- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุค 80 ขอใช้ความทรงจำพลิกชะตา
- บทที่ 44 - งานสัมมนากวีนิพนธ์
บทที่ 44 - งานสัมมนากวีนิพนธ์
บทที่ 44 - งานสัมมนากวีนิพนธ์
บทที่ 44 - งานสัมมนากวีนิพนธ์
"ผมกลับชอบของกู้เฉิงมากกว่านะ" ชายหนุ่มพูดแทรกขึ้นมาอีก "โดยเฉพาะท่อนที่ว่า 'ราตรีมอบดวงตาสีนิลให้แก่ฉัน ทว่าฉันกลับใช้มันเพื่อค้นหาแสงสว่าง' มันเขียนได้บาดลึกจริงๆ"
"ผมว่านะ บทกวีท่อนนี้ของกู้เฉิง น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวีท่อนหนึ่งใน 'บทกวีตำรวจแห่งสเปน' ของลอร์กา กวีชาวสเปนที่ว่า: 'ในค่ำคืนทองคำขาวนี้ ราตรีจึงถูกย้อมด้วยสีแห่งราตรี' แต่ก็ถือว่าศิษย์คิดล้างครู ทำได้เหนือกว่าต้นฉบับซะอีกนะ" เซี่ยหงจวินยิ้มและพูดเสริมขึ้นมา
"โหย... ขนาดบทกวีของลอร์กานายก็เคยอ่านด้วยเหรอ? เจ๋งว่ะ!" ชายหนุ่มยกนิ้วโป้งให้
ดวงตาของซ่งเจินเจินที่อยู่ข้างๆ ทอประกายวิบวับขึ้นมาทันที เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันคนนี้ เก่งไม่ใช่เล่นเลยแฮะ... อย่างน้อยๆ เธอก็ไม่เคยอ่านผลงานอะไรของลอร์กาเลย
น่าละอายจริงๆ
ผมก็แค่อ่านเจอในเน็ตตอนชาติที่แล้วโดยบังเอิญเท่านั้นแหละ ไม่ได้อ่านเนื้อหาทั้งหมดด้วยซ้ำ... พอได้ยินชายหนุ่มคนนี้พูดถึงบทกวีบทนี้ เขาก็เลยพูดต่อยอดไปเรื่อยเปื่อย
ยังดีนะที่ในยุคนี้ยังไม่มีแฟนคลับประสาทแดกที่ยอมเปิดศึกฉะแหลกแบบไม่ลืมหูลืมตาเพื่อปกป้องศิลปินในดวงใจเหมือนในยุคอนาคต
ทุกคนล้วนมาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือเพื่อความรักและความหลงใหลในบทกวีนิพนธ์!
ตอนนั้นเอง ผู้ชายที่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็เดินมาเปิดประตูชั้นล่าง บรรดาวัยรุ่นในลานต่างกรูกันเข้าไป แต่ก็ถูกขวางไว้ รปภ. บอกกับทุกคนว่า ถ้าจะมารอใครให้รออยู่ข้างล่าง วันนี้ผู้บริหารแจ้งมาว่า ห้ามบุคคลภายนอกขึ้นไปข้างบนเด็ดขาด
เซี่ยหงจวินเบียดเข้าไปข้างหน้า ล้วงบัตรเชิญออกจากกระเป๋าสีเหลือง รปภ. ดูแล้วก็พยักหน้าให้เขาขึ้นไปได้
พอเห็นแบบนี้ คนที่ยืนอยู่ข้างหลังก็เริ่มโวยวายทันที "เฮ้ย ทำไมหมอนั่นขึ้นไปได้ แล้วพวกเราขึ้นไม่ได้ล่ะ? หมอนั่นเป็นญาติผู้บริหารของพวกคุณเหรอ?"
"นั่นสิ เรื่องแค่นี้ยังต้องใช้เส้นสายกันอีกเหรอ?!" มีคนสนับสนุนทันที
ใครจะไปคิดว่า รปภ. จะทำหน้าขรึม "นี่คุณ เขาจะเป็นญาติผู้บริหารหรือเปล่าผมไม่รู้หรอกนะ แต่เขามีบัตรเชิญเข้าร่วมประชุมสัมมนามาด้วย! ถ้าคุณมีปัญญาเอาบัตรเชิญมาโชว์ได้ ผมก็จะให้คุณขึ้นไปเดี๋ยวนี้เลย!"
"บัตรเชิญ?!"
ทุกคนได้ยินแล้วก็พากันตกตะลึง
คนหน้าตาเหมือนเด็กนักเรียนเนี่ยนะ จะได้เข้าร่วมงานสัมมนากวีนิพนธ์? หลายคนยังไม่อยากจะเชื่อ แต่บางคนก็เริ่มนึกอะไรขึ้นมาได้
"พี่ครับ เขาชื่ออะไรเหรอครับ?"
รปภ. เกาหัวแกรกๆ "เหมือนจะชื่อ... ชื่อเซี่ยหงจวินมั้ง!"
เซี่ยหงจวิน?
เขาเองหรอกเหรอ!
คนที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาผู้ชนะการประกวดครั้งนี้! นักเรียน ม.6 ที่คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง! แถมยังตีคู่สูสีมากับกู้เฉิงผู้โด่งดังอีกด้วย!
ฝูงชนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
ซ่งเจินเจินยืนอึ้งไปเลย
เขาคือเซี่ยหงจวินเหรอเนี่ย?
ไม่เห็นเหมือนที่เธอจินตนาการไว้เลยสักนิด
ในความคิดของเธอ เด็กหนุ่มที่สามารถเขียนบทกวีได้งดงามไร้ที่ติขนาดนี้ จะต้องเป็นคนใส่แว่นตา รูปร่างผอมบาง หน้าตาซีดเซียว และมีแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยสิ...
แต่หมอนี่ กลับใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวคลุมทับด้วยชุดทหารสีเขียว บนใบหน้ามีรอยยิ้มประดับอยู่ เป็นหนุ่มน้อยผู้ร่าเริงสดใสชัดๆ
ผอมน่ะก็ผอมอยู่หรอก แต่หน้าตามีเลือดฝาด แถมแววตาก็ไม่ได้ดูโศกเศร้าเลยสักนิด ตรงกันข้าม ตอนที่มองเธอกลับดูจะแฝงแววตากรุ้มกริ่มซะด้วยซ้ำ...
ชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาทักทายเซี่ยหงจวินเมื่อกี้ก็ตกใจจนแทบหงายหลัง
เมื่อกี้ตอนที่ได้ยินอีกฝ่ายบอกว่าเป็นเด็ก ม.ปลาย เขาก็เผลอทำตัวข่มด้วยความรู้สึกเหนือกว่าโดยไม่รู้ตัว
แต่นึกไม่ถึงว่า อีกฝ่ายกลับเป็นนักเรียนมัธยมที่เจ๋งที่สุดในวงการกวีนิพนธ์!
แถมประโยคสุดท้ายที่ตัวเองพูดไปว่า "ถ้าผมเป็นผู้หญิงนะ ผมจะตามจีบเขายันลูกบวชเลย" ถึงมันจะเป็นคำพูดติดตลก แต่พอมานึกย้อนดูตอนนี้ มันชวนให้รู้สึกเขินๆ ยังไงชอบกล
โอย... ขายหน้าชะมัด!
เซี่ยหงจวินขึ้นไปที่ชั้นสาม ผ่านไปไม่ถึงสองนาทีก็มีเจ้าหน้าที่ของสำนักพิมพ์เดินเข้ามาทักทาย พอเขาแนะนำตัวเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็ต้อนรับขับสู้เชิญเขาเข้าไปในห้องประชุมทันที
ไม่นาน ผู้เข้าร่วมสัมมนาก็ทยอยกันเข้ามาในห้องประชุม บรรยากาศเริ่มคึกคัก มีการแนะนำตัวทำความรู้จักกัน บางคนก็รู้จักมักคุ้นกันอยู่แล้ว บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง
ในฐานะผู้ได้รับรางวัลที่อายุน้อยที่สุด เซี่ยหงจวินย่อมตกเป็นเป้าสายตา มีหลายคนเดินเข้ามาทักทายเขาก่อน เขาก็ตอบกลับทุกคำถามด้วยท่าทีถ่อมตน
ตอนนั้นเอง ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบกว่าสวมเสื้อไหมพรมสีเทาก็เดินเข้ามา ใบหน้าของเขาค่อนข้างซีดเซียว และที่สะดุดตาที่สุดคือบนหัวของเขาสวมหมวกรูปทรงประหลาดๆ อยู่ด้วย
กู้เฉิง!
เซี่ยหงจวินจำเขาได้ทันที
มีคนเดินเข้าไปทักทายเขาทันที คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ได้รับรางวัลชมเชย และหลายคนก็เป็นแฟนคลับของกู้เฉิงด้วย
กู้เฉิงตอบรับด้วยรอยยิ้มที่ดูขัดเขินเล็กน้อย
เซี่ยหงจวินไม่ได้ขยับตัว
เขาชอบบทกวีที่กู้เฉิงแต่ง แต่เขาไม่ชอบคนคนนี้
ถือเป็นผู้ชายเฮงซวยตัวพ่อเลย มีภรรยาที่รักเขามากอยู่แล้วแท้ๆ ดันมีเมียน้อยอีก แถมที่น่ารังเกียจที่สุดคือ ถึงขั้นลงมือฆ่าภรรยาที่รักตัวเองกับมือ
ไม่ว่าทั้งสองคนจะมีความบาดหมางหรือเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรกัน แต่จุดนี้ยังไงก็ให้อภัยไม่ได้เด็ดขาด
กู้เฉิงเห็นเซี่ยหงจวินนั่งนิ่งไม่ยอมลุก จึงยิ้มให้เขา แววตาของเขาแฝงไปด้วยความไร้เดียงสาเหมือนเด็กๆ
เซี่ยหงจวินจึงต้องพยักหน้าตอบรับตามมารยาท
น่าเสียดายรอยยิ้มอันไร้เดียงสานี้จริงๆ ใครจะรู้ว่าลึกๆ ในใจกลับซ่อนปีศาจร้ายเอาไว้
ตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนสวมเสื้อโค้ทสีเทาก็เดินเข้ามา รูปร่างผอมบาง สายตาคมกริบเย็นชา
เป่ยเต่า!
ไอดอลของตัวเองมาแล้ว เซี่ยหงจวินรีบลุกขึ้นยืนทันที
ที่เขาชอบเป่ยเต่า นอกจากเรื่องบทกวีแล้ว เขายังเลื่อมใสในบุคลิกภาพและความเด็ดเดี่ยวแบบปัญญาชนที่ห่วงใยในชะตากรรมของบ้านเมืองและประชาชนที่มีอยู่ในตัวเขาด้วย
เป่ยเต่าในตอนนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในวงการกวีนิพนธ์ มีคนเข้าไปทักทายเขามากมาย เซี่ยหงจวินก็เบียดเข้าไปขอจับมือด้วย
"สวัสดีครับอาจารย์เป่ยเต่า ผมเซี่ยหงจวินครับ" เซี่ยหงจวินแนะนำตัวอย่างกระตือรือร้น
เป่ยเต่ามองประเมินเซี่ยหงจวินตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมกลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น "เสี่ยวเซี่ย ฉันไม่กล้ารับคำว่าอาจารย์จากนายหรอกนะ แค่บทกวี 'ในกระจก' ของนาย ก็มีกลิ่นอายของ 'ตรอกสายฝน' แฝงอยู่แล้ว มีคนบอกว่านายได้รับสืบทอดวิชามาจากไต้วั่งชูมาเต็มๆ เลยนะ"
"อาจารย์เป่ยเต่า ประเมินผมสูงเกินไปแล้วครับ" เซี่ยหงจวินรู้สึกละอายใจ
"นี่ เป่ยเต่า กับเสี่ยวเซี่ย พวกนายคนนึงได้ที่หนึ่ง คนนึงได้ที่สอง จะมาถ่อมตัวอะไรกันนักหนา ปล่อยให้พวกเราที่ได้แค่รางวัลชมเชยนั่งมองตาปริบๆ หรือไง?" ชายอายุราวสามสิบต้นๆ คนหนึ่งพูดขึ้น
พอเขาพูดแบบนี้ ทุกคนก็พากันหัวเราะร่วน บรรยากาศผ่อนคลายลงมาก
การมอบรางวัลครั้งนี้มีผู้ได้รับรางวัลทั้งหมด 20 คน แต่มาร่วมงานแค่ 12 คน ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่อยู่ในเยียนจิงและบริเวณใกล้เคียง เพราะยังไงซะก็ต้องออกค่าเดินทางเอง ส่วนพวกกวีมักจะมีแต่กระเป๋าแบนแฟนทิ้งกันทั้งนั้น ชูถิงที่อยู่ไกลถึงเซี่ยเหมินและได้รับรางวัลที่สามจึงไม่ได้มาร่วมงาน ซึ่งทำให้เซี่ยหงจวินรู้สึกเสียดายมาก
นอกจากเป่ยเต่าแล้ว เซี่ยหงจวินก็ชอบบทกวีของชูถิง มันเต็มไปด้วยความโรแมนติกและอุดมคติ ความรักที่มีต่อปิตุภูมิ ต่อชีวิต ต่อความรัก และต่อผืนแผ่นดิน มันทั้งอบอุ่นอ่อนโยนและแฝงไปด้วยความเร่าร้อน ซึ่งแตกต่างจากสไตล์ของกวีกลุ่มกวีนิพนธ์กำกวมคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะบทกวี "แด่ต้นโอ๊ก" เซี่ยหงจวินชอบมากเป็นพิเศษ
ผ่านไปครู่หนึ่ง บรรดาผู้อาวุโสก็เดินเรียงแถวเข้ามาในห้อง ห้องประชุมเงียบกริบลงทันที พวกท่านคือบรรดาปรมาจารย์แห่งคณะกรรมการตัดสินนั่นเอง
หลังจากพิธีต้อนรับสั้นๆ ทุกคนก็แนะนำตัวกันอีกรอบ งานสัมมนาก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ภายใต้หัวข้อ "พัฒนาการและทิศทางของกวีนิพนธ์จีน"
หัวข้อค่อนข้างกว้างและครอบคลุมมาก
ตอนแรกเซี่ยหงจวินนึกว่าทุกคนจะสงวนท่าที เกรงอกเกรงใจกันเหมือนที่เคยเห็นในงานสัมมนาตามทีวีในโลกอนาคต แต่นึกไม่ถึงว่า ทุกคนจะแย่งกันแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน ถึงขั้นถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดงในบางประเด็นเลยทีเดียว
นี่คือยุคสมัยที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์และการปะทะกันของความหลงใหลอย่างแท้จริง
การประชุมสัมมนาในช่วงเช้าใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อถึงเวลา 11:30 น. เซ่าเสียง ผู้ดำเนินการประชุม ก็ประกาศพักการประชุมชั่วคราว และชวนทุกคนไปกินข้าวที่ร้านอาหาร
เซี่ยหงจวินเดินออกจากห้องประชุม ก็เห็นว่าข้างล่างยังมีวัยรุ่นยืนออกันอยู่เพียบ และซ่งเจินเจินก็ยังรออยู่ข้างล่างด้วย
(จบแล้ว)