- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคแปดศูนย์ เป็นภรรยาทหาร เลี้ยงลูกด้วยมิติจิตสุดโกง
- บทที่ 31 มาหาถึงบ้าน / บทที่ 32 ไล่ตะเพิดยัยดอกบัวขาว
บทที่ 31 มาหาถึงบ้าน / บทที่ 32 ไล่ตะเพิดยัยดอกบัวขาว
บทที่ 31 มาหาถึงบ้าน / บทที่ 32 ไล่ตะเพิดยัยดอกบัวขาว
บทที่ 31 มาหาถึงบ้าน
ฉินเสวี่ยสะพายตะกร้าเดินเท้ากว่ายี่สิบนาทีก็มาถึงหมู่บ้านใกล้เคียง หมู่บ้านแห่งนี้มีลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่าน
เธอก้าวเดินไปตามริมฝั่ง ทอดสายตามองสายน้ำใสกระจ่างจนเห็นก้นลำธาร พลันความรู้สึกสงบสายหนึ่งก็หลั่งไหลเข้ามาในใจ นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ได้เกือบเดือนแล้ว เวลาย่างกรายผ่านไปรวดเร็วนัก
ฉินเสวี่ยปลดตะกร้าสะพายหลังลง คัดเลือกหินแม่น้ำรูปทรงสวยงามขนาดเท่ากำปั้นมากองรวมกัน แล้วทยอยจัดเก็บเข้ามิติวิเศษจนได้จำนวนที่พอใจ ยามเห็นฝูงปลาตัวน้อยว่ายวนเวียนอยู่ในน้ำ เธอจึงนำตะกร้าลงไปช้อนดู ไม่นึกเลยว่าจะช้อนติดมาได้สิบกว่าตัว
เธอนำลูกปลาเหล่านั้นไปปล่อยลงในแอ่งดินเล็กๆ ที่ขุดไว้ข้างบ่อน้ำพุวิญญาณ ตั้งใจว่าขากลับไปจะขุดบ่อให้กว้างขึ้นเพื่อลองเลี้ยงดู หากพวกมันเติบโตได้ดี วันข้างหน้าเธอก็ไม่จำเป็นต้องซื้อหาปลาจากภายนอกอีก เพียงแวะเข้ามาจับในมิติก็มีกินข้ามปี คิดแล้วช่างเป็นสุขยิ่งนัก
ฉินเสวี่ยย้ายจุดเดินช้อนลูกปลาไปเรื่อยๆ จนเริ่มล้าจึงยอมหยุดมือ นำตะกร้ามาวางผึ่งแดดไว้บนหาดกรวด
เมื่อเหลือบไปเห็นเนินทรายริมตลิ่ง เธอจึงหยิบจอบและพลั่วออกจากมิติ ขุดตักทรายเก็บเข้าไปสมทบ สำหรับใช้สร้างอ่างอาบน้ำในวันข้างหน้า ขาดก็เพียงแต่ต้องแวะไปซื้อปูนซีเมนต์เพิ่มอีกหน่อยเท่านั้น เมื่อตรวจสอบของในมิติผ่านกระแสจิตเห็นว่าทั้งหินและทรายมีปริมาณเพียงพอแล้ว จึงจัดแจงเก็บข้าวของมุ่งหน้ากลับค่ายทหาร
ฉินเสวี่ยนึกชมตัวเองในใจว่านับวันเธอยิ่งหยิบจับทำงานเก่งขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเธอยังไม่แน่ใจว่าภูมิหลังด้านการศึกษาของร่างเดิมนี้จบชั้นไหนมา หากพอมีพื้นฐานอยู่บ้าง
เธออาจจะลองหาตำรามาอ่านทบทวน เพื่อเตรียมตัวเข้าสอบแข่งขันมหาวิทยาลัย (เกาข่าว) ดูสักตั้ง ในยุคสมัยนี้ นักศึกษามหาวิทยาลัยถือเป็นบุคคลเนื้อหอมที่ผู้คนให้ความนับถือ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสำเร็จการศึกษา รัฐยังมีตำแหน่งงานรองรับให้อีกด้วย
บางทีเธออาจจะเลือกสอบเข้าวิทยาลัยแพทย์ทหาร เพื่อจะได้กลับไปประกอบอาชีพหมอที่ตนเองเชี่ยวชาญในชาติก่อน วันข้างหน้าหากต้องนำวิชาความรู้ทางการแพทย์ออกมาใช้ จะได้มีที่มาที่ไปรองรับอย่างสมเหตุสมผล
เมื่อเห็นว่าเป็นความคิดที่ไม่เลว ฉินเสวี่ยจึงตัดสินใจอย่างเบิกบานใจว่า รอให้กิจการร้านเสื้อผ้าเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยเมื่อไหร่ เธอจะเริ่มเสาะหาหนังสือมาอ่านเตรียมสอบทันที!
เธอกลับถึงบ้านด้วยอารมณ์สุนทรีย์ จัดแจงจุดเตาทำอาหารอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก มันฝรั่งผัดพริกหยวกซอยรสเปรี้ยวเผ็ด แกงจืดมะเขือเทศใส่ไข่ และข้าวสวยร้อนๆ หนึ่งถ้วยก็ถูกจัดวางลงบนโต๊ะ
ฉินเสวี่ยแก้ผ้ากันเปื้อนออก นั่งลงจับตะเกียบเตรียมจะลงมือทานข้าว ทว่าจู่ๆ เสียงเคาะประตูบ้านก็พลันดังขึ้น เธอได้แต่ตั้งคำถามในใจว่าใครกันมาชวนทะเลาะเวลากินข้าวเช่นนี้ จึงจำต้องวางถ้วยข้าวลงแล้วเดินไปเปิดประตู สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือยัยดอกบัวขาวนามว่าไป๋จิ้งที่เพิ่งพานพบกันเมื่อช่วงบ่ายนั่นเอง
“ฉินเสวี่ย ฉันมาหาแล้วจ้ะ!” ไป๋จิ้งเอ่ยปากพลางเอียงตัวแทรกผ่านไหล่ของฉินเสวี่ยเบียดเข้าสู่ภายในบ้านทันที
กลิ่นหอมของกับข้าวบนโต๊ะโชยมาแตะจมูก ทำเอาไป๋จิ้งนึกอยากร่วมโต๊ะด้วยใจจะขาด!
“ฉินเสวี่ย เธอยังไม่ได้กินข้าวหรอกเหรอ”
ฉินเสวี่ยลอบกลอกตาในใจ นี่มันคำถามประเภทรอบรู้อยู่แล้วแต่ยังแกล้งถามชัดๆ “ค่ะ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
เธอลงกลอนประตูแล้วเดินกลับมานั่งทานข้าวต่อโดยไม่สนสีหน้าของอีกฝ่าย วันนี้ต้องออกแรงตรากตรำไปครึ่งค่อนวัน ท้องไส้ของเธอจึงประท้วงด้วยความหิวโหยตั้งนานแล้ว
“เอ่อ... ก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอกจ้ะ พอดีไม่ได้เจอหน้ากันนาน ฉันเลยแวะมาเยี่ยมดูอาการน่ะ” ไป๋จิ้งนึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ
ไม่เห็นหรืออย่างไรว่าคนยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคน!
จะกินข้าวทั้งทียังไม่คิดจะเอ่ยปากชวนกันตามมารยาทสักคำ! หากฉินเสวี่ยล่วงรู้สิ่งที่อยู่ภายในหัวของไป๋จิ้ง คงได้หัวร่อใส่หน้าให้อีกฝ่ายอับอายไปแล้ว ช่างเป็นคนทีหน้าใหญ่ใจโตเสียจริง!
“อ๋อ ฉันสบายดีค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คุณกลับไปเถอะ”
ฉินเสวี่ยคร้านจะเสียเวลาปั้นหน้าต้อนรับยัยดอกบัวขาวตนนี้ สู้เอาเวลาไปนั่งวาดแบบแปลนร้านเสื้อผ้าเพิ่มสักสองสามใบยังจะเกิดประโยชน์เสียกว่า
“เธอ... ฉินเสวี่ย เธอกำลังโกรธฉันอยู่ใช่ไหมจ๊ะ เคืองใช่ไหมที่ตอนเธอประสบอุบัติเหตุนอนโรงพยาบาลแล้วฉันไม่ได้แวะไปเยี่ยมเลย... ช่วงนั้นฉันติดตารางซ้อมการแสดงของกองดุริยางค์ทหารจริงๆ
ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากไปนะ ทางหน่วยงานเขาเข้มงวดมาก ลาหยุดไม่ได้เลยสักวัน ยอมยกโทษให้ฉันเถอะนะ อย่าโกรธกันเลยนะจ๊ะ” ความจริงแล้วยามนั้นไป๋จิ้งไม่ได้ขาดเหลือเวลาทว่าเธอขวัญเสียต่างหาก!
แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่ฝีมือของเธอที่ลงมือผลักฉินเสวี่ยตกน้ำ ทว่าเธอเป็นประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างกับตา ด้วยความหวาดกลัวว่าหากอีกฝ่ายสิ้นใจไปตนเองจะต้องพลอยรับบาปและโดนหางเลขไปด้วย เธอจึงเลือกที่จะกบดานเงียบไม่ยอมโผล่หน้าไป
ใครจะไปคาดคิดว่าฉินเสวี่ยจะดวงแข็งปานนี้ นอกจากจะไม่ตายแล้ว ยามนี้กลับยิ่งดูผุดผ่องงดงามขึ้นเป็นกอง ประจวบเหมาะกับเงินทองในกระเป๋าของเธอเริ่มขัดสนเต็มทน จึงจำเป็นต้องบากหน้ามาหาฉินเสวี่ยถึงที่นี่
เธอหวังใจว่าฉินเสวี่ยจะยังคงเป็นยัยคนซื่อบื้อคนเดิมที่ยอมประเคนเงินทองและคูปองต่างๆ ให้เธอใช้สอยง่ายๆ เหมือนในอดีต รวมถึงได้มาฝากท้องกินข้าวฟรีที่บ้านหลังนี้ด้วย ทว่าลางสังหรณ์บางอย่างกลับบอกเธอว่า ฉินเสวี่ยในยามนี้ดูแปลกแยกราวกับเป็นคนละคน!
“เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้โกรธคุณเลย อีกอย่างคุณก็เห็นอยู่ว่าโม่หลินออกไปปฏิบัติภารกิจลับตั้งนานแล้วยังไม่มีวี่แววจะกลับมา ตัวฉันเองก็เป็นหญิงมีครรภ์ โบราณว่าคนท้องโมโหบ่อยๆ จะส่งผลไม่ดีต่อเด็กในครรภ์ ฉันเลยไม่เคยเก็บเรื่องหยุมหยิมพวกนี้มาใส่ใจ คุณสบายใจได้เลยค่ะ” ฉินเสวี่ยจ้องมองไป๋จิ้ง ตาเขม็ง นึกอยากรู้นักว่ายัยคนนี้จะขุดข้ออ้างอะไรมาตอแยเธอต่ออีก
“เธอไม่โกรธก็ดีแล้วจ้ะ ฉันบอกแล้วไงว่าพวกเราเป็นเพื่อนสนิทกัน เธอจะมาผิดใจกับฉันด้วยเรื่องขี้ผงแค่นี้ได้ยังไงกัน ฉินเสวี่ยเธอนี่ดีที่สุดเลย! จริงสิ... ฉันแอบได้ยินพวกสะใภ้ทหารคนอื่นคุยกันว่า ช่วงนี้เห็นเธอเดินทางเข้าตัวอำเภอบ่อยๆ มีธุระอะไรด่วนงั้นเหรอจ๊ะ”
ไป๋จิ้งพยายามเลียบเคียงถาม เพราะความจริงตัวเธอเองก็เคยบังเอิญเห็นฉินเสวี่ยเดินออกจากค่ายทหารอยู่หลายหน เพียงแต่ทุกครั้งเธอจะเลือกหลบมุมไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็นเท่านั้น
“ความจริงก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ช่วงนี้ฉันกำลังตระเวนหางานทำอยู่ คุณก็รู้ว่าโม่หลินไปทำภารกิจข้างนอกนานขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่ ตัวฉันเองก็ไม่มีงานทำ ไร้รายได้จรรโลงชีวิต แถมยังอุ้มท้องอยู่อีก ซ้ำร้ายเงินทองก็เริ่มร่อยหรอเต็มทน คนเราย่อมต้องดิ้นรนหาเงินมาซื้อข้าวกินประทังชีวิตจริงไหมคะ... เอาแบบนี้ไหมคะ คุณพอจะมีเงินให้ฉันหยิบยืมสักก้อนไหมล่ะ วันข้างหน้าหากฉันหางานทำได้และมีเงินเดือนมั่นคงแล้วจะรีบนำมาคืนให้ หรือไม่ก็รอให้โม่หลินกลับมาก่อน แล้วฉันค่อยขอเงินเขามาใช้คืนคุณ”
ฉินเสวี่ยเอ่ยปากขอยืมเงินกลับทันควัน เธอนึกอยากจะรู้นักว่าหากโดนต้อนด้วยวิธีนี้ ยัยดอกบัวขาวตรงหน้าจะยังคงหนาหน้าทนปักหลักอยู่ต่อได้อีกอย่างไร!
(จบบท)
…
บทที่ 32 ไล่ตะเพิดยัยดอกบัวขาว
ไป๋จิ้งเริ่มทนปักหลักอยู่ต่อไม่ไหว เดิมทีเธอตั้งใจจะแวะมาสูบผลประโยชน์จากฉินเสวี่ยเหมือนเคย ทว่ายามนี้กลับกลายเป็นฝ่ายโดนเอ่ยปากขอยืมเงินเสียอย่างนั้น เรื่องอะไรเธอต้องให้ยืมด้วยล่ะ?
ดูเหมือนไป๋จิ้งจะลืมไปเสียสนิทว่าในอดีตเธอเคยหยิบยืมเงินทองจากฉินเสวี่ยไปตั้งเท่าไหร่และไม่เคยคิดจะชดใช้คืนแม้แต่หยวนเดียว การจะมาใช้ฝีปากหลอกล่อฉินเสวี่ยในยามนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เพราะเธอหารู้ไม่ว่าฉินเสวี่ยคนปัจจุบันไม่ใช่คนเดิมให้ใครมาปั่นหัวได้ง่ายๆ อีกแล้ว!
และก็นับเป็นโชคดีที่ฉินเสวี่ยไม่มีความทรงจำของร่างเดิม มิฉะนั้นหากเธอรู้ความจริงเข้า มีหรือที่ไป๋จิ้งจะยังมายืนลอยหน้าลอยตาพูดจาไร้สาระอยู่ตรงนี้ได้ คงโดนฉินเสวี่ยหาวิธีดัดหลังพร้อมทวงเงินทองและคูปองทั้งหมดคืนมานานแล้ว!
“เอ่อ... ฉินเสวี่ย ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากให้เธอยืมหรอกนะ เธอก็รู้ว่าฉันได้เบี้ยหวัดแต่ละเดือนแค่ไม่เท่าไหร่ พอเงินออกก็ต้องรีบส่งกลับไปจุนเจือทางบ้านทันที ตัวฉันเองเลยไม่มีเงินเก็บไว้กับตัวเลยน่ะจ้ะ” ไป๋จิ้งแก้ตัวน้ำขุ่นๆ พลางนึกในใจว่า ต่อให้มี ฉันก็ไม่มีวันยอมให้คนเซ่ออย่างเธอยืมหรอก!
ตอนนี้เธอคงต้องล่าถอยกลับไปก่อน รอให้ผู้บังคับกองพันฉู่และคนอื่นๆ กลับมาจากภารกิจเมื่อไหร่ค่อยแวะมาใหม่ ถึงตอนนั้นเมื่อผู้บังคับกองพันฉู่ได้เห็นเธอ ย่อมต้องนึกรังเกียจและเขี่ยผู้หญิงอย่างฉินเสวี่ยทิ้งแน่!
ต้องยอมรับเลยว่าคนบางคนช่างไร้ความสำนึกและไม่มีความเจียมตัวเอาเสียเลย ในอดีตยามที่ฉินเสวี่ยคนเดิมยังสนิทสนมกับไป๋จิ้ง เธอมักจะมาคลุกคลีอยู่ที่บ้านหลังนี้บ่อยๆ และใช่ว่าไม่เคยพบเจอฉู่โม่หลิน ทว่าชายหนุ่มกลับไม่เคยชายตามองเธอเลยสักครั้ง ยิ่งตอนนี้ฉินเสวี่ยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มีหรือจะปล่อยให้ผู้หญิงคนไหนมาอ่อยสามีถึงในบ้าน สิ่งที่ไป๋จิ้งวาดฝันไว้จึงเป็นได้เพียงแค่ความเพ้อเจ้อเท่านั้น
“อ้อ... เป็นอย่างนั้นหรอกเหรอคะ ฉันก็คิกว่าจะพอหยิบยืมจากคุณได้บ้าง ในเมื่อไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ เพียงแต่เงินที่โม่หลินทิ้งไว้ให้มันเหลืออยู่นิดเดียวเอง ฉันยังนึกสงสัยอยู่เลยว่าเงินมันหายไปไหนหมด หรือว่าจะมีใคร...” ฉินเสวี่ยทิ้งท้ายประโยคไว้เป็นนัยพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
จากพฤติกรรมของไป๋จิ้ง เธอคาดเดาว่ายัยดอกบัวขาวคนนี้ต้องเคยสนิทชิดเชื้อและหลอกเอาเงินจากร่างเดิมไปไม่น้อย หากพูดจาหยั่งเชิงดูสักหน่อย บางทีอาจจะขุดคุ้ยความลับอะไรบางอย่างออกมาได้
“ฉินเสวี่ย! พอดีฉันเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระด่วนต้องไปจัดการ ขอตัวก่อนนะ วันหลังถ้าเธอว่างก็แวะไปหาฉันที่กองดุริยางค์ทหารได้นะจ๊ะ!” ไป๋จิ้งรีบเอ่ยลาด้วยท่าทีลนลานเพราะกลัวว่าจะโดนทวงเงินคืนจนความแตก
ฉินเสวี่ยทอดสายตามองตามแผ่นหลังที่รีบร้อนจากไปด้วยแววตารู้เท่าทัน ดูท่าเรื่องนี้จะมีเงื่อนงำที่เธอไม่รู้ซ่อนอยู่จริงๆ ด้วย
จะหาวิธีขุดคุ้ยมันออกมาอย่างไรดีนะ... แต่ช่างเถอะ เลิกล้มความสนใจไว้ก่อน ไว้มีโอกาสค่อยว่ากันใหม่ ตอนนี้เธอมีเรื่องสำคัญกว่าต้องจัดการ
เมื่อทานข้าวคำสุดท้ายเสร็จและดื่มซุปจนหมดถ้วย ฉินเสวี่ยก็จัดแจงเก็บกวาดถ้วยตะกาล้างทำความสะอาด แล้วจึงแฝงจิตเข้าไปสำรวจลูกปลาในมิติวิเศษ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะระลอกคลื่นพลังในมิติหรืออย่างไร เธอรู้สึกว่าลูกปลาเหล่านี้ดูจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วผิดหูผิดตา
เธอลองใช้มือช้อนลูกปลาขึ้นมาดูตัวหนึ่ง มันเติบโตขึ้นจากเดิมเล็กน้อยจริงๆ มิติแห่งนี้ช่างอัศจรรย์เหนือธรรมชาติเสียจริง ดีเหลือเกิน... อีกไม่นานเธอคงมีปลาสดๆ ไว้ทานประทังชีวิตแล้ว
ฉินเสวี่ยวางปลาลงในน้ำตามเดิม ก่อนจะหยิบจอบไปเลือกทำเลเหมาะๆ เพื่อลงมือขุดบ่อน้ำขนาดกว้างสามเมตรลึกหนึ่งเมตรขึ้นมา จากนั้นเดินถือมีดตรงไปยังป่าไผ่ ตัดลำไม้ไผ่มาสองท่อน
ทะลวงข้อปล้องตรงกลางออกให้โล่ง แล้วนำไปต่อพ่วงเพื่อดึงน้ำพุวิญญาณให้ไหลรินลงสู่บ่อปลาที่เพิ่งขุดเสร็จ เมื่อเห็นสายน้ำค่อยๆ ไหลเอื่อยลงไป เธอก็ตักลูกปลาทั้งหมดมาปล่อยลงบ่อแล้วปล่อยให้พวกมันอยู่ตามธรรมชาติ
จากนั้น ฉินเสวี่ยนำหินแม่น้ำที่เก็บมาเมื่อกลางวันมาจัดเรียงปูพื้นอ่างอาบน้ำทีละก้อนจนชิดติดกัน หินแต่ละก้อนมีเฉดสีที่แตกต่าง เมื่อนำมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันจึงดูงดงามราวกับภาพวาด
ทว่าผนังอ่างยังจำเป็นต้องใช้ปูนซีเมนต์มาฉาบเคลือบ มิฉะนั้นหากปล่อยน้ำพุวิญญาณเข้ามา น้ำคงกลายสภาพเป็นน้ำโคลนขุ่นมัวแน่ คิดได้ดังนั้นเธอก็ตระหนักว่าพรุ่งนี้ต้องเดินทางเข้าตัวอำเภอเพื่อไปหาช่างมารีโนเวทร้านอยู่แล้ว ค่อยแวะซื้อกลับมาพร้อมกัน
เธอเอ่ยฝากฝังกับเสวี่ยหลิงว่าหากน้ำในบ่อปลาเริ่มเต็มความจุให้ช่วยปิดทางน้ำอย่าปล่อยให้ไหลเอ่อล้น จากนั้นจึงอาบน้ำชำระล้างร่างกายและเอนกายลงนอนบนเตียง ก่อนจะจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินเสวี่ยจัดเตรียมม้วนแบบแปลนดีไซน์ร้านและพิมพ์เขียวเสื้อผ้าแยกใส่กระเป๋าไว้เป็นสัดส่วนเรียบร้อยแล้วจึงก้าวเท้าออกจากบ้าน เธอตั้งใจจะเดินทางไปหาอะไรทานในตัวอำเภอแทนการลงมือทำอาหารเอง จึงมุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อเติมพลังให้เต็มอิ่มเป็นอันดับแรก
ซาลาเปาไส้หมูสับหนึ่งลูก น้ำเต้าหู้หนึ่งแก้ว และปาท่องโก๋อีกหนึ่งตัว... สำหรับฉินเสวี่ยแล้ว นี่คือหนึ่งในเมนูอาหารเช้าที่ยอดเยี่ยมที่สุดของชาวจีน เธอนั่งทานอาหารเช้าอย่างละเมียดละไมจนอิ่มท้อง จากนั้นจึงออกเดินทางไปหาหลี่เจ่าตามนัดหมาย
เมื่อไปถึงบ้านก็ประจวบเหมาะกับเวลาที่พวกของหลี่เจ่าทานอาหารเช้าเสร็จพอดี อันห่าวจัดแจงวางแก้วน้ำชาลงตรงหน้าฉินเสวี่ยก่อนจะชวนคุยด้วยท่าทีเป็นกันเอง
“ฉันชื่ออันห่าว เป็นภรรยาของหลี่เจ่าค่ะ ฉันได้ยินจากปากของเจ่าจื่อว่า เรื่องผักสดล็อตก่อนต้องขอบใจคุณมากจริงๆ ที่ช่วยให้พวกเราส่งสินค้าไปทางใต้ได้ทันท่วงที คุณช่างเก่งกาจเหลือเกิน ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเหลือธุรกิจของสามีฉันไว้”
ในตอนนี้เองที่ฉินเสวี่ยเพิ่งได้รับรู้ว่าผู้หญิงท่าทางคนนี้แท้จริงแล้วคือภรรยาของหลี่เจ่า มิน่าเล่า... ยามที่แวะมาเยือนคราวก่อน อีกฝ่ายถึงได้มีสีหน้าท่าทางแปลกๆ ไป
วันนี้ฉินเสวี่ยยังคงสวมใส่ชุดสูทสากลตัวเดิมเหมือนครั้งที่แล้ว ทว่าท่าทีของอันห่าวที่มีต่อเธอกลับเปลี่ยนเป็นอบอุ่นและต้อนรับขับสู้ขึ้นมาก คงเป็นเพราะล่วงรู้แล้วว่าผักสดล็อตใหญ่เหล่านั้นมีเธอเป็นผู้จัดส่งนั่นเอง
ฉินเสวี่ยเข้าใจดีว่าครั้งก่อนอันห่าวคงแอบเข้าใจผิดคิดว่าเธอมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหลี่เจ่า ทว่าด้วยกิริยามารยาทและการอบรมสั่งสอนที่ดีเยี่ยม
หญิงสาวจึงไม่ได้แสดงท่าทีก้าวร้าวหรือหักหน้าเธอ และเมื่อความจริงกระจ่างชัดว่าเธอและหลี่เจ่าเป็นเพียงคู่ค้าทางธุรกิจ ทัศนคติจึงแปรเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก... เพราะไม่ว่าใครหากได้เห็นผู้หญิงแต่งตัวสวยงามทันสมัยแวะมาหาผู้เป็นสามีถึงบ้าน โดยที่ตัวภรรยาเองไม่เคยรู้จักมาก่อน
ย่อมต้องเกิดความรู้สึกระแวงและไม่สบายใจเป็นธรรมดา ฉินเสวี่ยจึงไม่ได้เก็บเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้มาใส่ใจ
(จบบท)