เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 339 ขายหรือลอบทำร้าย?

ตอนที่ 339 ขายหรือลอบทำร้าย?

ตอนที่ 339 ขายหรือลอบทำร้าย?


หม่าจิ่วบอกเล่าเรื่องราวได้ไม่กระจ่างชัดนัก เพียงบอกว่าเสิ่นหมิงเหวินกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับสตรีผู้หนึ่ง สตรีผู้นั้นมีที่มาที่ไปเช่นไร ทั้งสองคนรู้จักมักจี่กันหรือไม่ และเหตุใดจึงต้องลงไม้ลงมือกัน หม่าจิ่วล้วนไม่อาจอธิบายให้กระจ่างได้ หรือบางทีเขาอาจจะไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ โชคดีที่มีพี่น้องจากพรรครถม้าคอยจับตาดูอยู่ เสิ่นหมิงเหวินย่อมไม่อาจหลบหนีไปได้อีก เสิ่นซีตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ต่อให้ต้องมัดตัวก็ต้องลากตัวลุงใหญ่กลับอำเภอหนิงฮว่าให้จงได้

เสิ่นซีหันไปบอกกล่าวกับอินเหวินเพียงไม่กี่คำ แม่หนูน้อยกะพริบตาปริบ ๆ ดูเหมือนยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวในโลกของผู้ใหญ่เท่าใดนัก นางทำได้เพียงพยักหน้ารับราวกับเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ภายในแววตาแฝงความอาลัยอาวรณ์อยู่หลายส่วน

หม่าจิ่วนำทางเสิ่นซีมุ่งตรงไปยังย่านที่พักอาศัยของชาวบ้านริมแม่น้ำจิ้นอาน พี่น้องจากพรรครถม้ากว่าสี่สิบคนรวมตัวกันปิดกั้นทางเข้าออกของตรอกซอกซอยจนมิดชิด

เสิ่นหมิงเหวินนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นในสภาพมอมแมมเปื้อนฝุ่น ดวงตาเบิกโพลงจ้องเขม็งไปยังสตรีผู้หนึ่งที่กำลังถูกชาวบ้านละแวกนั้นรั้งตัวเอาไว้

สตรีผู้นั้นดูอายุราวสามสิบกว่าปี การแต่งกายและรูปโฉมล้วนแสนจะธรรมดา นางยืนเท้าสะเอวชี้หน้าด่าทอเสิ่นหมิงเหวิน สรรพด่าลามปามไปถึงโคตรเหง้าศักราชของเสิ่นหมิงเหวินจนครบทุกรุ่น ท่าทีกัดฟันกรอดราวกับมีความแค้นฝังลึกกันมาแต่ปางก่อน

เสิ่นหมิงถังกำลังยืนอยู่ด้านข้างคอยเกลี้ยกล่อมเสิ่นหมิงเหวิน ทว่าดูเหมือนเสิ่นหมิงเหวินจะไม่ได้ยินเสียงใดเข้าหูเลยแม้แต่น้อย

ทันทีที่หม่าจิ่วและเสิ่นซีปรากฏตัว พี่น้องจากพรรครถม้าก็รีบหลีกทางให้ สตรีผู้นั้นพอเห็นหม่าจิ่วกลับยิ่งทำตัวกร่างขึ้นกว่าเดิม นางทำท่าจะพุ่งเข้ามาฉีกทึ้งเสิ่นหมิงเหวินอีกครา พี่น้องจากพรรครถม้าสองคนรีบเข้าไปขวางตัวนางไว้ สตรีผู้นี้ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนหญิงสาวผู้ดี ต่อให้ถูกบุรุษสองคนรั้งตัวไว้ นางก็ยังคงด่าทอพลางยื้อยุดฉุดกระชาก ช่างดูขัดกับยุคสมัยที่ชายหญิงไม่พึงใกล้ชิดเสียเหลือเกิน

"ลุงใหญ่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ?" รอบด้านชุลมุนวุ่นวายเกินไป เสิ่นซีจึงทำได้เพียงพุ่งเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเสิ่นหมิงเหวิน เมื่อตรวจดูจนแน่ใจว่าเสิ่นหมิงเหวินไม่ได้แขนหักขาขาด จึงค่อยเอ่ยปากถาม

เสิ่นหมิงเหวินตะโกนด้วยความเดือดดาล "นังผู้หญิงแพศยานั่น มันทำร้ายลุงรองของเจ้าไปแล้ว ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต เป็นหนี้ต้องชดใช้ด้วยเงิน เจ้ายังไม่รีบไปแจ้งความกับทางการอีก!"

ถ้อยคำเหล่านี้ทำเอาผู้ฟังถึงกับงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ทว่าเมื่อลองนำมาขบคิดให้ละเอียด เสิ่นซีก็พอจะคาดเดาความหมายได้บ้างแล้ว

เมื่อสามปีก่อนตอนที่เสิ่นหมิงโหย่วติดตามเสิ่นหมิงเหวินเดินทางมาสอบที่เมืองเอก มีความเป็นไปได้สูงที่จะมาพัวพันคบชู้สู่ชายอยู่กับสตรีผู้นี้ ท้ายที่สุดด้วยเหตุผลกลใดก็มิอาจทราบได้ เสิ่นหมิงเหวินจึงเดินทางไปหาครอบครัวของเสิ่นหมิงจวินที่เมืองถิงโจว ส่วนเสิ่นหมิงโหย่วก็รั้งตัวอยู่ใช้ชีวิตคู่อยู่กับสตรีผู้นี้ในเมืองเอก ครานี้พอเสิ่นหมิงเหวินสืบเสาะจนพบที่อยู่ของสตรีผู้นี้ แต่กลับรู้ว่าเสิ่นหมิงโหย่วไม่อยู่แล้ว จึงปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายลงมือฆ่าคนปิดปากไปแล้ว

สตรีผู้นั้นด่าทอสวนกลับ "ไอ้คนสมควรตายเอ๊ย ข้าจะไปรู้ได้ยังไงว่ามันหนีไปมุดหัวอยู่ที่ไหน? มันบอกข้าว่าจะไปทำธุรกิจทางเหนือ พอไปแล้วก็หายหัวไปเลย ข้ายังหวังพึ่งพามันให้เลี้ยงดูข้าอยู่เลยนะ แต่มันหนีหายไปตั้งสามปีเต็ม กระทั่งตดสักป้าบยังไม่เคยส่งกลับมา ข้าอุตส่าห์เสียเรือนร่างอันงดงามปานล่มเมืองให้หมามันย่ำยีเล่นเสียเปล่า!"

สตรีผู้นี้ไม่เพียงปากคอเราะร้าย ทว่าหน้ายังหนาเตอะอีกด้วย ต่อหน้าเพื่อนบ้านละแวกเดียวกัน นางก็ไม่คิดจะปิดบังเรื่องที่ตนแอบเลี้ยงดูบุรุษไว้ในบ้านเลยแม้แต่น้อย

เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่า ด้วยสภาพความเป็นอยู่ของเสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นหมิงโหย่วเมื่อสามปีก่อน จะไปรู้จักมักจี่กับสตรีดี ๆ ที่ไหนได้ ย่อมหนีไม่พ้นหญิงคณิกาจากแหล่งเริงรมย์เถื่อนเป็นแน่ มีความเป็นไปได้สูงที่สตรีผู้นี้ก็คือคนที่ลุงใหญ่เพิ่งหอบเงินสองร้อยเหวินไปหาเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง

หม่าจิ่วเอ่ยถาม "หลงจู๊น้อย จะแจ้งทางการหรือไม่ขอรับ?"

เสิ่นซีขมวดคิ้ว "จะแจ้งความทำไมกัน รีบพาคนกลับไปก่อนเถอะ ส่วนรายละเอียดที่เหลือ ค่อยไปสืบสาวราวเรื่องให้กระจ่าง จัดคนคอยเฝ้าลุงใหญ่ของข้าให้ดี อย่าปล่อยให้เขาหนี... หายไปได้อีก"

หม่าจิ่วรับคำ "เข้าใจแล้วขอรับ"

สิ้นคำ หม่าจิ่วก็ส่งสัญญาณเรียก บรรดาพี่น้องจากพรรครถม้าก็กรูกันเข้าไปหามเสิ่นหมิงเหวินขึ้นมา แทบจะโยนร่างของเขาขึ้นไปบนรถม้า แล้วมุ่งหน้ากลับโรงเตี๊ยมทันที

เสิ่นหมิงเหวินถูกคนหามขึ้นมา เขายังคงดิ้นรนและก่นด่าไม่ยอมหยุด เขาเป็นถึงปัญญาชน ทว่าเมื่อมาอยู่ในสถานที่เช่นนี้ กลับมีสภาพไม่ต่างอันใดกับสตรีปากจัดในตลาด ยากที่จะโทษว่าเหตุใดเขาจึงลดตัวลงไปตบตีกับหญิงคณิกาเถื่อนได้ หากเสิ่นหมิงเหวินเกิดมาเป็นสตรี ย่อมต้องกลายเป็น "ตัวแม่" ในหมู่สตรีปากจัดเป็นแน่แท้

เสิ่นซีรั้งอยู่ต่อ เขาต้องการสืบเสาะเรื่องราวให้กระจ่างชัด โดยเฉพาะเรื่องความเป็นตายร้ายดีของเสิ่นหมิงโหย่ว

สตรีผู้นี้ช่างรับมือได้ยากเย็นนัก เอาแต่ก่นด่าไม่ยอมหยุด เสิ่นซีไม่อาจล้วงเอาเบาะแสใด ๆ จากปากนางได้เลย โชคดีที่ยังพอสืบเสาะข้อมูลอันเป็นประโยชน์จากเพื่อนบ้านละแวกนั้นมาได้บ้าง

สตรีผู้นี้แซ่อวี๋ ครอบครัวสามีแซ่เหอ เป็นคนที่ย้ายมาจากแดนไกลเพื่อมาตั้งรกรากในเมืองฝูโจว ทว่าเมื่อหลายปีก่อนสามีของนางด่วนจากไป สตรีตัวคนเดียวไม่อาจดิ้นรนหาเลี้ยงชีพได้ จึงไปทำงานเป็นคณิกาเถื่อน ส่วนเรื่องที่นางไปรู้จักกับสองพี่น้องเสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นหมิงโหย่วได้อย่างไรนั้น เพื่อนบ้านต่างก็ไม่รู้ แต่ก็คาดเดาว่าคงจะรู้จักกันในซ่องเถื่อนนั่นแหละ

ทว่าเพื่อนบ้านล้วนรู้ดีว่า เมื่อสามปีก่อนสตรีผู้นี้แอบเลี้ยงดูบุรุษไว้ในบ้านจริง ๆ รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับภาพวาดเสิ่นหมิงโหย่วที่เสิ่นซีนำมาให้ดู ทว่าหลังจากนั้นไม่ถึงสองเดือน คนผู้นั้นก็หายตัวไป ส่วนหายไปที่ใดนั้นก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

"...พวกท่านไม่รู้อะไร ช่วงเวลานั้นสะใภ้ตระกูลเหอทำตัวกร่างน่าดู ออกไปเจอใครก็ป่าวประกาศว่าจะแต่งงานใหม่กับใต้เท้าจวี่เหริน แต่สุดท้ายพอถึงสิ้นปี ในบ้านก็เปลี่ยนตัวบุรุษคนใหม่ ช่างไม่รู้จักยางอายเอาเสียเลย"

เมื่อเพื่อนบ้านเอ่ยถึงเหออวี๋ซื่อ สีหน้าก็แฝงไปด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม ต่อให้เป็นสตรีหม้ายที่ไร้หนทางทำมาหากิน การออกไปขายเรือนร่างก็นับเป็นเรื่องต่ำต้อย และเป็นที่ดูถูกดูแคลนของผู้คนในสังคมอยู่ดี

เสิ่นซีพอจะคาดเดาเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว เขานำคนไปดักรอที่หน้าประตูบ้านของเหออวี๋ซื่อ เสิ่นซียังคงต้องการสืบถามเบาะแสของเสิ่นหมิงโหย่วให้กระจ่าง

บัดนี้เสิ่นหมิงโหย่วหายตัวไปสามปีเต็ม ไร้ซึ่งข่าวคราว อย่างไรเสียนางก็คือคนสุดท้ายที่อยู่ด้วยก่อนที่เขาจะหายตัวไปอย่างสมบูรณ์ เป็นไปไม่ได้ที่นางจะไม่รู้อะไรเลย

เสิ่นซีเอ่ยว่า "ฮูหยินเหอ คนสว่างไม่กล่าววาจามืดมิด เมื่อสามปีก่อนคนที่อยู่กับท่านคือลุงรองของข้าเอง เขามีภรรยาและลูก ๆ รออยู่ที่บ้าน ยามนี้เขาขาดการติดต่อไป ทางบ้านย่อมต้องร้อนใจเป็นธรรมดา พวกเราจะไม่สนว่าพวกท่านเคยมีความสัมพันธ์เช่นไร ขอเพียงท่านบอกเบาะแสของเขามา พวกเราจะไม่ทอดทิ้งท่านให้ต้องลำบากแน่นอน"

(เชิงอรรถผู้แปล: คนสว่างไม่กล่าววาจามืดมิด (明人不说暗话) สำนวนหมายถึงคนตรงไปตรงมาไม่พูดจาอ้อมค้อม มีอะไรก็พูดกันตามตรง)

เหออวี๋ซื่อร้องโวยวาย "ข้านี่แหละที่กำลังตามหาตัวมันอยู่! ตอนมาก็อ้างกับข้าว่ามาเข้าสอบ ซ้ำยังคุยโตว่าต้องสอบติดจวี่เหรินแน่ ๆ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้เรื่องได้ราวสักอย่าง ข้าถูกมันหลอกเอาเสียจนย่อยยับ! ต่อมามันก็ไปทำธุรกิจกับคนทางเหนือ ทิ้งข้าไปโดยไม่เหลือเงินให้สักเหวินเดียว แล้วข้าจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่ามันมุดหัวไปอยู่ที่ใด!"

ฟังจากน้ำเสียงของเหออวี๋ซื่อแล้ว ไม่น่าจะจงใจโกหกพกลม แต่คำพูดของสตรีพรรค์นี้เดิมทีก็เชื่อถือไม่ค่อยจะได้อยู่แล้ว หรือบางทีเสิ่นหมิงโหย่วอาจจะรู้ว่าช่วงเวลานี้เสิ่นหมิงเหวินจะมาสอบที่เมืองฝูโจว จึงตั้งใจหลบหน้าไปเองเล่า?

เสิ่นซีเอ่ยถาม "บรรดาพ่อค้าทางเหนือพวกนั้น ฮูหยินเหอรู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาบ้างหรือไม่?"

เหออวี๋ซื่อตวาดอย่างเกรี้ยวกราด "ข้าไม่เคยเห็นหน้าคนทางเหนืออะไรนั่นเลยสักคน! มันเป็นคนพูดเองเออเองทั้งนั้น แถมยังคุยโตโอ้อวดว่าไปทำธุรกิจกับคนในวังหลวงที่เมืองหลวง ถุย! มันไม่เคยชะโงกดูเงาหัวตัวเองเลยว่ามีโหงวเฮ้งเศรษฐีพอจะไปรู้จักมักจี่กับผู้ลากมากดีในวังได้หรือ! ข้าเสียเปรียบให้มันล่วงเกินอยู่ตั้งหลายเดือน ซ้ำยังต้องหาเลี้ยงมัน แต่สุดท้ายมันกลับเช็ดปากแล้วหนีไป ข้าช่างตาบอดไปจริง ๆ!"

เหออวี๋ซื่อเป็นพวกพูดจาพาลหาเรื่องโดยแท้ เสิ่นซีรู้ดีว่าคงไม่อาจรีดเค้นเบาะแสใด ๆ ออกมาได้อีก ตอนนี้รู้เพียงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพ่อค้าทางเหนือ ส่วนเรื่องทำธุรกิจกับวังหลวงอะไรนั่น เสิ่นซีไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย

เสิ่นซีโยนเงินหนึ่งเฉียนให้เหออวี๋ซื่อ ถือเสียว่าเป็นค่า "ทำขวัญ" ก่อนจะหันหลังพาหม่าจิ่วกลับไปยังสมาคมการค้า เมื่อพบหลงจู๊หลงแล้ว จึงไหว้วานให้อีกฝ่ายช่วยสืบข่าวเกี่ยวกับพ่อค้าทางเหนือเมื่อสามปีก่อน

เพิ่งจะกลับมาถึงโรงเตี๊ยม ก็ได้ยินเสียงของเสิ่นหมิงเหวินดังแว่วมาจากชั้นบน "...ข้าเป็นคนทำร้ายน้องรอง! ข้าเป็นคนทำร้ายน้องรอง! ข้าผิดต่อเขา! หากตอนนั้นข้าสามารถห้ามปรามไม่ให้เขาไปหานังผู้หญิงชั่วร้ายนั่น เขาก็คงไม่ถูกคนทำร้ายหรอก!"

เสิ่นซีเดินขึ้นบันไดเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าทะมึนตึง พลางเอ่ยว่า "คำพูดเหล่านี้ของลุงใหญ่ สมควรจะกลับไปอธิบายให้ท่านย่าฟังให้กระจ่างหรือไม่ขอรับ?"

เมื่อครู่นี้เสิ่นหมิงเหวินยังมีท่าทีราวกับบุพการีเพิ่งสิ้นใจ ทว่าพอได้ยินคำพูดนี้ เขาก็เบิกตาโพลงจ้องเสิ่นซีอย่างเดือดดาลในทันที "ไอ้เด็กเวร เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?"

เสิ่นซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ข้าจะหมายความว่าอย่างไรได้? เมื่อสามปีก่อนลุงรองหายตัวไป ท่านบอกว่าไม่เกี่ยวอันใดกับท่าน แต่ท่านย่ากลับคิดว่าพวกท่านพี่น้องเข่นฆ่ากันเอง ตอนนี้ลุงรองหายสาบสูญไร้ร่องรอย หากไปแจ้งความกับทางการ เกรงว่าทั้งลุงใหญ่และสตรีผู้นั้นคงไม่อาจหลุดพ้นจากข้อหาได้ ซ้ำหากท่านย่าล่วงรู้ว่าท่านกับลุงรอง... ถึงขั้นไปพัวพันคบชู้สู่ชายกับหญิงพรรค์นั้น ภายภาคหน้าตระกูลเสิ่นยังจะฝังรากหยัดยืนอยู่ในอำเภอหนิงฮว่าได้อีกหรือขอรับ?"

ใบหน้าของเสิ่นหมิงเหวินเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง ท้ายที่สุดก็กระแอมไอ เปลี่ยนมาใช้น้ำเสียงลึกซึ้งจริงจัง "ชีหลางเอ๊ย เจ้าดูก่อนเถิด พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน หากตระกูลเสิ่นต้องอับอายขายหน้า ภายภาคหน้าตัวเจ้าเองก็จะต้องเสื่อมเสียเกียรติไปด้วยมิใช่หรือ? เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ เรื่องนี้พวกเราก็เลิกสนใจมันเสีย อย่างไรเสียน้องรองของเจ้าก็จากไปตั้งสามปีแล้ว พวกเราก็ไม่รู้ว่าเขาไปที่ใด ก็ถือเสียว่าไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นเลยก็แล้วกัน ตอนกลับบ้านเราก็ไม่ต้องไปบอกกล่าวท่านย่าของเจ้า ถือเสียว่าตัดความรำคาญใจ จะดีหรือไม่?"

เสิ่นซีปรายตามองเสิ่นหมิงถังที่ยืนอยู่ด้านข้าง ต่อให้เขาไม่พูด เสิ่นหมิงถังก็ย่อมต้องนำความไปรายงานต่อหลี่ซื่ออย่างซื่อสัตย์เป็นแน่ ก่อนหน้านี้อาจจะยังคิดเข้าข้างตัวเองได้ว่าเสิ่นหมิงโหย่วอยากจะออกไปสร้างชื่อเสียงอยู่ภายนอก ทว่ายามนี้ได้รู้แล้วว่า เสิ่นหมิงโหย่วถูกหญิงคณิกาเถื่อนตะเพิดออกจากบ้านในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว ท้ายที่สุดก็หายสาบสูญไป

ด้วยสภาพความวุ่นวายของดินแดนฝูโจวก่อนหน้านี้ บุรุษที่ทั้งตะกละและเกียจคร้าน ไม่ยอมทำมาหาอาชีพสุจริต ซ้ำยังไร้เงินทุนติดตัวแม้แต่แดงเดียว จะออกไปทำธุรกิจได้อย่างไร?

หากไม่ถูกคนหลอกไปขาย ก็คงถูกคนลอบทำร้ายไปแล้ว!

เสิ่นซีกล่าว "บนโลกนี้ไม่มีกำแพงใดที่ลมไม่อาจพัดลอดผ่าน ต่อให้ข้าแสร้งทำเป็นไม่รู้ ทว่าท้ายที่สุดท่านย่าก็ย่อมต้องล่วงรู้อยู่ดี ยามนี้ต้องรอให้พวกหลงจู๊หลงสืบข่าวให้กระจ่างเสียก่อน สองวันนี้ลุงใหญ่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องอย่าได้ออกมาจะดีที่สุด หากลุงใหญ่คิดจะจากไปโดยไม่ลาอีก นั่นก็เท่ากับว่าวัวสันหลังหวะคิดจะหลบหนีความผิดแล้วขอรับ"

(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่มีกำแพงใดที่ลมไม่อาจพัดลอดผ่าน (没有不透风的墙) สำนวนเปรียบเปรยว่าความลับไม่มีในโลก)

เสิ่นหมิงเหวินตวาดด้วยความโกรธ "นี่คือน้ำเสียงที่เจ้าใช้พูดคุยกับผู้อาวุโสหรือ!?"

เสิ่นซีไม่คิดจะใส่ใจเขาแม้แต่น้อย เขาคว้าแขนดึงเสิ่นหมิงถังออกจากห้อง ปิดประตูลงกลอนจากด้านนอกทันที แล้วกำชับพี่น้องจากพรรครถม้าสองคนที่ตามมาด้วยให้จัดเวรยามเฝ้าเสิ่นหมิงเหวินวันละสองผลัด ห้ามปล่อยให้เขาก่อเรื่องนอกลู่นอกทางอันใดได้อีกเป็นอันขาด

เสิ่นหมิงถังร้อนใจขึ้นมา "ชีหลาง ท่านย่าของเจ้ากำชับให้พวกเรารีบกลับหนิงฮว่าโดยเร็ว แต่ลุงรองของเจ้า... พวกเราจะทำเช่นไรดี?"

เสิ่นซีกล่าว "ท่านลุงสามไม่ต้องร้อนใจขอรับ ข้าดูแล้วลุงรองน่าจะแค่ติดตามคนไปทำธุรกิจเท่านั้น ในเมื่อเขาไม่ได้กลับมาหาสตรีผู้นั้น ก็คงจะรั้งอยู่ทางเหนือเป็นแน่ ยามนี้สมาคมการค้าถิงโจวมีจุดประสานงานอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วแคว้น หากไหว้วานให้พวกเขาช่วยสืบข่าว บางทีอาจจะมีข่าวคราวส่งมาในเร็ววันก็เป็นได้"

เสิ่นหมิงถังงุนงงไปชั่วขณะ ยืนทำตัวไม่ถูก "เช่นนั้น... เช่นนั้นก็รอไปก่อน แต่ข้าเกรงว่าลุงใหญ่ของเจ้าจะ... จะหนีไปอีก ไม่ได้การล่ะ ช่วงหลายวันนี้ข้าก็ต้องรั้งอยู่คอยเฝ้าเขาด้วย"

เสิ่นซีเกรงก็แต่เสิ่นหมิงถังจะเป็นพวกใจอ่อนหูเบา พอถูกเสิ่นหมิงเหวินตวาดใส่สองสามคำ หรือชักแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างเหตุผลทางสายเลือด ก็จะยอมพาเสิ่นหมิงเหวินออกไปตามหาคน แล้วสุดท้ายก็ถูกเสิ่นหมิงเหวินชิงหนีเตลิดไปกลางทาง

เสิ่นซีกำชับเสิ่นหมิงถังเป็นอย่างดีอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับเข้าห้อง เขาเหน็ดเหนื่อยวิ่งวุ่นมาตลอดทั้งบ่าย พอเปิดประตูเข้ามาก็พบอินเหวินกำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะหนังสือ เมื่อได้ยินเสียง นางก็ช้อนสายตาขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ

"เสี่ยวเหวิน ยังไม่กลับอีกหรือ?"

เดิมทีเสิ่นซีมีเรื่องวุ่นวายใจอยู่เต็มอก ทว่าพอได้เห็นอินเหวิน อารมณ์ของเขาก็พลันผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด

อินเหวินเปรียบเสมือนท่าเรือหลบภัยท่ามกลางโลกโลกีย์อันแสนวุ่นวาย ขอเพียงได้อยู่ร่วมกับนาง ต่อให้ต้องเผชิญกับคลื่นลมรุนแรงเพียงใด ล้วนเป็นเรื่องของโลกภายนอกทั้งสิ้น เขาสามารถหลบซ่อนตัวอยู่ในท่าเรือน้อยแห่งนี้ได้อย่างสบายใจ

"นายหญิงยังไม่มารับเลยเจ้าค่ะ" แม่หนูน้อยตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา

เสิ่นซีนั่งลง ชะโงกหน้าดูว่าอินเหวินกำลังทำสิ่งใด ที่แท้นางว่างจนไม่มีอะไรทำ จึงกำลังใช้พู่กันคัดตัวอักษรอยู่ เสิ่นซีหยิบกระดาษขึ้นมาจ้องมองตัวอักษรไม่กี่ตัวที่นางเขียนลงไป... ล้วนเป็นชื่อของนางเองทั้งสิ้น ชื่อหนึ่งคือ "เสี่ยวอา" อีกชื่อหนึ่งคือ "เสี่ยวเหวิน" การตวัดพู่กันแต่ละขีดล้วนเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งนัก ดูท่าแม่หนูน้อยคงจะทุ่มเทฝึกฝนในยามปกติมาไม่น้อยเลยทีเดียว

จบบทที่ ตอนที่ 339 ขายหรือลอบทำร้าย?

คัดลอกลิงก์แล้ว