- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- ตอนที่ 132 ผู้พิทักษ์น้ำแข็ง
ตอนที่ 132 ผู้พิทักษ์น้ำแข็ง
ตอนที่ 132 ผู้พิทักษ์น้ำแข็ง
ตอนที่ 132 ผู้พิทักษ์น้ำแข็ง
หลินหมิงใช้ปราณแท้ส่งเสียงผ่านจิตบอกวิธีการจัดการวัสดุอย่างรวดเร็วแก่หวังอวี่หานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในจำนวนนั้นมีวัสดุหลายชนิดที่มีขั้นตอนซับซ้อนอย่างยิ่ง
ทว่าอย่างไรเสียหวังอวี่หานก็มีพื้นฐานวิชาจารึกที่แน่นหนา อีกทั้งความจำของนางยังดีเลิศ หลินหมิงร่ายยาวมาเป็นชุด แต่นางตอบเพียงคำเดียวว่า "เข้าใจแล้ว" จากนั้นจึงเริ่มจัดการวัสดุที่ซับซ้อนเหล่านั้น
ทักษะการจัดการวัสดุของหวังอวี่หานนั้นเชี่ยวชาญยิ่ง วัสดุต่างๆ ในมือนางราวกับดอกไม้ไฟในมือของนักมายากล เปลี่ยนสีสันและประกายแวววาวอยู่ตลอดเวลา ขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนเช่นนี้ ภายใต้นิ้วมือทั้งสิบที่ขาวนวลและคล่องแคล่วของหวังอวี่หาน กลับมีความงามราวกับสายน้ำไหล
แม้แต่หลินหมิงยังรู้สึกว่า หากวัดกันที่การจัดการวัสดุเพียงอย่างเดียว หวังอวี่หานทำได้ดีกว่าเขาเสียอีก เพราะศิษย์จารึกส่วนใหญ่มักเริ่มต้นฝึกฝนจากการจัดการวัสดุ แต่หลินหมิงกลับข้ามขั้นตอนนี้ไปโดยตรง
เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากหวังอวี่หาน การวาดอักขระจารึกของหลินหมิงก็เป็นไปอย่างราบรื่นและคล่องมือยิ่งขึ้น
เขาเดินพลังวิชา จิตวิญญาณไท่อี่ หลินหมิงวาดมือเรียกหยดของเหลวสีน้ำเงินเข้มที่แผ่ไอเย็นจัดออกมาหยดหนึ่งให้กระโดดมาอยู่บนฝ่ามือ จากนั้นเมื่อนิ้วมือของเขาขยับไหว หยดของเหลวนั้นก็พลันเปลี่ยนเป็นสายแสงสีรุ้งอันงดงาม
เมื่อลวดลายพื้นฐานแรกวาดเสร็จ หลินหมิงก็วาดมืออีกครั้ง ของเหลวหยดที่สองกระโดดขึ้นมาบนฝ่ามือ แสงรุ้งสว่างไสวเจิดจ้าขึ้นอีกครา ในตอนนั้น บนม่านตาของทุกคนยังคงมีภาพติดตาของแสงจากลวดลายพื้นฐานแรกหลงเหลืออยู่... อักขระอันงดงามปรากฏขึ้นกลางอากาศทีละตัว ซ้อนทับและสะสมกันอย่างต่อเนื่อง โดยที่หลินหมิงมีความผิดพลาดน้อยมาก
หวังอวี่หานที่จัดการวัสดุทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว ยืนเบิกตาสวยจ้องมองทุกท่วงท่าของหลินหมิงตาไม่กะพริบ ด้วยกลัวว่าจะพลาดรายละเอียดใดไปแม้แต่น้อย
ทว่าในความเป็นจริง การคิดจะเรียนรู้วิธีการสร้างอักขระจารึกจากการยืนดูเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการควบคุมพลังวิญญาณที่ซับซ้อน อีกทั้งลวดลายพื้นฐานที่คลาดเคลื่อนไปเพียงนิดเดียวก็จะส่งผลลัพธ์ที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดวงตาไม่สามารถมองเห็นได้เลย
หวังอวี่หานย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่การได้เฝ้าดูเช่นนี้ นางก็ยังได้รับแรงบันดาลใจไม่น้อย วิชาความรู้ของหวังเสวียนจีผู้เป็นปู่ของนาง สิ่งที่นางเรียนได้นางก็เรียนไปหมดแล้ว ส่วนที่เรียนไม่ได้นั่นเป็นเพราะระดับการฝึกยุทธ์ยังไม่ถึงขั้น ต่อให้ยากเรียนก็ไม่มีวิธี แต่สถาปัตยกรรมวิชาจารึกในมือของหลินหมิงนั้นแตกต่างจากสำนักในอาณาจักรเทียนอวิ้นโดยสิ้นเชิง และเห็นชัดว่าลึกซึ้งและวิจิตรยิ่งกว่า นางไม่หวังให้หลินหมิงสอนนางแบบจับมือทำ เพียงแค่ได้เฝ้าดูอยู่ข้างๆ ก็นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งแล้ว
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป หวังอวี่หานยิ่งดูก็ยิ่งตระหนก หลินหมิงลงมือราวกับไม่ต้องใช้ความคิด มันเหมือนเป็นการกระทำตามสัญชาตญาณที่หยิบฉวยมาใช้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่มีความติดขัดแม้แต่นิดเดียว
ท่วงท่าเหล่านี้ดูเหมือนเรียบง่าย แต่คนนอกมองความสนุก คนในมองความลึกซึ้ง หวังอวี่หานสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ในการวาดเพียงเส้นเดียวของหลินหมิง แฝงไปด้วยการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของพลังวิญญาณถึงเจ็ดแปดครั้ง การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนานจนสลักการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไว้ในส่วนลึกของความจำ ย่อมไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ (15 นาที) อักขระที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศมีนับสิบตัวแล้ว อักขระจารึกที่เกิดจากการซ้อนทับของอักขระหลายสิบตัวเช่นนี้ ถือเป็นอักขระจารึกที่ค่อนข้างซับซ้อน โดยทั่วไปมีเพียงนักจารึกระดับสูง หรือแม้แต่มหาจารย์แห่งวิชาจารึกเท่านั้นที่สามารถวาดได้ เพราะปราณแท้ของนักจารึกระดับต่ำนั้นไม่เพียงพอที่จะรองรับ
อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องนี้ หวังอวี่หานกลับไม่ได้ประหลาดใจนัก พลังของหลินหมิงเข้าใกล้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมกระดูกขั้นสมบูรณ์แล้ว การมีปราณแท้ที่หนาแน่นเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ผ่านไปอีกหนึ่งเค่อ อักขระที่ลอยอยู่เบื้องหน้าหลินหมิงสะสมจนถึงเจ็ดสิบกว่าตัว ในตอนนั้น หลินหมิงเก็บมือทั้งสองข้าง อักขระจารึกทั้งหมดในอากาศพลันส่องประกายแสงตามลำดับ จากนั้นค่อยๆ หดตัวลง ชั่วพริบตาเดียว ภายในหอจารึกราวกับถูกโปรยปรายด้วยแสงดาว และสุดท้ายอักขระทั้งหมดก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
หลินหมิงวาดเพิ่มอีกหนึ่งเส้น อักขระจารึกเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์คล้ายเปลวเพลิง จากนั้นค่อยๆ ลอยลงไปประทับบนชุดเกราะ
พร้อมกับเสียง "ซี่ๆ" ที่บริเวณหน้าอกของชุดเกราะ ปรากฏรอยจารึกรูปเปลวเพลิงขึ้น และในเวลานั้นเอง ภาพที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ชุดเกราะนั้นสั่นไหวเล็กน้อย โดยมีรอยจารึกเปลวเพลิงเป็นศูนย์กลาง วงแสงสีน้ำเงินแผ่กระจายออกไปราวกับระลอกคลื่น ชุดเกราะเดิมที่เกือบจะเป็นสีดำกลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินน้ำแข็งภายใต้วงแสงนั้น!
"หืม?" หวังเสวียนจีเบิกตาโพลงขึ้นมาทันที ถึงกับเปลี่ยนสีของศาสตราสมบัติได้เชียวหรือ?
หวังเสวียนจีอ่านตำรามามากมาย ทราบว่าในตำรามีบันทึกถึงอักขระจารึกบางชนิดที่เนื่องจากมีพลังธาตุทั้งห้าหนาแน่น เมื่อจารึกลงบนศาสตราสมบัติแล้วจะสามารถเปลี่ยนสีของศาสตรานั้นได้
อย่างเช่นอักขระจารึกธาตุไฟ สามารถทำให้ศาสตราสมบัติกลายเป็นสีแดงชาด อักขระจารึกธาตุน้ำแข็ง สามารถทำให้เป็นสีน้ำเงินน้ำแข็ง อักขระจารึกธาตุทอง ก็สามารถทำให้เป็นสีทองประกายเจิดจ้า... ทว่านี่เป็นเพียงบันทึกในตำรา เพราะรากฐานสำนักวิชาจารึกของอาณาจักรเทียนอวิ้นมีจำกัด แม้อักขระจารึกบางอย่างจะแฝงพลังธาตุทั้งห้า เช่น อักขระวารีแยก อักขระระฆังทอง แต่หวังเสวียนจีก็ยังไม่เคยได้ยินว่าอักขระจารึกของใครสามารถเปลี่ยนสีศาสตราสมบัติได้ วันนี้เขาได้เห็นเป็นครั้งแรก
จอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้นมองดูชุดเกราะของตนที่กลายเป็นสีน้ำเงิน เขายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในตอนนั้นหวังเสวียนจีก้าวไปข้างหน้าด้วยความตื่นเต้น คว้าชุดเกราะมาแล้วโคจรปราณแท้เข้าไปเพื่อสัมผัสผลของอักขระจารึกนี้
จากการทดสอบนี้ หวังเสวียนจีสูดลมหายใจลึก ผลการรวบรวมปราณแท้เพิ่มขึ้นถึงสามในสิบส่วนพอดี
การเพิ่มขึ้นสามในสิบส่วนหากวางไว้บนศาสตราสมบัติทั่วไปอาจไม่นับเป็นอะไรมาก แต่ศาสตราสมบัตินี้ได้รับความเสียหายเล็กน้อย หากศาสตราอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อย่างน้อยต้องเพิ่มขึ้นถึงสามในสิบส่วนกับอีกหกส่วน (36%) แม้แต่หวังเสวียนจีลงมือวาดด้วยตนเอง บนศาสตราสมบัติที่สมบูรณ์ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็แค่สี่ในสิบส่วนกับอีกสองส่วน (42%) เท่านั้น
สามในสิบส่วนกับอีกหกส่วน ห่างจากสี่ในสิบส่วนกับอีกสองส่วนเพียงหกส่วนเท่านั้น หลินหมิงผู้นี้เพิ่งจะอายุสิบห้าปี แต่ความสำเร็จในวิชาจารึกกลับห่างจากตัวเขาที่หมกมุ่นอยู่ในวิชาจารึกมาเกือบร้อยปีเพียงเท่านี้เองหรือ?
สิ่งนี้ทำให้หวังเสวียนจีรู้สึกถึงความพ่ายแพ้อย่างลึกซึ้ง
และไม่เพียงเท่านั้น อักขระจารึกที่หลินหมิงวาด เมื่อปราณแท้ไหลผ่านอักขระนี้ มันจะเปลี่ยนเป็นม่านพลังไอเย็นน้ำแข็งโดยอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มพลังป้องกันให้กับชุดเกราะ แม้จะเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่นับว่าหาได้ยากยิ่ง อักขระจารึกเพียงตัวเดียวสร้างผลลัพธ์ได้ถึงสองอย่าง ในสำนักวิชาจารึกของอาณาจักรเทียนอวิ้น อักขระที่มีผลสองอย่างมีไม่เกินสามสิบชนิด และแต่ละชนิดมีมูลค่ามากกว่าสามพันตำลึงทองทั้งสิ้น!
อัจฉริยะปีศาจด้านวิชาจารึก ในขณะเดียวกันยังเป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ที่เข้าใจในเจตจำนงแห่งยุทธ์และมีความสามารถในการหยั่งรู้ที่น่าทึ่ง รัศมีมากมายขนาดนี้รวมอยู่ในตัวคนคนเดียว แม้แต่สวรรค์ยังต้องอิจฉา!
หวังเสวียนจีโยนชุดเกราะคืนให้จอมยุทธ์วัยกลางคนคนนั้นแล้วกล่าวว่า "ตรวจสอบดูเถิด"
จอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้นโคจรปราณแท้เข้าไปในชุดเกราะ ครู่ต่อมา ใบหน้าของเขาก็ปรากฏความปีติยินดี ในฐานะเจ้าของเกราะ เขาย่อมทราบสถานะเดิมของมันเป็นอย่างดี
"พอใจหรือไม่?" หวังเสวียนจีถามไปตามเรื่อง
"พอใจ! พอใจมาก!" จอมยุทธ์วัยกลางคนพยักหน้าไม่หยุด เมื่อเขามองไปที่หลินหมิงอีกครั้ง แววตาของเขาก็มีความเคารพขึ้นมาส่วนหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่นักจารึก จึงไม่รู้เรื่องวิชาจารึกมากนัก เขาทราบเพียงว่าเด็กหนุ่มคนนี้เก่งกาจมาก แต่เก่งถึงระดับที่ผิดมนุษย์มนาเพียงใด เขายังไม่มีมโนภาพที่ชัดเจนนัก
"นี่คือศิษย์ของประธานหวังหรือ? ช่างเป็นอาจารย์ชื่อดังย่อมมีศิษย์ที่เก่งกาจจริงๆ ยอดเยี่ยมมาก! ยอดเยี่ยมมาก!"
"ศิษย์ของข้า?" หวังเสวียนจียิ้มเยาะตนเอง "ข้าไม่สามารถสอนศิษย์ที่เก่งกาจขนาดนี้ออกมาได้หรอก"
"ประธานหวังถ่อมตัวเกินไปแล้ว แต่ว่าน้องชายผู้นี้ช่างเป็นนักจารึกที่อัจฉริยะที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมาในชีวิตจริงๆ" ชายวัยกลางคนเดิมทีอยากจะกล่าวคำยกยอต่ออีกสักสองสามประโยคเพื่อทำความรู้จักกับหลินหมิง เพราะการได้รู้จักมหาจารย์จารึกที่มีศักยภาพสูงขนาดนี้ย่อมมีประโยชน์ต่อวันหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าในตอนนั้น หวังเสวียนจีกลับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "เจ้ายังมีธุระอะไรอีกหรือไม่ หากไม่มีก็ไปได้แล้ว"
จอมยุทธ์วัยกลางคนคำพูดติดอยู่ที่คอ จึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ "ถ้าอย่างนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว วันหน้าจะมาขอบคุณถึงที่" เขาเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มประจบประแจงเต็มใบหน้า
ในเวลานี้ อารมณ์ของหวังเสวียนจีกลับไม่สู้ดีนัก เดิมทีเขาเทความทุ่มเททั้งหมดไปที่หวังอวี่หาน โดยหวังจะปั้นนางให้เป็นนักจารึกที่เก่งที่สุดของอาณาจักรเทียนอวิ้นในรอบร้อยปี ทว่ากลับมีหลินหมิงจากที่ไหนไม่รู้โผล่มา ทำให้หวังเสวียนจีรู้สึกพ่ายแพ้อย่างหนัก อย่าว่าแต่หวังอวี่หานเลย แม้แต่ตัวเขาเอง เกรงว่าอีกไม่กี่ปีก็คงถูกเจ้าเด็กปีศาจคนนี้แซงหน้าไป
วิชาจารึกที่ตนศึกษามาครึ่งค่อนชีวิต มันด้อยค่าขนาดนี้เชียวหรือ? ความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นในใจของหวังเสวียนจีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลินหมิงไม่ทราบความคิดของหวังเสวียนจี เขาพักผ่อนครู่หนึ่งก็เตรียมจัดการปัญหาที่สอง ลูกค้ารายที่สองเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ดูอายุราวๆ ยี่สิบสามสิบปี ก่อนหน้านี้เขาได้เห็นวิชาจารึกที่มหัศจรรย์ราวกับเทพเจ้าของหลินหมิงมาแล้ว เมื่อเห็นหลินหมิงเรียกจึงรีบเดินเข้ามา บอกเล่าปัญหาของตนแล้ววางกองวัสดุออกมา
เมื่อเห็นวัสดุเหล่านี้ ใจของหลินหมิงก็กระตุก เป็นวัสดุหายากอีกกองหนึ่ง การเป็นนักจารึกรับเชิญนี้ช่างคุ้มค่าจริงๆ มีวัสดุล้ำค่ามากมายให้ใช้ฝึกมือ วิชาจารึกจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานคงสามารถวาดอักขระจารึกร่างได้แล้ว
...
ตลอดช่วงบ่าย หลินหมิงคอยแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยรบกวน หลินหมิงได้ขอห้องจารึกส่วนตัวจากสมาคมนักจารึก หลังจากนำวัสดุเข้าไปแล้วประตูก็จะถูกปิดลง ภายในเหลือเพียงหลินหมิงและหวังอวี่หานสองคน โดยหวังอวี่หานทำหน้าที่ปรุงวัสดุ ส่วนหลินหมิงเริ่มวาดอักขระจารึก
การวาดอักขระจารึกนั้นสิ้นเปลืองทั้งพลังวิญญาณและปราณแท้ นักจารึกระดับต่ำและระดับกลางทั่วไป วาดเพียงหนึ่งแผ่นก็แทบจะหมดแรงแล้ว นักจารึกระดับสูงและมหาจารย์จารึกก็ทำได้เพียงสองสามแผ่น หรือสี่แผ่นเท่านั้น
แต่หลินหมิงในช่วงบ่ายนี้ ได้วาดติดต่อกันไปแล้วห้าครั้ง และตอนนี้ เขากำลังจะเริ่มครั้งที่หก!
สิ่งนี้ทำให้หวังอวี่หานดูแล้วใจสั่น แม้แต่คนที่รับผิดชอบเพียงการจัดการวัสดุอย่างนางก็เริ่มจะมีปราณแท้ไม่เพียงพอแล้ว แต่หลินหมิงกลับราวกับเครื่องจักรที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ในความเป็นจริง ทุกครั้งที่วาดเสร็จ หลินหมิงก็เหนื่อยล้าอย่างมาก ในตอนนั้นเขาจะโคจรวิชา จิตวิญญาณไท่อี่ เพื่อบำรุงพลังวิญญาณที่สูญเสียไป และใช้ เคล็ดปราณแท้โกลาหล เพื่อเติมเต็มปราณแท้
...