เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 332 กระจ่างแจ้งแก่ใจ

ตอนที่ 332 กระจ่างแจ้งแก่ใจ

ตอนที่ 332 กระจ่างแจ้งแก่ใจ


ซ่งสี่เอ๋อร์และบัณฑิตเฒ่าที่ถูกจับกุมตัวมาด้วยกัน ถูกดาบยาวแทงทะลุร่างสิ้นใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ ศพของทั้งสองถูกผูกติดกับก้อนหินใหญ่แล้วจับถ่วงจมลงสู่ก้นแม่น้ำหมิ่นเจียง

แม้เสิ่นซีจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือด้วยตนเอง ทว่าเพื่อความรัดกุม เขาจึงคอยยืนคุมการสังหารอยู่ด้านข้างตลอดกระบวนการ

เมื่อคนของพรรครถม้าจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เสิ่นซีก็สั่งให้หม่าจิ่วทำความสะอาดคราบเลือดบนดาดฟ้าเรือให้หมดจด ส่วนตัวเขากับอวิ๋นหลิ่วก็เข้าไปพักผ่อนภายในห้องโดยสาร

ออกมาตรากตรำตากน้ำค้างครึ่งค่อนคืน เสิ่นซีจึงโดนลมเย็นเล่นงานจนเริ่มมีอาการไอคอกแคกไม่หยุด

อวิ๋นหลิ่วเข้ามาตรวจชีพจรให้เสิ่นซี ก่อนจะไปต้มน้ำร้อนมาให้ด้วยตนเอง นางประคองถ้วยชาอุ่นๆ ให้เสิ่นซีถือไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย

ซีเอ๋อร์นั่งเท้าคางอยู่ข้างๆ พลางเอ่ยถามขึ้น "ตอนลงจากเขาเหมือนข้าจะได้ยินว่าคนของทางการมาถึงแล้ว พวกเขาตามรอยมาเจอได้อย่างไรกัน?"

เสิ่นซีไอสองสามครั้ง ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ "ข้าเป็นคนสั่งให้คนไปแจ้งทางการเอง... หากไม่มีคนของทางการมาร่วมวงด้วย การที่พวกเจ้าจะถอนกำลังลงจากเขาได้อย่างปลอดภัย ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก"

อวิ๋นหลิ่วเอ่ยขึ้นบ้าง "ได้ยินอวี้เหนียงบอกว่า คนของเจี้ยวฟางซือได้ไปแจ้งข่าวแก่ทหารของกองกำลังฝูโจวจั่วเว่ยด้วย ดีไม่ดีทหารอาจจะยกพลตามไปด้วย... ไม่รู้ว่าพวกนั้นจะตามรอยแกะรอยพวกเรามาหรือไม่?"

เสิ่นซีปรายตามองซีเอ๋อร์แวบหนึ่ง "นั่นก็ต้องดูว่าพวกเจ้าเผลอทิ้งร่องรอยอันใดไว้หรือไม่... หากพวกเจ้าแสดงละครตบตาได้แนบเนียน ต่อให้ทหารของทางการจับกุมคนของซ่งสี่เอ๋อร์ไว้ได้ พวกเขาก็คงปักใจเชื่อว่าคนที่ลักพาตัวซ่งสี่เอ๋อร์ไปคือพวกโจรสลัดวอโค่ว จะไม่มีทางระแวงสงสัยเป็นอื่น"

"รุ่งเช้าพรุ่งนี้พวกเราค่อยแบ่งกลุ่มทยอยเข้าเมือง หากการตรวจค้นหน้าประตูเมืองเข้มงวดนัก จะรออีกสักสองสามวันค่อยเข้าเมืองก็ยังได้ อย่างไรเสียเรือสินค้าและขบวนรถม้าของสมาคมการค้าเราก็มีวิ่งเข้าออกอยู่ตลอดเวลา การจะแอบลอบพาคนเข้าไปด้วยสักสองสามคนย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย"

กล่าวจบเสิ่นซีก็ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก เขาหลับตาลงพักผ่อน อวิ๋นหลิ่วไม่ได้รบกวนเขา นางเพียงนั่งอยู่เคียงข้างอย่างเงียบๆ มีเพียงซีเอ๋อร์ที่อยู่ไม่สุข มักจะเดินออกไปดูลาดเลาข้างนอกอยู่บ่อยครั้ง

หนึ่งชั่วยามผ่านไป เรือก็จอดเทียบเข้ากับริมฝั่ง ทว่าไม่ใช่ที่ท่าเรือชิงสุ่ย เพราะการนำเรือไปจอดเทียบท่าในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมง่ายต่อการถูกทางการตามสืบสาวราวเรื่องในภายหลัง

พวกเขายังคงเลือกขึ้นฝั่งบริเวณดงป่าอ้อ เดินลัดเลาะฝ่าทุ่งหญ้ารกชัฏกว้างใหญ่ ตรงหน้าคือเนินเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง อีกฟากของเนินเขามีลำธารสายเล็กที่ถูกร่มเงาไม้ปกคลุมซ่อนตัวอยู่

เสิ่นซีเดินมาถึงริมตลิ่งฝั่งซ้ายของลำธาร สั่งให้คนขุดหลุมขนาดใหญ่ใต้เพิงผาหิน จากนั้นก็นำเสื้อผ้าของโจรสลัดวอโค่วรวมถึงดาบซามูไรที่พกติดตัวมาห่อหุ้มด้วยกระดาษอาบน้ำมันอย่างมิดชิด แล้วฝังลงไปในหลุม กลบด้วยดินทรายให้เรียบร้อย ซ้ำยังให้คนไปขนก้อนหินใหญ่จากในลำธารมาวางทับถมให้แน่นหนา ท้ายที่สุดก็นำก้อนหินเล็กใหญ่มาวางกระจัดกระจายทับไว้อีกชั้นหนึ่ง มองดูเผินๆ เหมือนก้อนหินที่ถูกน้ำพัดพามาทับถมกันเองตามธรรมชาติยามน้ำหลาก

เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดสังเกต เสิ่นซีก็สั่งให้ทุกคนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วแยกย้ายกันไป

ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า บรรดาพี่น้องพรรครถม้าต่างจับกลุ่มละสามถึงห้าคน แยกย้ายกันไปพักค้างคืนตามจุดประสานงานต่างๆ ของสมาคมการค้าถิงโจวนอกเมืองฝูโจว เป็นการสลายขุมกำลังกลุ่มใหญ่ให้กระจายออกเป็นกลุ่มย่อยๆ อย่างแยบยล

เสิ่นซีนั่งรถม้ากลับเข้าเมืองฝูโจว โดยมีหม่าจิ่วและพี่น้องพรรครถม้าอีกคนทำหน้าที่บังคับรถ ภายในรถม้ามีเสิ่นซี อวิ๋นหลิ่ว และซีเอ๋อร์นั่งอยู่

ตลอดทางล้วนวิ่งไปตามถนนเล็กๆ เลียบแม่น้ำ เมื่อใกล้จะถึงเมืองฝูโจวก็ไม่พบโรงเตี๊ยมที่พอจะแวะพักแรมชั่วคราวได้เลย ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มสว่างรำไรแล้ว เสิ่นซีจึงตัดสินใจไม่พักค้างคืนนอกเมือง มุ่งหน้าเดินทางต่อไป

เมื่อรถม้ามาถึงหน้าประตูเมือง ประตูเมืองก็เปิดทำการตามปกติแล้ว

หม่าจิ่วกระโดดลงจากรถม้า ให้คนของพรรครถม้าขับรถพาเสิ่นซีและพวกทั้งสามคนเข้าเมืองไป ส่วนตัวเขาเองต้องหลบซ่อนตัวอยู่นอกเมืองสักระยะ รอจนกว่าคลื่นลมจะสงบจึงค่อยกลับเข้าเมือง

ตอนเข้าเมือง พวกเขาไม่ได้ถูกตรวจค้นอย่างเข้มงวดอันใด เสิ่นซีล้วงหนังสือเบิกทางออกมาแสดง เมื่อทหารยามหน้าประตูเมืองทราบว่าเสิ่นซีเป็นบัณฑิตที่เดินทางมาสอบ ก็ไม่ได้สร้างความลำบากให้แต่อย่างใด

(เชิงอรรถผู้แปล: หนังสือเบิกทาง (路引) เอกสารผ่านทาง หรือเอกสารยืนยันตัวตนที่ออกโดยทางการ เพื่อให้ราษฎรใช้แสดงเมื่อเดินทางข้ามเขตในยุคโบราณ)

ช่วงหลายวันมานี้ ภายในเมืองฝูโจวมีบัณฑิตเดินทางมาเข้าสอบทุกวัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกประหลาดอันใด ทว่าพวกทหารยามเพียงแค่ประหลาดใจที่เสิ่นซีอายุน้อยถึงเพียงนี้กลับได้สิทธิ์เข้าสอบระดับมณฑล นายกองที่คุมด่านถึงกับเดินเข้ามาตีสนิทและชวนเสิ่นซีสนทนาด้วย

จากจุดนี้ เสิ่นซีก็พอจะประเมินสถานการณ์ได้คร่าวๆ ว่า แม้เมื่อคืนวานนี้ทางการจะจับกุมลูกน้องของซ่งสี่เอ๋อร์ได้ ซ้ำยังค้นพบคนที่ถูกลักพาตัวไปเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าได้ทั้งพยานหลักฐานและผู้กระทำผิดครบถ้วนคาหนังคาเขา

ทว่า ทางการกลับไม่คิดจะตีฆ้องร้องป่าวเรื่องนี้ให้เอิกเกริก ท้ายที่สุดแล้ว การที่มีราษฎรภายใต้การปกครองถูกลักพาตัวไปมากมายถึงเพียงนี้ ซ้ำยังจะถูกขายให้แก่พวกโจรสลัดวอโค่ว ถือเป็นเรื่องอื้อฉาวเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง หากเรื่องนี้ลุกลามใหญ่โตขึ้นมา บรรดาขุนนางผู้ตรวจการย่อมต้องกัดไม่ปล่อยเป็นแน่ ถึงเวลานั้นดีไม่ดีหมวกขุนนางบนหัวของใครหลายคนคงร่วงหลุดจากบ่าไม่อาจรักษาไว้ได้

(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนนางผู้ตรวจการ (言官御史) ขุนนางที่มีหน้าที่ตรวจสอบ ถอดถอน และถวายข้อเสนอแนะหรือร้องเรียนความประพฤติของขุนนางอื่นต่อฮ่องเต้)

อีกประการหนึ่ง การจับกุมหัวโจกขุมอำนาจท้องถิ่นเมืองฝูโจวในครั้งนี้ เดิมทีชาวบ้านต่างก็มีความเคียดแค้นชิงชังอย่างหนักอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของกองบัญชาการทหารมณฑล ขุนนางระดับต่างๆ จึงไม่กล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม ทว่ายามนี้พยานหลักฐานแน่นหนามัดตัวดิ้นไม่หลุด สามหน่วยงานหลักระดับมณฑลจึงจำเป็นต้องมีขั้นตอนการหารือประสานงานกัน เพื่อดูว่าจะหาทางปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว และกอบโกยความดีความชอบให้ได้มากที่สุดอย่างไร

(เชิงอรรถผู้แปล: สามหน่วยงานหลักระดับมณฑล (三司) หรือ ซานซือ ประกอบด้วย กองบัญชาการทหารมณฑล (ตูจื่อฮุยสื่อซือ), สำนักบริหารการปกครองมณฑล (ปู้เจิ้งสื่อซือ) และสำนักผู้ตรวจการตุลาการมณฑล (อั้นฉาสื่อซือ))

และในยามนี้ ที่ว่าการระดับเมืองและระดับอำเภอ ต่างก็ให้ความสำคัญกับปัญหาที่ว่า หลังจากการหายตัวไปของซ่งสี่เอ๋อร์ ขุมอำนาจเบื้องล่างของพวกสามศาสนาเก้าลัทธิในเมืองฝูโจวจะถูกจัดระเบียบและควบคุมอย่างไร ส่วนเรื่องการตามล่ากวาดล้างโจรสลัดวอโค่ว เดิมทีก็ไม่ใช่ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของที่ว่าการท้องถิ่นอยู่แล้ว ทางด้านกองกำลังฝูโจวจั่วเว่ยเอง ก็คงต้องรอดูท่าทีว่า ท้ายที่สุดแล้วกองบัญชาการทหารมณฑลจะตัดสินใจเช่นไร ต้องไม่ลืมว่าซ่งสี่เอ๋อร์คือสุนัขรับใช้ที่ฟางก้วนเลี้ยงดูไว้ หากเรื่องที่คนของฟางก้วนลอบคบคิดกับโจรสลัดวอโค่วถูกแฉออกไป ย่อมต้องสร้างคลื่นยักษ์สาดซัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายในกองบัญชาการทหารจึงต้องมีกระบวนการประนีประนอมและเจรจาต่อรองกันเองเป็นแน่

(เชิงอรรถผู้แปล: สามศาสนาเก้าลัทธิ (三教九流) สำนวนหมายถึง ผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพและหลากชนชั้น ในบริบทนี้มักใช้เรียกกลุ่มคนรากหญ้าหรือพวกนักเลงหัวไม้ในสังคม)

เสิ่นซีเดินทางกลับถึงโรงเตี๊ยม หลงจู๊อินประหลาดใจเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าเหตุใดเมื่อคืนเสิ่นซีถึงไม่ได้กลับมานอน เสิ่นซีจึงอ้างไปว่าเมื่อวานไปร่วมงานชุมนุมบัณฑิตในเมืองจนดึกดื่น จึงขอค้างคืนที่ห้องของสหาย หลงจู๊อินไม่ได้ระแวงสงสัยอันใด เสิ่นซีเดินขึ้นไปบนห้องของตน ทิ้งตัวลงนอนแหมะบนเตียงแล้วหลับสนิทไปในทันที... นอกเหนือจากความเหนื่อยล้าทางร่างกายแล้ว ภายในใจของเขายังรู้สึกอ่อนล้าอย่างหนักอีกด้วย

แม้เสิ่นซีจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือสังหารซ่งสี่เอ๋อร์และบัณฑิตเฒ่าด้วยตนเอง ทว่าก็ล้วนเป็นคำสั่งการของเขาทั้งสิ้น สุดท้ายทั้งสองก็ได้เปลี่ยนจากคนเป็นมีชีวิตกลับกลายเป็นซากศพไปต่อหน้าต่อตาเขา

แม้เสิ่นซีที่เกิดใหม่ในชาตินี้จะปลงตกกับความเป็นความตาย ทว่าเมื่อต้องมาเผชิญหน้าและสัมผัสกับฉากนองเลือดเช่นนี้ด้วยตนเอง เขาก็ยังไม่อาจปล่อยวางได้ในชั่วเวลาสั้นๆ

เสิ่นซีหลับสนิท หมอกปริศนาที่เขาไม่ได้ฝันถึงมาเนิ่นนาน ได้ปรากฏตัวขึ้นในห้วงความฝันของเขาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ กลับไม่ใช่เม็ดบัวเม็ดนั้นอีกแล้ว แต่กลับเป็นดอกบัวอันงดงามดอกหนึ่ง เขาพลันรู้สึกได้ถึงความสงบร่มเย็นในจิตใจ ราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงธรรมที่สาดส่องลงมาอย่างสันติ

ไม่มีความมืดมิดหรือการร่วงหล่น ไม่มีจุดจบหรือการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ท่ามกลางประกายแสงสิริมงคลเจ็ดสีที่แผ่ซ่านออกมาจากดอกบัว เสิ่นซีสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบในแบบที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยในชีวิต

ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด จู่ๆ ก็รู้สึกถึงสายลมเย็นสบายพัดโชยมากระทบกาย ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก เสิ่นซีพลันลืมตาตื่นขึ้น ทันทีที่ลืมตา เขาก็เห็นอินเหวินยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียง ในมือกำลังโบกพัดใบปาเจียวเพื่อพัดคลายร้อนให้เขาอย่างขะมักเขม้น

เมื่อเห็นเสิ่นซีตื่นขึ้น ใบหน้าของแม่หนูน้อยก็แย้มยิ้มกว้าง มือยังคงโบกพัดไม่หยุดหย่อน เพียงแต่บนหน้าผากของนางกลับมีหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมออกมาเต็มไปหมด

เสิ่นซียันตัวลุกขึ้นนั่ง หันไปมองท้องฟ้าเบื้องนอกหน้าต่าง ยามนี้เลยเวลาเที่ยงวันมาเนิ่นนานแล้ว ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก เขาหลับไปเกือบหนึ่งวันเต็มๆ เสิ่นซีพินิจมองอินเหวิน ก่อนจะเอ่ยถาม "เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใดกัน?"

ยามปกติอินเหวินมักจะเงียบขรึมไม่ค่อยพูดจา ทว่าทุกครั้งที่เสิ่นซีเอ่ยถาม นางมักจะตอบคำถามอย่างตั้งใจเสมอ "ข้ามาถึงได้พักใหญ่แล้วเจ้าค่ะ ตอนที่เข้ามา... นายน้อยกำลังนอนหลับอยู่ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก ข้าก็เลยช่วยพัดให้ท่านคลายร้อนเจ้าค่ะ"

"ขอบใจนะ" เสิ่นซีเอ่ย

"ฮิฮิ..."

อินเหวินขวยเขินเล็กน้อย นางก้มหน้างุดด้วยความกระดากอาย

เสิ่นซีจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ เดินมานั่งลงที่โต๊ะหนังสือ หยิบตำราขึ้นมาเริ่มทบทวน ทว่าในห้วงคำนึงกลับปรากฏภาพสองฉากขึ้นมาอย่างชัดเจน หนึ่งคือเสียงร้องคร่ำครวญก่อนสิ้นใจของซ่งสี่เอ๋อร์เมื่อวานนี้ และอีกหนึ่งคือดอกบัวที่เปล่งประกายแสงแห่งพุทธะในห้วงความฝัน

"นายน้อย ท่านร้อนหรือไม่เจ้าคะ? ข้าอยากจะขอพัดให้ตัวเองสักประเดี๋ยว" อินเหวินยกม้านั่งตัวเล็กมาวาง พอทิ้งตัวลงนั่งก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา

เสิ่นซีส่ายหน้า "ข้าไม่ร้อนหรอก เจ้าพัดให้ตัวเองเถอะ"

อินเหวินพยักหน้ารับอย่างเบิกบานใจ นางถือพัดใบปาเจียวโบกพัดให้ตนเอง ปอยผมปรอยๆ บริเวณหน้าผากถูกลมพัดปลิวไสวไปมา ดูน่ารักน่าเอ็นดู ราวกับสภาวะจิตใจอันเริงร่าของเด็กหญิงน้อย

เสิ่นซีจ้องมองนัยน์ตาอันไร้เดียงสาบริสุทธิ์ของอินเหวิน พลันสัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็น ทว่าพอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานสองมือของตนเพิ่งจะแปดเปื้อนคาวเลือด ชั่วขณะนั้นเขาถึงกับรู้สึกละอายใจ มิกล้าเผชิญหน้ากับความบริสุทธิ์ดีงามนี้

แต่เมื่อลองครุ่นคิดดูอีกครา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาลงมือทำลงไป มิใช่เพื่อปกป้องคนรอบกายให้สามารถใช้ชีวิตอย่างไร้เดียงสาบริสุทธิ์เช่นนี้ต่อไป โดยไม่ถูกโลกอันโสมมทำให้แปดเปื้อนหรอกหรือ?

เมื่อคิดได้เช่นนี้ จิตใจของเสิ่นซีก็กลับคืนสู่ความสงบนิ่งดุจบ่อน้ำไร้ระลอกคลื่นอย่างรวดเร็ว

ขอเพียงคนรอบกายปลอดภัยไร้กังวล สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกผู้ใดข่มเหงรังแก ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ล้วนคุ้มค่า! เรื่องเลวร้ายและบาปกรรมทั้งหลาย ปล่อยให้เขาเป็นผู้แบกรับไว้แต่เพียงผู้เดียวก็พอ ขอเพียงได้รักษาสิ่งที่บริสุทธิ์และงดงามที่สุดไว้ให้แก่คนที่เขารักและห่วงใย

นี่ก็นับว่าเป็นความรับผิดชอบของการที่เขาได้เกิดมามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้!

ยามดวงอาทิตย์อัสดง ล่วงเลยมาถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกันอีกครั้ง อินเหวินเริ่มมีท่าทีหงอยเหงาซึมเซาลงอย่างเห็นได้ชัด

ด้วยวัยเพียงเท่านี้ นางย่อมยังไม่ประสีประสาเรื่องความรักฉันชู้สาว นางเพียงแต่มองเสิ่นซีเป็นดั่งเพื่อนเล่นที่รอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง จึงเกิดความผูกพันและอาลัยอาวรณ์ อันที่จริงเด็กหญิงที่ถูกเลี้ยงดูแต่ในเรือน ยามปกติหากไม่ใช่บิดามารดาและญาติพี่น้อง ก็แทบจะไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับคนนอกเลย อีกทั้งคนในครอบครัวของนางล้วนต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ หรือไม่ก็ต้องเล่าเรียนหนังสือ จึงแทบไม่มีผู้ใดมีเวลามาเล่นเป็นเพื่อนนางเลย

สภาวะจิตใจของเด็กสาวนั้นบริสุทธิ์ไร้มายาที่สุด ชอบก็คือชอบ ไม่รู้จักแสร้งปิดบังอำพราง ยามที่นางเดินตามหลังผู้เป็นย่า พลางเดินไปเหลียวหลังไปจนพ้นประตูหลังของโรงเตี๊ยม เสิ่นซียังคงยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองแผ่นหลังเล็กๆ ของนางอยู่นานแสนนาน

ม่านราตรียังไม่ทันปกคลุม อวี้เหนียงก็เดินทางมาเยือน นางต้องการล่วงรู้แผนการในขั้นต่อไปของเสิ่นซี

"...ทันทีที่ซ่งสี่เอ๋อร์สิ้นชีพ หอหวยหยางก็ตกอยู่ในสภาวะขาดผู้นำ แม้แต่ผู้ช่วยคนสำคัญของนางอย่างซางเหวยฉีก็ถูกทางการจับกุมตัวไปดำเนินคดี ดูท่าตึกสูงคงจะถล่มทลายลงมาเป็นแน่แท้! ยามนี้น้องสาวจือกำลังวิ่งเต้นใช้เส้นสายของทั้งทางที่ว่าการและกองบัญชาการทหารมณฑล หวังจะก้าวขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งของซ่งสี่เอ๋อร์ ดูจากสถานการณ์แล้ว นางมีโอกาสสูงมากทีเดียว"

(เชิงอรรถผู้แปล: ตึกสูงถล่มทลาย (大厦倾覆) สำนวนเปรียบเปรยถึง ความล่มสลายของกิจการ ตระกูล หรือขุมอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร)

การที่อวี้เหนียงกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมา แสดงให้เห็นว่านางเองก็สัมผัสได้ถึงเจตนาแอบแฝงของจือเชี่ยนเช่นกัน

เสิ่นซีย่อมรู้แก่ใจดีว่า ทั้งจือเชี่ยนและอวี้เหนียงต่างก็ไม่ได้เชื่อใจกันและกัน พวกนางคอยจับตาดูอีกฝ่ายอย่างไม่คลาดสายตา ทุกการเคลื่อนไหวล้วนไม่อาจรอดพ้นจากการสังเกตของอีกฝ่ายไปได้ สาเหตุที่เขาจงใจกำชับเตือนอวี้เหนียงไม่ให้เข้าไปใกล้ชิดกับจือเชี่ยน ก็เพื่อต้องการกระตุ้นให้จือเชี่ยนเกิดความหวาดระแวงนั่นเอง

เรื่องราวล้วนดำเนินไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด เมื่อจือเชี่ยนพบว่าอวี้เหนียงมักจะมีท่าทีหลบหน้านางอยู่บ่อยครั้ง จึงพาลเข้าใจผิดคิดว่าอวี้เหนียงกำลังหมายจะเหยียบเรือสองแคม แอบลอบคบค้าสมาคมกับซ่งสี่เอ๋อร์

ด้วยเหตุนี้นางจึงยอมงัดเอาเรือนร่างเข้าล่อลวง เพื่อหลอกถามเบาะแสจากซางเหวยฉี จนค้นพบว่าซ่งสี่เอ๋อร์กำลังเตรียมการเจรจาค้ามนุษย์กับโจรสลัดวอโค่ว นางยิ่งทวีความระแวงว่าอวี้เหนียงอาจจะมีส่วนพัวพันในเรื่องนี้ด้วย จึงตัดสินใจยืมมือกองกำลังฝูโจวจั่วเว่ย เพื่อหวังรวบตัวให้ได้แบบคาหนังคาเขา

เสิ่นซีส่ายหน้าพลางกล่าว "นางไม่มีโอกาสหรอก"

"งั้นหรือ?" อวี้เหนียงเห็นได้ชัดว่ายังคงนึกตามไม่ทัน

การที่เสิ่นซีย้ำเตือนนางครั้งแล้วครั้งเล่าว่าห้ามแพร่งพรายความลับเด็ดขาด เมื่อลองขบคิดดูนางก็พอจะเข้าใจได้ เมื่อได้รับคำสั่งจากเสิ่นซี นางจึงพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะกับจือเชี่ยนให้มากที่สุด เพราะกังวลว่าตนอาจเผลอหลุดปากจนทำลายความไว้วางใจที่เสิ่นซีมีให้ ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า จือเชี่ยนสามารถสูดดมกลิ่นอายอันตรายบางอย่างได้จากพฤติกรรมของนาง จนนำไปสู่การเปิดฉากลงมือซ้อนกลตลบหลังซ่งสี่เอ๋อร์แทน

จวบจนถึงบัดนี้ อวี้เหนียงก็ยังคงหลงนึกไปว่า นี่เป็นเพียงกุศโลบายที่เสิ่นซีใช้เพื่อเพิ่มไพ่ต่อรองให้แผนการสำเร็จลุล่วงเท่านั้น นางไม่มีทางคาดคิดเลยว่า การที่จือเชี่ยนกระโดดโลดเต้นไปมาเช่นนี้ รังแต่จะส่งผลร้ายสะท้อนกลับมาหาตนเอง สิ่งที่จือเชี่ยนแอบลงมือทำลับหลังทั้งหมด จะยิ่งตอกย้ำให้ฟางก้วนปักใจเชื่อว่า แท้จริงแล้วการหายตัวไปของซ่งสี่เอ๋อร์ ล้วนเป็นฝีมือการวางแผนของจือเชี่ยนเพียงผู้เดียวทั้งสิ้น

เสิ่นซีเอ่ยขึ้น "อวี้เหนียงมีเส้นสายกว้างขวาง ยามนี้สมควรนำของกำนัลไปมอบให้ผู้บัญชาการทหารฟางได้แล้ว"

ประโยคเดียวสั้นๆ ประโยคนี้ แท้จริงแล้วคือการสะกิดเตือนสติให้อวี้เหนียงฉุกคิด

อวี้เหนียงสะดุ้งเฮือก นางรีบนำเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบมาปะติดปะต่อและทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ในที่สุดก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ แท้จริงแล้วอุบายที่เสิ่นซีวางเอาไว้ก็คือ 'กลลูกโซ่' ด้านหนึ่งใช้สารพัดวิธีเพื่อกำจัดซ่งสี่เอ๋อร์ ในขณะเดียวกันก็ยืมมือให้จือเชี่ยนกระโดดออกมารับเคราะห์เป็นแพะรับบาปแทน เบี่ยงเบนต้นสายปลายเหตุทั้งหมดให้ชี้เป้าไปที่จือเชี่ยนแต่เพียงผู้เดียว

การที่จือเชี่ยนล่วงเกินกองบัญชาการทหารมณฑล ย่อมไม่มีทางได้รับผลดีอันใดแน่ หากยามนี้อวี้เหนียงเลือกที่จะเป็นฝ่ายทอดสะพานเข้าหาฟางก้วน ก็ไม่แน่ว่านางอาจจะได้ก้าวขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งของซ่งสี่เอ๋อร์

อวี้เหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดยิ้มบางๆ "ข้าน้อยผ่านพ้นวัยแรกรุ่นมาเนิ่นนานแล้วเจ้าค่ะ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงกำลังจะไปก้าวก่ายเรื่องราวในยุทธภพ ข้าน้อยเพียงแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปวันๆ ปล่อยให้ความรุ่งโรจน์จากการเป็นผู้ยิ่งใหญ่ครองเมือง ตกเป็นของผู้อื่นเถิดเจ้าค่ะ"

สิ่งที่เสิ่นซีเสนอไปนั้นเป็นเพียงโครงร่างแนวคิด ทว่าอวี้เหนียงย่อมมีสิทธิเด็ดขาดที่จะเลือกตอบรับหรือปฏิเสธ

การจะแย่งชิงความไว้วางใจจากฟางก้วน ไม่เพียงแต่ต้องประเคนทรัพย์สินเงินทองก้อนโตให้เท่านั้น ทว่านางยังต้องยอมพลีกายทอดสะพานให้แก่เขาอีกด้วย ในฐานะสตรีที่เพิ่งหลุดพ้นจากวังวนเจี้ยวฟางซือ ย่อมเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ หากอวี้เหนียงจะไม่ปรารถนาที่จะก้าวซ้ำรอยเดิมอีก

สภาพจิตใจของอวี้เหนียง อย่างไรเสียก็ยังคงมีความหยิ่งทะนงและรักนวลสงวนตัวอยู่บ้าง ไม่เหมือนกับจือเชี่ยนที่พร้อมจะทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกวิธีการ

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ อวี้เหนียงอาจจะนึกดูแคลนฟางก้วน ด้วยฐานะและประสบการณ์ที่ผ่านมา นางย่อมไม่อยากลดตัวลงไปร่วมหัวจมท้ายทำเรื่องสกปรกกับผู้บัญชาการทหารมณฑลที่จวนจะปลดระวางเต็มทน

เสิ่นซีเอ่ยว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็คงต้องรอดูว่าบรรดาขุมอำนาจในท้องถิ่นจะแบ่งขุมทรัพย์ก้อนโตอย่างหอหวยหยางกันอย่างไร และแต่ละฝ่ายจะได้ส่วนแบ่งไปมากน้อยเพียงใด ทว่าอย่างน้อยสมาคมการค้าถิงโจวของเรา ก็เพียงปรารถนาจะก้มหน้าก้มตาทำธุรกิจเล็กๆ ของพวกเราต่อไปก็เท่านั้น"

อวี้เหนียงเม้มปากอมยิ้ม ก่อนจะตวัดค้อนใส่เสิ่นซีวงหนึ่ง ราวกับต้องการจะสื่อว่า 'ท่านอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจวางแผนการมาอย่างแยบยลถึงเพียงนี้ มีหรือจะยอมรับส่วนแบ่งเพียงแค่เศษเนื้อติดกระดูก?'

อวี้เหนียงเอ่ยขึ้น "ข้าน้อยได้สั่งให้แม่หนูซีเอ๋อร์ไปหลบซ่อนตัวอยู่นอกเมืองชั่วคราวแล้ว ส่วนตัวข้าน้อยเองก็กะว่าจะเดินทางออกจากฝูโจวไปสักพัก หากคุณชายเสิ่นมีธุระอันใดอยากเรียกใช้ข้าน้อย ก็ฝากบอกผ่านอวิ๋นหลิ่วได้เลยเจ้าค่ะ นางพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมท้ายถนนนี่เอง"

เสิ่นซีพยักหน้ารับ ในเมื่ออวี้เหนียงเลือกที่จะดึงตัวออกห่างจากเรื่องวุ่นวาย ไม่คิดจะเข้าร่วมวงแย่งชิงอาณาเขตและผลประโยชน์ในเมืองฝูโจว นางก็จำต้องหลบลี้หนีภัยไปให้ไกล มิเช่นนั้นหากจือเชี่ยนเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวและรู้ตัวเมื่อใด ย่อมต้องหวนกลับมาล้างแค้นนางอย่างแน่นอน

สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของอวี้เหนียงนั้นนับว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก เมื่อเห็นว่าตนเองกำลังตกอยู่ท่ามกลางรอยต่ออันตรายที่ไม่อาจแสวงหาผลดีจากฝ่ายใดได้ นางจึงตัดสินใจมาเอ่ยลาเสิ่นซี แล้วหลบหนีออกจากเมืองฝูโจวไปก่อน

ความคิดของนางนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก ในเมื่อเสิ่นซีสามารถวางแผนกำจัดซ่งสี่เอ๋อร์ได้อย่างแยบยลถึงเพียงนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาและวิสัยทัศน์ที่เหนือล้ำกว่าคนทั่วไป เมื่อเรื่องราวสงบลง สมาคมการค้าถิงโจวย่อมผงาดขึ้นเป็นขุมอำนาจใหญ่ในเมืองฝูโจวได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น นางก็เพียงแค่กลับมาสวามิภักดิ์ต่อสมาคมการค้าถิงโจว เพียงเท่านี้ชีวิตนางก็จะได้อยู่อย่างสุขสบายไร้กังวลแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 332 กระจ่างแจ้งแก่ใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว