี้จะมีช่องว่างด้านการควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ การควบคุมเครื่องจักรกลไฟฟ้า และการผสมผสานเครื่องจักรกล ไฟฟ้า และไฮดรอลิก ห่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม
แต่ช่องว่างในด้านพละกำลังนั้นอยู่ในช่วงที่กำลังไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว
แถมยังมาดูถูกรถแทรกเตอร์ดีเซลสูบเดียวว่าพ่นควันดำอีก?
นั่นอาจจะเป็นแค่ตอนที่มันเพิ่งเริ่มออกตัวเท่านั้นแหละ
ขอแค่ใจถึง รถสูบเดียวก็แข่งกับรถพ่วงได้สบายๆ ทักษะของคนที่ขับรถแทรกเตอร์สูบเดียวมักจะเป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้อยู่เสมอแหละ