- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- ตอนที่ 133 อักขระโลหิตที่หายไป
ตอนที่ 133 อักขระโลหิตที่หายไป
ตอนที่ 133 อักขระโลหิตที่หายไป
ตอนที่ 133 อักขระโลหิตที่หายไป
ด้วยพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์และพื้นฐานปราณแท้ที่หนาแน่น หลินหมิงยื้อมาได้ตลอดทั้งบ่าย ในระหว่างนี้ เขาก็เฉียดขีดจำกัดอยู่หลายครั้ง แต่บนเส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์ หากไม่บีบคั้นตนเองให้ถึงขีดสุด ย่อมยากที่จะก้าวหน้า
เมื่อปราณแท้ถูกใช้จนหมด หลินหมิงจะนำหินปราณแท้ออกมาหนึ่งก้อนโดยไม่นึกเสียดาย จากนั้นเข้าสู่สภาวะเจตจำนงแห่งยุทธ์ความว่างเปล่า ในสภาวะนี้ ปราณแท้ทั่วร่างของหลินหมิงจะโคจรไปเองโดยอัตโนมัติด้วยความเร็วที่เหนือกว่าปกติมาก และผ่านเส้นทางที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ การฝึกฝนในสภาวะนี้ทำให้ความก้าวหน้ารวดเร็วยิ่งนัก
ค่อยๆ ที่ดวงตะวันลับขอบฟ้า แสงในห้องเริ่มมืดลง หวังอวี่หานจุดตะเกียง เมื่อเห็นหลินหมิงนั่งสมาธิปรับลมปราณอยู่ตลอด หวังอวี่หานอยากจะพูดแต่ก็ยั้งไว้หลายครั้ง จนกระทั่งเวลาใกล้จะถึงยามหนึ่ง (ประมาณ 1 ทุ่ม) หวังอวี่หานก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "ท่านหลิน... คือว่า... พวกเราควรไปทานข้าวได้แล้ว..."
"อ้อ? อย่างนั้นหรือ เจ้าไปทานเถิด ฝากซื้อกลับมาให้ข้าด้วยก็แล้วกัน ข้าเพิ่งปรับลมปราณเสร็จพอดี ขอวาดแผ่นนี้ให้เสร็จก่อน"
ยังจะวาดอีกหรือ?
หวังอวี่หานพูดไม่ออกแล้ว วาดอีกก็จะเป็นแผ่นที่เจ็ดแล้วนะ
ช่วงบ่ายแผ่นเดียววาดเจ็ดแผ่น แถมแต่ละแผ่นยังเป็นอักขระจารึกที่ซับซ้อนซึ่งต้องหลอมรวมอักขระหลายสิบตัวเข้าด้วยกัน แม้แต่มหาจารย์จารึกก็ยังทนไม่ไหวเลย
ตอนนี้หวังอวี่หานไม่เอาตนเองไปเปรียบเทียบกับหลินหมิงนานแล้ว แต่นางจัดให้หลินหมิงอยู่ในระดับเดียวกับปู่ของนางโดยปริยาย
นางทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจแล้วไปทานข้าว เมื่อกลับมาจากการทานข้าว ก็เป็นไปตามคาด หลินหมิงเริ่มวาดอักขระจารึกแผ่นที่เจ็ดแล้ว และดูเหมือนว่าจะทำไปได้เกือบครึ่งแล้วด้วย
หวังอวี่หานวางกับข้าวไว้ด้านหนึ่ง จ้องมองทุกท่วงท่าของหลินหมิงอย่างเงียบเชียบ จดจำอย่างตั้งใจ แม้แต่บางครั้งยังยื่นมือออกมาขยับตามท่วงท่าของหลินหมิงโดยไม่รู้ตัว แม้นางจะทราบดีว่า ต่อให้จำท่วงท่าเหล่านี้ได้ แต่หากไม่รู้ความลี้ลับภายในก็เป็นการเสียแรงเปล่า
เวลาล่วงเลยไปทีละนาทีทีละวินาที หวังอวี่หานมองดูลวดลายอักขระจารึกที่งดงามราวกับแสงสี มองดูปลายนิ้วที่เคลื่อนไหวราวกับการร่ายรำและการควบคุมปราณแท้ที่ไหลลื่นอย่างไร้ที่ติของหลินหมิง มองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ แต่กลับมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งยวด
ค่อยๆ ที่หวังอวี่หานเริ่มเหม่อลอย สายตาของนางเลื่อนจากนิ้วมือของหลินหมิงไปยังใบหน้าของเขาโดยไม่รู้ตัว ในวินาทีนั้น นางรู้สึกว่าตนเองถูกความมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มตรงหน้าดึงดูดเข้าเสียแล้ว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด พร้อมกับเสียง "ฟู่" เบาๆ อักขระหลายสิบตัวเบื้องหน้าหลินหมิงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้า หวังอวี่หานพลันได้สติ รีบละสายตากลับมาด้วยความลุกลี้ลุกลน ใบหน้าสวยแดงระเรื่อเล็กน้อย
"แผ่นที่เจ็ด!" หลินหมิงผ่อนลมหายใจยาว ร่างกายทรุดลงไปบนเก้าอี้อย่างสมบูรณ์ ตอนนี้เขาไม่มีแม้แต่แรงจะขยับปลายนิ้วแล้ว
"คือ... ท่านหลิน กับข้าวจะเย็นหมดแล้วนะคะ"
"อ้อ" หลินหมิงพยุงกายลุกขึ้น หยิบกับข้าวมาทานคำโต ส่วนหวังอวี่หานก็นั่งอยู่ด้านข้างอย่างประหม่า สายตาจดจ้องไปที่นาฬิกาทรายในห้องอย่างไม่เป็นธรรมชาติ มองดูเม็ดทรายเหล่านั้นร่วงหล่นลงมาทีละเม็ด
"ในลวดลายพื้นฐาน ตอนวาดลาย 'ผา' หากเพิ่มโครงสร้างรูปหักมุมเข้าไปอีกนิดน่าจะดีกว่า" หลินหมิงที่กำลังทานข้าวอยู่ครึ่งทาง จู่ๆ ก็โพล่งคำพูดที่ดูไม่มีปี่มีขลุ่ยออกมาประโยคหนึ่ง
หวังอวี่หานชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ดีใจอย่างยิ่ง หลินหมิงกำลังสอนวิชาจารึกให้นาง! นี่คือระบบวิชาจารึกที่เป็นอิสระจากอาณาจักรเทียนอวิ้น และหากวัดกันที่ความวิจิตรพิสดารแล้ว มันเหนือกว่าสำนักของอาณาจักรเทียนอวิ้นมากนัก
ตอนนี้หลินหมิงฟื้นฟูปราณแท้มาได้บ้างแล้ว เขาวาดลาย 'ผา' ขึ้นกลางอากาศอย่างง่ายดาย ครั้งนี้เขาพยายามลดความเร็วลงให้มากที่สุด เพื่อให้หวังอวี่หานมีเวลาเพียงพอที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของพลังวิญญาณภายใน โดยเฉพาะตอนวาดส่วนที่เป็นโครงสร้างรูปหักมุมที่เพิ่มเข้ามา หลินหมิงยิ่งลดความเร็วลงจนถึงระดับต่ำสุด หลินหมิงย่อมทราบดีว่าที่หวังอวี่หานเสนอตัวมาเป็นผู้ช่วยของเขาเพราะเหตุใด อีกฝ่ายอยู่เป็นเพื่อนเขามาตลอดบ่าย ช่วยงานไปไม่น้อย และยังเหนื่อยล้ามาก แต่สิ่งที่นางได้เรียนรู้นั้นกลับมีจำกัดยิ่ง
เด็กสาวคนหนึ่งที่เป็นถึงแก้วตาดวงใจของประธานสมาคมนักจารึก เป็นถึงหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ ยอมละทิ้งความถือตัวมาเป็นผู้ช่วยให้เขาตลอดบ่าย หากหลินหมิงไม่ตอบแทนอะไรกลับไปบ้าง เขาก็คงรู้สึกไม่ดีเอง
ดังนั้นในช่วงเวลาที่ทานข้าวนี้ หลินหมิงจึงสอนลวดลายพื้นฐานให้หวังอวี่หานติดต่อกันหลายตัว แม้ว่าการเรียนรู้เพียงลวดลายพื้นฐานเหล่านี้จะยังห่างไกลจากการนำไปใช้จริง แต่หลินหมิงเชื่อว่าด้วยพรสวรรค์ของหวังอวี่หาน ในวันหน้าเมื่อวิชาจารึกของนางรุดหน้าขึ้น นางย่อมจะได้รับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่จากสิ่งนี้อย่างแน่นอน
"ขอบคุณท่านมาก ท่านหลิน" หวังอวี่หานขอบคุณจากใจจริง
"ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณเจ้า"
"แล้ว... พรุ่งนี้ท่านหลินยังจะมาอีกหรือไม่?"
"พรุ่งนี้หรือ? อืม น่าจะเป็นช่วงบ่าย เพราะช่วงเช้าข้าต้องไปฝึกยุทธ์ที่สำนักเจ็ดกระบี่" เนื่องจากการทดสอบศิษย์สายตรง สำนักเจ็ดกระบี่ได้รับปากจะให้เวลาหลินหมิงใช้งานเจ็ดค่ายกลสังหารเป็นเวลาสิบวันเต็ม เวลาการใช้งานเจ็ดค่ายกลสังหารนี้มีค่าอย่างยิ่ง จะปล่อยให้เสียเปล่าเพราะการฝึกวิชาจารึกไม่ได้
"ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ข้ายังขอเป็นผู้ช่วยให้ท่านได้อีกหรือไม่?" หวังอวี่หานถามด้วยความคาดหวัง
หลินหมิงยิ้มแล้วกล่าวว่า "ย่อมได้แน่นอน"
...
คืนนั้น หลินหมิงกลับมาที่สำนักเจ็ดกระบี่ และเริ่มย่อยสิ่งที่ได้จากการฝึกฝนในวันนี้
ตลอดช่วงบ่าย เวลาสามชั่วยามครึ่ง (7 ชั่วโมง) หลินหมิงวาดอักขระจารึกไปทั้งหมดเจ็ดแผ่น และวัสดุที่ใช้ในอักขระจารึกทั้งเจ็ดนี้ล้วนมีราคาสูงลิบลิ่ว ในระหว่างการวาด หลินหมิงก็มีความผิดพลาดอยู่ไม่น้อย ทำให้เสียวัสดุไปบ้าง แต่กลับไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่อักขระจารึกควบคุมไม่ได้จนระเบิดพังทลายเลย
ตราบใดที่ไม่พังทลาย ความผิดพลาดในระดับหนึ่งก็พอจะทนรับได้
ตามกฎของสมาคมนักจารึก วัสดุที่ลูกค้านำมาจ่ายเป็นค่าตอบแทน จะต้องมีมูลค่ารวมเป็นสองเท่าของวัสดุที่ใช้ในการบริการ และบางครั้งยังต้องจ่ายเงินค่าจ้างเพิ่มเติมด้วย
วัสดุที่เหลืออยู่ จะถูกแบ่งระหว่างนักจารึกรับเชิญและสมาคมนักจารึกในสัดส่วนหกต่อสี่ โดยนักจารึกรับเชิญได้หกส่วน และสมาคมได้สี่ส่วน
หลินหมิงเก็บวัสดุบางชนิดที่เขาต้องใช้งานเอาไว้ ส่วนที่เหลือนำไปแลกเป็นแต้มคะแนนกับสมาคมนักจารึกทั้งหมด
"หากเป็นไปตามความเร็วในการหาคะแนนเช่นนี้ อีกประมาณสิบกว่าวัน ข้าถึงจะสะสมคะแนนได้เพียงพอที่จะซื้อวัสดุที่หาซื้อได้ในสมาคมนักจารึก ส่วนวัสดุอื่นๆ ที่ล้ำค่ากว่านี้ ต้องรอให้วิชาจารึกของข้าก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น ถึงจะมีโอกาสหามาได้ วัสดุที่ต้องใช้สำหรับอักขระจารึกร่างสองแผ่นนี้ ช่างรวบรวมได้ยากเย็นเหลือเกิน"
"อย่างไรก็ตาม กระบวนการหาคะแนนนี้ ก็คือกะบวนการฝึกฝนของข้าเช่นกัน การใช้วัสดุล้ำค่ามากมายวาดอักขระจารึกอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ ไม่เพียงแต่วิชาจารึกของข้าจะรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่พลังวิญญาณก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น และ เคล็ดปราณแท้โกลาหล ก็ยกระดับตามไปด้วย จนตอนนี้เข้าใกล้ระดับที่สองขั้นย่อยสมบูรณ์แล้ว วิธีการที่ได้ประโยชน์หลายต่อเช่นนี้ เมื่อก่อนข้ากลับนึกไม่ถึง"
"เพียงแต่หินปราณแท้จะสิ้นเปลืองไปหน่อย วันเดียวก็ใช้ไปถึงสามก้อน ช่างเป็นการเผาเงินจริงๆ"
หินปราณแท้ในอาณาจักรเทียนอวิ้น ตามความบริสุทธิ์ของมัน ราคาหนึ่งก้อนจะอยู่ระหว่างห้าร้อยถึงหนึ่งพันตำลึงทอง ที่สำนักเจ็ดกระบี่แจกให้ฟรี ส่วนใหญ่จะเป็นหินปราณแท้ระดับต่ำที่สุดที่มีมูลค่าห้าร้อยตำลึงทอง
แต่หินปราณแท้หนึ่งร้อยกว่าก้อนที่องค์รัชทายาทมอบให้หลินหมิงนั้น เป็นหินปราณแท้ระดับสูงที่มีสีสันบริสุทธิ์ ก้อนหนึ่งมีมูลค่าถึงหนึ่งพันตำลึงทอง
หินปราณแท้ในอาณาจักรเทียนอวิ้นนั้นขาดแคลน การจะหาซื้อในปริมาณมากนั้นทำได้ยาก
ในทางกลับกัน หากมีหินปราณแท้แล้วอยากจะแลกเป็นทองคำก็ปล่อยออกยากเช่นกัน เพราะถึงจะเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ที่มั่งคั่ง ก็ยากจะแบกรับราคาที่สูงลิบลิ่วขนาดนี้ได้ การใช้หินปราณแท้สี่ห้าก้อนก็เท่ากับศาสตราสมบัติชิ้นหนึ่งแล้ว
อย่างเช่นหลินหมิงที่มีหินปราณแท้ในมือสองร้อยกว่าก้อน และใช้มันทุกวันราวกับทานขนมหวานเช่นนี้ ทั่วทั้งเมืองเทียนอวิ้นคงมีไม่กี่คน
"หินปราณแท้น่าจะใช้หมดภายในสองเดือน ข้าสามารถให้องค์รัชทายาทช่วยซื้อให้ได้ อย่างมากข้าก็แค่จ่ายเงินเอง" หลังจากได้เป็นนักจารึกรับเชิญ หลินหมิงก็ได้พบหนทางที่สามารถฝึกยุทธ์และหาเงินไปพร้อมกันได้โดยไม่เสียการเสียงาน
เขาประเมินว่าตนเองสามารถหาเงินได้เดือนละหนึ่งแสนถึงสองแสนตำลึงทองอย่างไม่เป็นปัญหา แน่นอนว่าต้องมีจอมยุทธ์ผู้มั่งคั่งมาขอรับบริการมากพอ
นักจารึกรับเชิญทั่วไป วันหนึ่งลงมือเพียงหนึ่งหรือสองครั้งก็นับว่ามากแล้ว เพราะหากจำนวนครั้งมากกว่านั้น แม้พวกเขาจะยังทนไหว แต่ก็ไม่ใช่สภาวะที่ดีที่สุด ย่อมยากจะวาดอักขระจารึกที่สมบูรณ์แบบออกมาได้ ซึ่งจะทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาเสียหาย
นักจารึกเหล่านี้ทำงานเดือนละประมาณยี่สิบวัน หาเงินได้สักสองสามหมื่นตำลึงทองก็นับว่าไม่เลวแล้ว และนี่ยังต้องรับประกันว่าจะไม่ล้มเหลวด้วย
แต่คนที่ลงมือวันละเจ็ดแปดครั้ง และทำงานสามสิบวันต่อเดือนอย่างหลินหมิงนี้ ช่างเป็นตัวประหลาดจริงๆ
เขาอาบน้ำตามสบาย หลินหมิงเข้าสู่สภาวะเจตจำนงแห่งยุทธ์ความว่างเปล่าตั้งแต่ยังอยู่ในถังน้ำ ให้ปราณแท้ในร่างกายโคจรไปตามเส้นทางที่สมบูรณ์แบบด้วยตนเอง หลินหมิงนั่งเช่นนี้อยู่ถึงสองชั่วยาม (4 ชั่วโมง)
เนื่องจากการโคจรปราณแท้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง น้ำในถังจึงร้อนจนมีไอสีขาวหนาทึบพวยพุ่งขึ้นมา ห้องอาบน้ำเต็มไปด้วยไอน้ำ หลินหมิงพ่นลมหายใจออกมาเพียงครั้งเดียว ก็สามารถกวนให้เกิดวังวนกระแสอากาศได้
จนกระทั่งถึงช่วงเที่ยงคืน หลินหมิงจึงตื่นจากสภาวะเจตจำนงแห่งยุทธ์ความว่างเปล่า เซลล์เล็กๆ ทั่วร่างสั่นสะเทือนพร้อมกัน ปราณแท้ที่สั่นไหวเอ่อล้นออกไปราวกับกระแสน้ำ ไอหมอกทั่วห้องพลันถูกปัดเป่าหายไปในพริบตา
ทว่าเนื่องจากไอหมอกค้างอยู่เป็นเวลานาน ทั่วทั้งห้องจึงเปียกชื้น เสื้อผ้าของหลินหมิงก็เปียกโชกไปหมด
เขายืนขึ้นจากถังน้ำ หลินหมิงบังเอิญเห็นเกราะอ่อนม่วงทองที่องค์รัชทายาทมอบให้ตน เมื่อเห็นเช่นนั้น หลินหมิงก็ตกตะลึงไปทันที นี่มัน...
หลินหมิงคว้าเกราะอ่อนม่วงทองมาคลี่ออกดู ในใจพลันตกตะลึงอย่างยิ่ง อักขระโลหิตที่ยอดฝีมือระดับหลังสวรรค์ขั้นสูงสุดวาดด้วยโลหิตลมปราณของตนเองหายไปไหนแล้ว!?
วันนี้เขาไปที่สมาคมนักจารึก เพื่อความปลอดภัย หลินหมิงจึงสวมเกราะอ่อนม่วงทองนี้ไว้ ตอนสวมยังปกติดีอยู่ แต่พออาบน้ำเสร็จกลับพบว่า อักขระโลหิตเหล่านั้นหายไปแล้ว!
หากจะพูดให้ถูกต้องคือ อักขระโลหิตส่วนใหญ่หายไป เหลือเพียงอักขระตามซอกมุมเล็กๆ ที่ยังคงเหลืออยู่ แต่ก็เลือนรางไปหมดแล้ว
ความรู้สึกที่เลือนรางนี้ เหมือนกับน้ำหมึกที่ถูกน้ำชุ่มจนละลายนั่นเอง
ไม่ใช่อะมั้งว่าไอน้ำจากการอาบน้ำของเขาจะไปละลายอักขระโลหิตลมปราณนี้จนหายไปได้หรอกนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นยอดฝีมือระดับหลังสวรรค์ขั้นสูงสุดคนนั้นก็คงอ่อนหัดเกินไปแล้ว
หรือว่า องค์รัชทายาทจะถูกหลอก? เกราะอ่อนนี้เป็นของปลอม?
ไม่ถูก ตอนที่องค์รัชทายาทมอบเกราะอ่อนให้ เขาเคยใช้พลังวิญญาณตรวจสอบดูแล้ว มันคือโลหิตลมปราณของยอดฝีมือที่แฝงไปด้วยพลังเลือดลมที่แข็งแกร่งจริงๆ อีกทั้งยังถูกเขียนลงบนเกราะอ่อนด้วยเทคนิคที่ล้ำลึก ฝังรากลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสตราสมบัติไปแล้ว
สิ่งนี้เปรียบได้กับลวดลายของอักขระจารึกที่ฝังลึกเข้าไปในศาสตราสมบัติ นอกจากจะใช้วิธีพิเศษบางอย่าง เช่น นักปรุงยาใช้ไฟกลั่น หรือใช้เทคนิคพลังปราณดุจเส้นไหมของหลินหมิง ไม่ฉะนั้นย่อมไม่สามารถ...
...