- หน้าแรก
- ข้าเปล่าเป็นจอมมาร ก็แค่ลูกศิษย์ข้ามันเลว
- บทที่ 45 - การป้องกันที่ดีที่สุดคือการโจมตี
บทที่ 45 - การป้องกันที่ดีที่สุดคือการโจมตี
บทที่ 45 - การป้องกันที่ดีที่สุดคือการโจมตี
บทที่ 45 - การป้องกันที่ดีที่สุดคือการโจมตี
ลู่โจวส่ายหน้า แล้วเลื่อนสายตาดูลงไปเรื่อยๆ
"ไร้เทียมทานงั้นรึ?"
【ไร้เทียมทาน เมื่อใช้งาน จะได้รับสถานะอมตะป้องกันความเสียหาย 10 วินาที ราคาใบละ 500 แต้มบุญ】
การ์ดไอเทมใบนี้ก็ไม่เลวเลยนะเนี่ย
มันก็เท่ากับเป็นการอยู่ในสถานะอมตะนั่นแหละ
ติดอยู่อย่างเดียวคือเวลาที่ให้มามันน้อยไปหน่อย แค่สิบวินาทีเอง
สิบวินาทีให้หลัง... ก็ยังคงตกเป็นเบี้ยล่างคนอื่นอยู่ดี หากไม่มีไม้เด็ดไว้ใช้โต้กลับล่ะก็ การ์ดใบนี้ก็คงมีค่าสูสีกับการ์ดสำหรับใช้หลบหนีนั่นแหละ แต่ถึงอย่างไร คุณสมบัติของการ์ดใบนี้ก็ถือว่าดีเยี่ยมอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด
ลู่โจวไม่ได้รีบร้อนที่จะซื้อการ์ดไอเทม เขาเลือกที่จะดูต่อไปเรื่อยๆ ก่อน
【โจมตีถึงตาย เมื่อใช้งาน จะได้รับพลังที่ไม่อาจอธิบายได้ เพื่อมอบการโจมตีอันรุนแรงถึงแก่ชีวิตให้แก่เป้าหมาย ราคาใบละ 500 แต้มบุญ】
ลู่โจวจ้องมองคำอธิบายของการ์ดไอเทมใบนี้อย่างพินิจพิเคราะห์
ในฐานะเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ เขาเคยเห็นแต่ทักษะโจมตีถึงตายที่แฝงมากับไอเทมดรอปจากการตีมอนสเตอร์ในเกม ซึ่งส่วนใหญ่มักจะต้องพึ่งพาดวงในการติดคริติคอล แต่การ์ดใบนี้... มันไม่มีการจำกัดอัตราการเกิดเลยงั้นรึ?
เขาลองมองซ้ายมองขวาดู ก็ไม่เห็นมีคำอธิบายอื่นเพิ่มเติมเลย!
แถมยังไม่มีข้อจำกัดอื่นใดระบุไว้ด้วย
"พลังที่ไม่อาจอธิบายได้... มันคืออะไรกันแน่?" ลู่โจวตกอยู่ในห้วงความคิด
ไม่อาจอธิบายได้เนี่ยนะ มันเป็นคำอธิบายภาษาอะไรกัน?
เอาเป็นว่าไม่ว่ามันจะเป็นพลังรูปแบบไหนก็ตามเถอะ
การ์ดไอเทมที่ใช้คำอธิบายซะขนาดนี้ มันต้องเป็นของดีแน่ๆ
เก็บไว้พิจารณาทีหลังก็แล้วกัน...
【ป้องกันระดับหนึ่ง เมื่อใช้งาน จะช่วยลดทอนความเสียหายทั้งหมดลง 90% เป็นเวลา 30 วินาที ราคาใบละ 500 แต้มบุญ】
【ป้องกันระดับสอง เมื่อใช้งาน จะช่วยลดทอนความเสียหายทั้งหมดลง 60% เป็นเวลา 30 วินาที ราคาใบละ 300 แต้มบุญ】
การ์ดไอเทมสิบกว่าใบพวกนี้ เป็นประเภทป้องกันทั้งนั้นเลย
ด้วยระดับพลังบ่มเพาะในขั้นรวมจิตของลู่โจวในปัจจุบัน หากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือล่ะก็ การ์ดไอเทมพวกนี้ก็แทบจะไร้ประโยชน์เลยล่ะ ป้องกันได้ถึงเก้าส่วนแล้วไง สุดท้ายไอ้ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งส่วนนั่นแหละ ที่จะส่งเขาไปลงนรก
เขาส่ายหน้าเบาๆ
การ์ดพวกนี้มันสู้การ์ด "ไร้เทียมทาน" ไม่ได้เลยสักนิด
เดี๋ยวนะ
ทำไมถึงมีแต่การ์ดป้องกันซะส่วนใหญ่ล่ะ?
กะจะให้ข้าหดหัวเป็นเต่าในกระดองหรือไง?
เวลาสู้กับใครก็ไม่ต้องโต้กลับ เอาแต่เป็นกระสอบทรายให้เขาทุบตีเล่นรึไง?
เหอะๆ
นี่ไม่ใช่สไตล์ของปรมาจารย์จอมมารหรอกนะ!
พอลองเลื่อนดูต่อไป ก็พบว่ามีการ์ดไอเทมอีกแค่สองสามใบที่ปรากฏเป็นเครื่องหมายคำถาม แม้แต่คำอธิบายรายละเอียดก็ยังดูไม่ได้เลย
สงสัยคงจะเหมือนกับกายาธรรมพันภพซัวผัว แล้วก็หมื่นวิถีราชันนั่นแหละ ที่ปิดบังทั้งคำอธิบายและราคาเอาไว้
คนที่เป็นเซียนเกมย่อมรู้ดี ว่านี่มันหมายถึงความล้ำค่าและอานุภาพที่ร้ายกาจ
หลังจากดูการ์ดไอเทมจนครบทุกใบแล้ว
ลู่โจวก็เลือกซื้อการ์ดไร้เทียมทานมาสามใบ และการ์ดโจมตีถึงตายอีกสามใบ
ถือเป็นการผสมผสานระหว่างการโจมตีและการป้องกันที่ลงตัวสุดๆ
หลังจากเลือกเสร็จ ลู่โจวก็เกิดความคิดแปลกประหลาดขึ้นมาในหัว: ถ้าเกิดเอาการ์ด "โจมตีถึงตาย" ไปโจมตีใส่คนที่ใช้การ์ด "ไร้เทียมทาน" ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?
นี่มันนิทานเปรียบเทียบเรื่องหอกกับโล่ชัดๆ เลยนี่นา?
แล้วจะไปลองยังไงล่ะเนี่ย? น่าอึดอัดชะมัด
ส่วนการ์ดป้องกันใบอื่นๆ เขาก็เลือกที่จะเมินมันไปเลย
เพราะการป้องกันที่ดีที่สุด ก็คือการโจมตียังไงล่ะ
เพียงชั่วพริบตาเดียว แต้มบุญก็ปลิวหายไปตั้ง 3000 แต้มแล้ว
แต่ก็นะ...
การ์ดไอเทมพวกนี้ มันก็คุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไปจริงๆ นั่นแหละ ไม่มีอะไรให้ต้องมานั่งคิดมากหรอก
ถ้าอย่างนั้น แต้มบุญที่เหลืออีก 4540 แต้ม จะเอาไปทำอะไรดีล่ะ?
ซื้อการ์ดทวนกระแสชีวิตมาเพิ่มอายุขัยดีไหมนะ?
สภาพร่างกายคืออุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการฟื้นฟูพลังบ่มเพาะของเขา แต่ด้วยแต้มบุญแค่สี่พันกว่าแต้ม ก็ซื้อการ์ดได้แค่ 9 ใบ ซึ่งจะช่วยต่ออายุขัยไปได้อีกประมาณ 2700 วันเท่านั้น เมื่อนำไปเทียบกับอายุขัยอันยืนยาวนับพันปีในอดีตของเขาแล้ว มันก็ยังถือว่าสั้นจุ๊ดจู๋อยู่ดี
และที่สำคัญก็คือ การ์ดทวนกระแสชีวิต เน้นย้ำไปที่คำว่า "ทวนกระแส" ซึ่งหมายถึงการเติบโตแบบย้อนกลับ ไม่ใช่การนำอายุขัยไปบวกเพิ่มให้กับร่างกายที่แก่ชรา
ถ้างั้น... สุ่มรางวัลดีไหมล่ะ?
ก็ไม่รู้ว่าเส้นประสาทเส้นไหนในสมองมันเกิดทำงานผิดปกติขึ้นมา... คำว่า "สุ่มรางวัล" ถึงได้ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
จากประสบการณ์การสุ่มรางวัลในครั้งก่อน ลู่โจวก็พอจะรู้ซึ้งแล้วว่า การสุ่มรางวัลนี่มันก็เหมือนดาบสองคม บทจะซวยขึ้นมา ก็เล่นเอาแทบกระอักเลือดได้เหมือนกัน
"การยกระดับพลังบ่มเพาะต่างหาก ถึงจะเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด..."
ลู่โจวนึกย้อนไปถึงตอนที่เขาสำแดงกายาธรรมร้อยทัณฑ์ส่องหล้า บงกชทองคำแปดกลีบที่อยู่เบื้องล่าง ได้แปรเปลี่ยนเป็นเก้ากลีบ
ทั้งๆ ที่เป็นการ์ดสถานะจุดสูงสุดใบเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมผลลัพธ์ที่ได้ออกมาถึงแตกต่างกันได้ล่ะ?
"คัมภีร์สวรรค์งั้นรึ?"
ตกลงแล้วมันเป็นเคล็ดวิชาแบบไหนกันแน่เนี่ย? มันช่างแตกต่างจากเคล็ดวิชาทุกแขนงในความทรงจำของเขาโดยสิ้นเชิง ไม่มีกระบวนท่าที่ตายตัว ไม่มีวิธีการกำหนดลมหายใจเข้าออก และไม่มีแม้กระทั่งคาถาสำหรับใช้เดินพลังปราณในเส้นชีพจรเลย...
"ช่างเถอะ... พลังบ่มเพาะคือรากฐานก็จริง แต่ก่อนหน้านั้น... ขอลองสุ่มรางวัลดูสักหน่อยก็แล้วกัน"
ในเวลาเดียวกัน
บริเวณพื้นที่ทิศตะวันตกของต้าเหยียน และทิศเหนือของเมืองอวี้โจว ณ ภูเขาผิงตู
ที่ตั้งของศูนย์บัญชาการใหญ่ลัทธิปรโลก
ภายในโถงใหญ่แห่งปรโลก
"ท่านประมุข ตรวจสอบแน่ชัดแล้วขอรับ ปรมาจารย์จอมมารสามารถจับเป็นประมุขตำหนักเหยี่ยนเยว่ได้ด้วยตัวคนเดียว ส่วนยอดฝีมือจากสำนักวิถีเต๋าเจิ้งอีและสำนักกระบี่สวรรค์ที่บุกเข้าไปในภูเขาจินถิง ก็ไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาได้เลยแม้แต่คนเดียวขอรับ"
เบื้องหน้า
กลุ่มหมอกควันสีดำทะมึน ได้บดบังบัลลังก์ปรโลกเอาไว้จนมิด ทำให้ไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังได้
น้ำเสียงอันแหบพร่า ดังแว่วออกมาจากกลุ่มหมอกควันสีดำนั้น ราวกับเป็นเสียงเรียกจากขุมนรก
"เข้าใจแล้ว"
"ท่านประมุข ประมุขตำหนักเหยี่ยนเยว่เคยเป็นศิษย์น้องของท่าน การที่นางนำทัพผู้ฝึกตนไปปิดล้อมปรมาจารย์จอมมารในครั้งนี้ แล้วพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ทำให้สำนักอวิ๋นจง สำนักเทียนจง และสำนักหลัวจง โกรธแค้นเป็นอย่างมาก พวกเขาประกาศกร้าวว่าจะต้องกวาดล้างตำหนักเหยี่ยนเยว่ เพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของศิษย์ที่ตายไปให้จงได้ ท่านประมุขเห็นควรว่าจะให้ความช่วยเหลือพวกนางหรือไม่ขอรับ?"
ภายในโถงใหญ่แห่งปรโลกเงียบสงัดจนน่าขนลุก ถึงขนาดที่ว่าเข็มตกสักเล่มก็ยังได้ยิน
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ ก็มีเสียงดังออกมาจากกลุ่มหมอกควันสีดำนั้นอีกครั้ง——
"ทำตัวเองแท้ๆ ไม่ต้องไปสนใจหรอก"
"รับทราบคำสั่งท่านประมุขขอรับ"
ลูกน้องคนนั้นค้อมตัวประสานมือคารวะ แล้วพูดต่อ "ผู้น้อยยังมีเรื่องจะรายงานอีกเรื่องหนึ่งขอรับ"
"ว่ามา"
"ท่านประมุข สายสืบที่แฝงตัวอยู่ในราชสำนักรายงานมาว่า พระสนมยวี่กำลังวางแผนที่จะกวาดล้างภูเขาจินถิงให้ราบคาบ ถึงขนาดยอมพยายามโน้มน้าวให้องค์จักรพรรดิส่งกองกำลังรักษาพระองค์ไปจัดการเลยนะขอรับ"
"แล้วไงต่อล่ะ?"
"องค์จักรพรรดิแห่งต้าเหยียนทรงพิโรธ และมีรับสั่งให้ลงโทษกักบริเวณพระสนมยวี่เป็นเวลาสามเดือนขอรับ"
กลุ่มหมอกควันสีดำกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง
ดูเหมือนว่าเขากำลังขบคิดอะไรบางอย่างอยู่
เวลาผ่านไปสักพัก
"ต้าเหยียนมีศึกสงครามเกิดขึ้นบ่อยครั้ง กองกำลังรักษาพระองค์มีหน้าที่คุ้มครองเมืองหลวง จะให้เคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนง่ายๆ ได้อย่างไร? การกระทำของพระสนมยวี่ในครั้งนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการแกว่งเท้าหาเสี้ยนหรอก แต่ว่า..."
น้ำเสียงนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง "พระสนมยวี่มาจากซีอวี้ เป็นคนต่างเผ่าพันธุ์ จงจับตาดูความเคลื่อนไหวของนางอย่างใกล้ชิด"
"รับทราบคำสั่งท่านประมุขขอรับ"
"และอีกอย่าง..." เสียงจากกลุ่มหมอกควันสีดำดังขึ้นอีกครั้ง ลูกน้องคนนั้นก็รีบประสานมือยืนรอรับฟังคำสั่งอย่างตั้งใจ "มารกระบี่ชื่นชอบการประลองฝีมือเป็นชีวิตจิตใจ สำนักวิถีเต๋าจิ้งหมิงเองก็มียอดฝีมืออยู่มากมาย ปล่อยให้เขาไปเถอะ... แต่ถ้าหากบังเอิญไปพบเจอกับจอมมารกระบี่เข้าล่ะก็ ให้พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะให้มากที่สุด"
"ผู้น้อยจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เลยขอรับ"
ที่หน้าหอมารฟ้า
ตวนมู่เซิง ยวนเอ๋อร์ และคนอื่นๆ กำลังยืนรออย่างกระวนกระวายใจอยู่ที่ลานกว้าง ราวกับมดบนกระทะร้อน
จนกระทั่งดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก ก็ยังไม่มีวี่แววว่าท่านอาจารย์จะปรากฏตัวออกมาเลย
"การที่ท่านอาจารย์จะต้องพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายหลังจากการต่อสู้ ก็ถือเป็นเรื่องปกติแหละนะ ศิษย์น้องเล็ก... หยุดเดินวนไปวนมาได้แล้ว ศิษย์พี่เห็นแล้วเวียนหัวไปหมด" ตวนมู่เซิงยกมือขึ้นนวดขมับ
โจวจี้เฟิงกล่าวอย่างนอบน้อม "ท่านผู้อาวุโสมีพลังอำนาจไร้เทียมทาน คงไม่เป็นอะไรหรอกขอรับ ลองดูม่านพลังนี่สิ สว่างจ้าขนาดนี้..."
ยวนเอ๋อร์กลอกตาใส่เขา แล้วพูดว่า "ไร้สาระ"
เยี่ยเทียนซินที่ไม่ได้สนใจอะไร เอ่ยขึ้นเบาๆ "ถ้าข้าเป็นพวกเจ้า ข้าคงจะเข้าไปดูแล้วล่ะ... อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา..."
ครืด
มีเสียงกลไกขยับเขยื้อนดังออกมาจากภายในหอมารฟ้า
พร้อมกันนั้น น้ำเสียงอันน่าเกรงขามที่คุ้นเคย ก็ดังกังวานขึ้น:
"เข้ามาคุยกันข้างใน"
ทุกคนต่างก็สะดุ้งสุดตัว รวมถึงเยี่ยเทียนซินด้วย ความเหนื่อยล้าทั้งหมดปลิวหายไปในพริบตา
ยวนเอ๋อร์เดินยิ้มร่าเข้ามาหา คว้าหมับเข้าที่ไหล่ของเยี่ยเทียนซิน แล้วพูดว่า "คอยดูเถอะ ว่าท่านอาจารย์จะลงโทษเจ้ายังไง!"
ลู่โจวเดินออกมาจากห้องลับแล้ว เขายืนเอามือไพล่หลังอยู่กลางโถง
ทุกคนพากันเดินเข้าไปในหอมารฟ้า
"ศิษย์คารวะท่านอาจารย์!"
"ศิษย์คารวะท่านอาจารย์!"
"ผู้น้อยคารวะท่านผู้อาวุโสขอรับ!"
ส่วนเยี่ยเทียนซินถูกเหวี่ยงลงไปกองกับพื้น นางพยายามเงยหน้าขึ้นมองด้วยความไม่สบอารมณ์ หวังจะได้เห็นใบหน้าของตาแก่คนนั้น แต่กลับเห็นเพียงแค่แผ่นหลังของเขาเท่านั้น
ลู่โจวไม่ได้ตอบรับใดๆ
เขาเดินไปทางซ้ายที ขวาที พร้อมกับลูบเคราไปด้วย
"ท่านอาจารย์?" ยวนเอ๋อร์ร้องเรียกอย่างระมัดระวัง
และในจังหวะนั้นเอง ลู่โจวก็บ่นพึมพำออกมาประโยคหนึ่งว่า "ทำไมถึงสุ่มไม่ได้เลยสักชิ้นล่ะเนี่ย..."
"หา?"
(จบแล้ว)