- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 338 ก่อเรื่องหายตัวไปอีกครา
ตอนที่ 338 ก่อเรื่องหายตัวไปอีกครา
ตอนที่ 338 ก่อเรื่องหายตัวไปอีกครา
ในค่ำคืนของวันที่สิบห้าเดือนแปด มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจข่มตาหลับลงได้เลย อย่างไรเสียสภาพความเป็นอยู่ภายในเพิงสอบก็ย่ำแย่เกินทน การได้ล้อมวงร่ำสุราพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ย่อมดีกว่าการต้องทนพลิกกระสับกระส่ายอยู่บนแผ่นไม้กระดานแข็งๆ ภายในเพิงสอบเป็นไหนๆ
เมื่อการสอบรอบที่สามเสร็จสิ้นลง ก็เท่ากับว่าการสอบระดับมณฑลที่หมุนเวียนมาในรอบสามปีได้จบลงอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ว่าจะทำข้อสอบได้ดีหรือเลว เรื่องราวในอนาคตอันยาวไกล ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตไปก่อนเถิด
เช้าตรู่วันที่สิบหกเดือนแปด ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง ประตูเพิงสอบก็เปิดออก เสิ่นซีหิ้วตะกร้าสอบเดินก้าวพ้นประตูสนามสอบ ออกมาพบกับเสิ่นหมิงถังที่จุดนัดหมาย ทว่ารอแล้วรอเล่า ผ่านไปครึ่งค่อนวันก็ยังไร้วี่แววของเสิ่นหมิงเหวิน
ลานสอบก้งย่วนเมืองฝูโจวมีอาณาบริเวณกว้างขวาง ผู้เข้าสอบก็มีจำนวนมหาศาล การจะมองหาเสิ่นหมิงเหวินท่ามกลางฝูงชนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
จนกระทั่งผู้เข้าสอบทยอยเดินออกไปจนเกือบหมด เหลือเพียงคนประปรายเดินตามกันออกมา เสิ่นหมิงถังก็เริ่มร้อนใจ "ชีหลาง หรือว่าเจ้าจะลองเข้าไปหาดูข้างในดี?"
เสิ่นซีทอดสายตามองประตูใหญ่ที่ถูกทหารยามคุ้มกันอย่างแน่นหนา พลางส่ายหน้า "ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากเข้าไป แต่เป็นเพราะเข้าไปไม่ได้ต่างหากเล่า"
เสิ่นซีลอบคิดในใจ ต่อให้เข้าไปในลานสอบตอนนี้ก็คงเปล่าประโยชน์ ลุงใหญ่แสดงเจตนาชัดเจนแล้วว่าไม่ยอมกลับบ้านในทันทีเป็นแน่
เสิ่นซีระแวงมาโดยตลอดว่า เมื่อสามปีก่อนเสิ่นหมิงโหย่วไม่ได้หายตัวไปไหนหรอก แต่รั้งตัวอยู่ในเมืองฝูโจวนี่แหละ สองพี่น้องนี้น่าจะมีช่องทางติดต่อกันลับๆ เสิ่นหมิงโหย่วคอยหาลู่ทางอยู่ในเมืองเอก ส่วนเสิ่นหมิงเหวินก็กลับไปที่เมืองถิงโจว เพื่อหาทางหลอกเอาเงินจากสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวิน แล้วค่อยหนีกลับมาใช้ชีวิตสุขสบายในเมืองฝูโจวอีกครา
เพียงแต่แผนการในตอนนั้นพังทลายลงเสียก่อน เพราะเสิ่นหมิงเหวินถูกฮูหยินเฒ่าลากตัวกลับไปได้ทันท่วงที
การเดินทางมาสอบที่เมืองเอกในครั้งนี้ หากเสิ่นหมิงเหวินล่วงรู้แหล่งกบดานของเสิ่นหมิงโหย่ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่ไปหา ช่วงก่อนสอบก็ได้พักในโรงเตี๊ยม กินดีอยู่ดี ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตามใจชอบ ด้วยนิสัยหน้าด้านหน้าทนอย่างลุงใหญ่ ย่อมไม่อยากขยับเขยื้อนย้ายก้นไปไหนอยู่แล้ว แต่พอการสอบจบลง เขาก็รู้ตัวดีว่าเสิ่นหมิงถังกับเสิ่นซีย่อมต้องคุมตัวเขากลับอำเภอหนิงฮว่าในทันที เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็เลยชิงหนีเตลิดไปเสียเลย
ความจริงเสิ่นซีคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่า ลุงใหญ่จะไม่มีทางยอมกลับไปง่ายๆ แต่ในเมื่อตอนนี้หาคนไม่พบ หากเขาและเสิ่นหมิงถังเดินทางกลับไปมือเปล่า ก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งที่ปากกระบอกปืน ของฮูหยินเฒ่าชัดๆ อย่างไรเสียก็ต้องหาตัวเสิ่นหมิงเหวินให้พบก่อนค่อยว่ากัน
(เชิงอรรถผู้แปล: ปากกระบอกปืน (枪口) ในที่นี้ผู้แต่งใช้ศัพท์ยุคใหม่เพื่อเปรียบเปรยการเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับความโกรธเกรี้ยวของฮูหยินเฒ่า)
ส่วนเรื่องความเป็นตายร้ายดีของเสิ่นหมิงโหย่ว ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา
รอจนเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม ประตูใหญ่ของลานสอบถูกปิดลงแล้ว เสิ่นหมิงถังก็ยังคงไม่ถอดใจ เขาเดินเข้าไปสอบถามทหารยามที่เฝ้าประตู จึงได้รู้ว่าด้านในไม่มีผู้เข้าสอบหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว
เสิ่นหมิงถังร้อนรน "พี่ใหญ่ของข้าอาจจะเผลอหลับไปจนไม่ได้ยินเสียง เลยยังไม่ออกมา รบกวนท่านนายทหารเข้าไปช่วยตามหาอีกสักรอบเถิดขอรับ"
ทหารยามตอบอย่างรำคาญใจ "บอกว่าไม่มีก็คือไม่มี เจ้าคิดว่าทางการตีฆ้องป่าวประกาศไปเสียเปล่าหรือไร? ถ้าขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมตื่น ต่อให้นอนตายอยู่ข้างในก็สมควรแล้ว!"
เสิ่นหมิงถังจนปัญญา ทำได้เพียงเดินกลับมาหาเสิ่นซีด้วยใบหน้าปั้นยาก ให้เสิ่นซีเป็นคนตัดสินใจ
เสิ่นซีและเสิ่นหมิงถังกลับไปที่โรงเตี๊ยมก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อสอบถามหลงจู๊อิน จึงได้รู้ว่าเสิ่นหมิงเหวินแอบกลับมาเอาสัมภาระและหลบหนีไปแล้ว ซ้ำยังมาเบิกเงินจากบัญชีของโรงเตี๊ยมไปอีกสี่เฉียนด้วย
พอได้ยินเช่นนี้ เสิ่นซีก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทะลุปรุโปร่ง ส่วนเสิ่นหมิงถังกลับมีสีหน้าประหลาดใจ "เมื่อวานพี่ใหญ่ยังมาขอเงินข้าไปตั้งหนึ่งตำลึง..."
การที่เสิ่นหมิงถังเดินทางมาเป็นเพื่อนสอบก็นับว่ามีข้อดีอยู่ เขาเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่คิดวางแผนหรือใช้วิถีทางที่ผิด ต่อให้ต้องเผชิญกับแสงสีละลานตาของเมืองใหญ่ เขาก็ยังสามารถยึดมั่นในจุดยืนของตนเองได้ ทว่าข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของเขา ก็คือความซื่อจนเซ่อ เพียงแค่เสิ่นหมิงเหวินใช้อำนาจความเป็นพี่ใหญ่เข้าข่ม ผนวกกับความกตัญญูและความจงรักภักดีแบบหลับหูหลับตาของเขา ก็ตกเป็นเครื่องมือให้เสิ่นหมิงเหวินฉวยโอกาสเอาได้ง่ายๆ
เสิ่นซีเกือบจะเอ่ยปากเตือนให้เสิ่นหมิงถังซ่อนเงินทองทั้งหมดเอาไว้ให้มิดชิดแล้วเชียว แต่สุดท้ายก็ยังถูกลุงใหญ่ฉวยโอกาสไปจนได้
ช่างหมดหนทางเยียวยาเสียจริง เดิมทีตกลงกันไว้ว่าสอบเสร็จปุ๊บก็กลับปั๊บ แต่ตอนนี้เมื่อเสิ่นหมิงเหวินหายตัวไป ก็ทำได้เพียงส่งคนออกตามหาเท่านั้น
เสิ่นซีและเสิ่นหมิงถังมุ่งหน้าไปยังสมาคมการค้า เดิมทีตั้งใจจะมาหาหม่าจิ่ว แต่กลับพบว่าหลายวันมานี้ หม่าจิ่วเอาแต่วุ่นวายอยู่กับการแย่งชิงอาณาเขตให้พรรครถม้าจนไม่ได้กลับมาเลย
เสิ่นซีไปขอเบิกตัวลูกน้องจากหลงจู๊หลงมาสองสามคน เพื่อให้ไปตระเวนตามหาตามแหล่งคณิกาเถื่อนและโรงพนันในเมืองโดยเฉพาะ ทว่าคราวนี้เสิ่นหมิงเหวินทำตัวฉลาดขึ้น พอได้เงินไปก็ไม่ได้แวะเวียนไปสถานที่เหล่านี้เพื่อ "ปรนเปรอ" ตัวเอง ไม่รู้ว่าจงใจหลบซ่อนตัว หรือหนีไปหาเสิ่นหมิงโหย่วแล้วกันแน่
ตามหาอยู่ทั้งวัน แต่กลับไม่ได้เบาะแสใดๆ เลย
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว หม่าจิ่วก็รีบร้อนกลับมา เมื่อตอนบ่ายเขาได้รับข่าวคราว ก็ลงมือนำคนออกตามหาด้วยตัวเองแล้วเช่นกัน แต่ก็ยังคงคว้าน้ำเหลว ไม่พบแม้แต่เงาของเสิ่นหมิงเหวิน
หม่าจิ่วเอ่ย "หลงจู๊น้อย ข้าได้ยินมาว่าในเมืองมีแม่สื่อค้าทาสอยู่ไม่น้อย พวกนี้... ล้วนแต่คอยจัดหาแรงงานไปส่งตามเหมืองแร่หรือไม่ก็นาเกลือ ท่านว่านายท่านใหญ่จะถูกคนพวกนี้..."
เสิ่นซีส่ายหน้า "เขาเป็นคนหอบเงินหนีไปเอง ไม่ได้ถูกใครลักพาตัวไป อีกอย่าง เขาเป็นแค่บัณฑิตอ้อนแอ้น เรี่ยวแรงจะหาบฟืนก็ไม่มี เรี่ยวแรงจะมัดไก่ก็หาไม่ พวกนายหน้าค้ามนุษย์จับเขาไปแล้วจะให้ไปทำอะไร นั่งกินนอนกินเป็นคุณชายหรือไร?"
หม่าจิ่วหัวเราะแห้งๆ ไม่กล้าซักไซ้ไล่เลียงเรื่องนี้ต่อไป
เสิ่นซีเอ่ย "พี่จิ่ว ประจวบเหมาะมีเรื่องหนึ่งพอดี เมื่อสามปีก่อนลุงรองของข้าเดินทางมาเป็นเพื่อนสอบให้ลุงใหญ่ที่เมืองเอก หลังจากนั้นก็สูญหายไร้ร่องรอย รบกวนท่านช่วยส่งคนไปสืบดูทีว่าพอจะมีเบาะแสของเขาบ้างหรือไม่ ข้าสงสัยว่าลุงใหญ่อาจจะหนีไปหาลุงรองแล้ว... ประเดี๋ยวข้าจะวาดภาพเหมือนของทั้งสองคนให้ ท่านก็นำภาพนี้ไปสอบถามผู้คนดูเถิด"
หม่าจิ่วพยักหน้ารับ "เช่นนั้นย่อมประเสริฐยิ่งนัก ขืนมืดแปดด้านออกตามหาทั้งที่ไม่รู้หน้าค่าตาเช่นนี้ จะหาพบได้อย่างไร"
เสิ่นซีลงมือวาดภาพเหมือนของเสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นหมิงโหย่ว ใบหน้าอันซังกะตายของเสิ่นหมิงเหวินนั้น เสิ่นซีวาดออกมาได้อย่างง่ายดาย ทว่าสำหรับเสิ่นหมิงโหย่วที่ไม่ได้พบปะพูดคุยกันมานานหลายปี ผนวกกับไม่ค่อยมีความผูกพันกันสักเท่าใดนัก ภาพที่วาดออกมาจึงมีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง ทว่าถึงกระนั้น ทันทีที่เขาวาดเสร็จ ก็ทำเอาหม่าจิ่วและเสิ่นหมิงถังถึงกับต้องร้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ
เสิ่นหมิงถังเบิกตากว้างเอ่ยถาม "ชีหลาง เจ้า... ฝีมือวาดภาพของเจ้า ไปแอบเรียนมาจากที่ใดกัน?"
หม่าจิ่วเองก็ยังต้องเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง "ฝีมือระดับนี้ของหลงจู๊น้อย หากออกไปรับจ้างเป็นจิตรกร ย่อมสามารถหาเลี้ยงชีพได้สบายๆ ช่างวาดได้เหมือนตัวจริงเสียเหลือเกิน"
เสิ่นซีส่งมอบภาพวาดให้หม่าจิ่ว เพื่อให้หม่าจิ่วนำคนออกไปตามหาตัวทั้งสองคนตลอดทั้งคืนนี้
……
……
วันต่อมา เสิ่นซีและเสิ่นหมิงถังทำได้เพียงรั้งอยู่ที่โรงเตี๊ยมเพื่อรอฟังข่าวคราว
ยามสาย ฮูหยินอินพาอินเหวินแวะมาหา เดิมทีแม่หนูน้อยนึกว่าเสิ่นซีเดินทางจากไปแล้ว กอปรกับไม่ได้พบหน้ากันหลายวัน พอมาถึงก็ยกม้านั่งมานั่งลง ไม่ยอมทำสิ่งใด เอาแต่จ้องมองเสิ่นซีอย่างเหม่อลอย ราวกับต้องการสลักรูปโฉมของเสิ่นซีไว้ในห้วงคำนึงให้ลึกซึ้ง
เสิ่นซีหัวเราะพลางเอ่ยถาม "เจ้าเอาแต่จ้องมองข้าเช่นนี้ ไม่เบื่อหรือ?"
"อืม?"
บนใบหน้าของแม่หนูน้อยเต็มไปด้วยความฉงน เห็นได้ชัดว่านางไม่เข้าใจว่าความเบื่อหน่ายหมายถึงสิ่งใด
เสิ่นซีไม่ซักไซ้ต่อ ปล่อยให้แม่หนูน้อยจ้องมองเขาต่อไป
เมื่อก่อนเสิ่นซีเอาแต่อ่านตำราทั้งวันทั้งคืน จึงไม่ค่อยได้ใส่ใจอินเหวินนัก ทว่ายามนี้เขาไม่ได้ทำสิ่งใด พอถูกแม่หนูน้อยจ้องมองเช่นนี้ กลับรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง
เสิ่นซีลอบคิดในใจ หากซีเอ๋อร์กับไต้เอ๋อร์ยอมนั่งนิ่ง ๆ เช่นนี้บ้างก็คงจะดี น่าเสียดายที่สองคนนั้นไม่เคยอยู่นิ่งได้เลย
จวบจนยามเที่ยง เสิ่นซีสั่งให้คนยกอาหารกลางวันเข้ามาในห้อง อินเหวินก็ร่วมกินด้วย แม่หนูน้อยเป็นคนไม่เลือกกิน เวลากินก็ไร้สุ้มเสียง ทว่ากลับกินอย่างเอร็ดอร่อย เพียงไม่นานก็กวาดข้าวชามโตเข้าปากจนหมดจด นางเรอออกมาเบา ๆ ไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่กลับทำให้ผู้คนรู้ได้ว่านางอิ่มแล้ว
"นอนพักกลางวันสักหน่อยเถิด" เสิ่นซีเอ่ย
"อืม"
อินเหวินก็ไม่เกรงใจ นางเดินไปที่ข้างเตียงแล้วถอดรองเท้าออก สวมเพียงถุงเท้านั่งอยู่บนขอบเตียงจ้องมองเสิ่นซี ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยเอนกายลงนอน นางกอดผ้าห่มพลางจ้องมองเสิ่นซีต่อไป กระทั่งหนังตาบนล่างเริ่มตบตีกัน จึงค่อยหลับตาเข้าสู่นิทราไป
ขณะที่แม่หนูน้อยยังคงหลับสนิท ซูทงก็แวะมาเยี่ยมเยียน
หลังจากสอบเสร็จ ซูทงเองก็ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ไปหนึ่งวัน พอเรี่ยวแรงฟื้นฟูกลับมาจนเกือบเป็นปกติ เขาก็รีบมาหาเสิ่นซีเพื่อชวนไปร่วมงานชุมนุมกวี ท้ายที่สุดแล้วในช่วงหลายวันนี้ จำนวนผู้เข้าสอบในเมืองเอกลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว บรรดาผู้เข้าสอบที่รู้ตัวว่าสอบไม่ติด หรือพวกที่มีทุนทรัพย์ฝืดเคือง ล้วนเริ่มคิดถึงเรื่องการเดินทางกลับบ้านเกิดกันแล้ว หากไม่รีบนัดสังสรรค์กัน ภายภาคหน้าก็คงไม่มีโอกาสได้พบปะกันอีก
ในการสอบระดับมณฑลรอบหน้า หลายคนอาจจะไม่ได้รอนแรมแสนไกลเดินทางมาอีก... บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อสอบจวี่เหริน ทว่าสุดท้ายกลับสิ้นเนื้อประดาตัว ส่วนบางคนที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถอดใจ ก็ทำได้เพียงใช้คุณวุฒิซิ่วไฉที่มีอยู่ ดิ้นรนหาเลี้ยงชีพในชนบทไปจนแก่เฒ่า
"...ได้ยินมาว่าการสอบระดับมณฑลในรอบนี้ คุณชายอู๋จากอำเภอชิงหลิว เมืองถิงโจวของเรา ทำข้อสอบได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะคว้าตำแหน่งเจี้ยหยวนไปครอง!"
เสิ่นซีเอ่ยถาม "พี่ซูทราบเรื่องนี้มาจากที่ใดหรือ?"
ซูทงมีท่าทีลังเลไปชั่วขณะ ดูเหมือนไม่อยากจะเอ่ยถึง เสิ่นซีจึงทำได้เพียงคาดเดาว่าซูทงคงไปได้ยินข่าวลือมาจากที่ใดอีกเป็นแน่
จากความรู้ความเข้าใจที่เสิ่นซีมีต่ออู๋เสิ่งอวี๋ คนผู้นี้มีนิสัยหยิ่งยโสจองหอง สิ่งที่เขาต้องการคือการสร้างชื่อเสียงในสนามสอบ ต่อให้อู๋เสิ่งอวี๋จะล่วงรู้ข้อสอบล่วงหน้า เขาก็คงไม่ลดตัวไปจ้างคนมาเขียนบทความแทน แต่จะพึ่งพาความสามารถที่แท้จริงของตนเองเท่านั้น
ทว่าถึงกระนั้น ซูทงก็ยังคงปักใจเชื่อว่าอู๋เสิ่งอวี๋มีโอกาสสูงที่จะสอบได้เจี้ยหยวน เบื้องหลังย่อมต้องมีสิ่งแอบแฝงที่น้อยคนนักจะล่วงรู้อย่างแน่นอน เมื่อพิจารณาจากความมืดมนที่ปกคลุมการสอบระดับมณฑลในรอบนี้แล้ว ขอบเขตอำนาจของขุนนางคุมสอบฝ่ายนอกช่างกว้างขวางเกินไปจริง ๆ มิเช่นนั้น หากผู้เข้าสอบที่แม้แต่จะรู้ว่าขุนนางคุมสอบฝ่ายในเป็นผู้ใดก็ยังไม่รู้ แล้วจะเริ่มสืบเสาะหา "ความลับ" จากเรื่องการออกข้อสอบและการตรวจข้อสอบได้อย่างไร?
ทั้งสองเดินออกมาที่หน้าประตูด้วยกัน เสิ่นซีเอ่ยว่า "เมื่อวานหลังจากสอบเสร็จ ลุงใหญ่ของข้าก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย สองวันนี้ข้ากำลังส่งคนออกตามหาไปทั่วเมือง ในใจมีแต่ความพะว้าพะวง เกรงว่าคงไม่อาจไปร่วมงานชุมนุมกวีกับพี่ซูได้ ขอส่งพี่ซูเพียงเท่านี้ก็แล้วกันขอรับ!"
ซูทงชะงักไปเล็กน้อย เมื่อนึกถึงเสิ่นหมิงเหวินผู้พึ่งพาไม่ได้ผู้นั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา "การสอบระดับมณฑลก็จบลงแล้ว ท่านลุงจะไปที่ใดได้อีกเล่า?"
เสิ่นซีทอดถอนใจ "หากข้าน้อยล่วงรู้ ก็คงไม่ต้องวุ่นวายพลิกแผ่นดินหาเช่นนี้ พี่ซูเตรียมตัวจะออกเดินทางกลับเมืองถิงโจวเมื่อใดหรือขอรับ?"
ซูทงโบกมือไปมาพลางหัวเราะร่วน "ไม่รีบ ๆ ข้าจะกลับ อย่างน้อยก็ต้องรอให้ประกาศกุ้ยปั่งออกมาก่อน แล้วค่อยรั้งอยู่เที่ยวเล่นต่ออีกสักระยะ อย่างไรเสียก็ต้องรอจนถึงกลางเดือนเก้าโน่นแหละ ในเมื่อน้องเสิ่นไม่สะดวก เช่นนั้นข้าก็ขอตัวลาก่อน หากมีเรื่องใดต้องการให้ช่วย ก็มาหาข้าได้เลยไม่ต้องเกรงใจ"
(เชิงอรรถผู้แปล: กุ้ยปั่ง (桂榜) ป้ายประกาศผลการสอบระดับมณฑล เนื่องจากจัดในเดือนแปดซึ่งเป็นช่วงที่ดอกกุ้ยฮวาบาน)
ซูทงประสานมือคารวะก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
เสิ่นซีเดินกลับขึ้นไปบนชั้นสอง อินเหวินเพิ่งจะตื่นนอน นางกำลังฟุบหน้าร้องไห้อยู่บนหมอนใบเล็ก ทำเอาเสิ่นซีรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
พอได้ยินเสียงฝีเท้า อินเหวินก็เงยหน้าขึ้นมามองเสิ่นซี ภายในดวงตาเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา นางยื่นปากน้อย ๆ มองเสิ่นซี พลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา "คุณชาย!?"
เสิ่นซีถึงเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดแม่หนูน้อยจึงร้องไห้ คงเป็นเพราะพอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเขาไม่อยู่ จึงนึกว่าเขาจากไปแล้ว ในใจจึงรู้สึกเศร้าโศก
เสิ่นซียิ้มพลางปลอบโยน "ข้ายังเล่านิทานให้เจ้าฟังไม่จบเลย ข้ายังไม่ไปไหนหรอก"
อินเหวินปีนลงมาจากเตียง สวมรองเท้าให้เรียบร้อย แล้ววิ่งเหยาะ ๆ ไปยกม้านั่งมาวางไว้หน้าโต๊ะหนังสือ นางนั่งหลังตรงแหน่วอยู่บนม้านั่ง ราวกับลูกศิษย์แสนดีที่กำลังเผชิญหน้ากับอาจารย์ของตน ไม่มีคำพูดหลุดออกมาแม้แต่ครึ่งประโยค ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับถ่ายทอดสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกมาจนหมดสิ้น
"อยากฟังนิทานเรื่องอันใดเล่า?"
เสิ่นซีเดินกลับมานั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะหนังสือ พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
อินเหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายศีรษะน้อย ๆ มวยผมเล็ก ๆ สองข้างที่มัดเป็นเปียคู่ ซ้ายขวาส่ายไปมาตามจังหวะการส่ายหน้า ราวกับกลองป๋องแป๋งน้อยก็มิปาน
เสิ่นซีลอบคิดในใจ ช่างเป็นเด็กน้อยที่พึงพอใจในสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายดายเสียจริง
เมื่อครู่นี้แม่หนูน้อยยังร้องไห้กระจอแง ทว่าพอได้เห็นหน้าเขา กลับดีใจถึงเพียงนี้ เวลาฟังนิทานก็ไม่ช่างเลือก เขาเล่าเรื่องอันใดนางก็รับฟังทั้งสิ้น
เสิ่นซีคิดไปคิดมา ท้ายที่สุดก็เลือกเล่านิทานพื้นบ้านง่าย ๆ ให้อินเหวินฟัง นิทานเช่นนี้นับว่าเหมาะสมให้เด็กหญิงตัวน้อยรับฟังมากที่สุด
เสิ่นซีเล่านิทานเรื่อง "องค์หญิงเงือกน้อย" ไปได้ครู่หนึ่ง ด้านนอกก็พลันมีเสียงฝีเท้าย่ำขึ้นบันไดมาอย่างเร่งร้อน หม่าจิ่วไม่แม้แต่จะเคาะประตู ก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้อง พลางละล่ำละลักเอ่ยว่า "หลงจู๊น้อย นายท่านใหญ่... พบตัวนายท่านใหญ่แล้วขอรับ"
"อยู่ที่ใด?"
หม่าจิ่วยังไม่ทันได้หอบหายใจให้เป็นปกติ ก็รีบตอบกลับ "กำลัง... กำลังตะลุมบอนกับคนอยู่ขอรับ ตอนที่พวกเราไปถึง เขากำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับสตรีวัยกลางคนนางหนึ่ง ดูเหมือนทั้งสองจะมีเรื่องบาดหมางอันใดกันสักอย่าง เรื่องราวเป็นมาอย่างไรก็ยังไม่แน่ชัด ท่านไปดูด้วยตาตัวเองจะดีกว่าขอรับ"