- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุค 80 ขอใช้ความทรงจำพลิกชะตา
- บทที่ 43 - พบซ่งเจินเจินครั้งแรก
บทที่ 43 - พบซ่งเจินเจินครั้งแรก
บทที่ 43 - พบซ่งเจินเจินครั้งแรก
บทที่ 43 - พบซ่งเจินเจินครั้งแรก
พวกเขารู้สึกสนใจที่เห็นวัยรุ่นอายุเท่าเซี่ยหงจวินเดินทางด้วยรถไฟตามลำพัง แถมยังนั่งตู้นอนชั้นนุ่มอีกต่างหาก จึงเริ่มชวนคุย ถามไถ่ว่าเขาทำงานอะไร และจะไปทำอะไรที่เยียนจิง
เซี่ยหงจวินย่อมไม่โง่บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงของตัวเองให้คนอื่นรู้ เขาแค่ยิ้มและตอบไปว่ากำลังจะไปเยี่ยมญาติที่เยียนจิง
"ไอ้หนุ่ม บ้านเธอทำธุรกิจใหญ่โต หรือว่ามีคนเป็นข้าราชการระดับสูงล่ะ?" ชายวัยกลางคนร่างอ้วนท้วนที่นั่งเตียงล่างฝั่งตรงข้าม กะพริบตาหยีๆ คล้ายเมล็ดถั่วเขียวพลางเอ่ยถามเซี่ยหงจวิน
"ทำไมคุณลุงถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ?" เซี่ยหงจวินยิ้มพร้อมกับย้อนถาม
"ถ้าไม่มีอำนาจ ไม่มีเงิน อายุแค่นี้จะมานั่งตู้นอนชั้นนุ่มได้ยังไง?"
มันก็จริงของเขา...
"พ่อผมทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ น่ะครับ รับเหมาทำโรงงานทอฝ้าย" เซี่ยหงจวินแต่งเรื่องสดๆ ร้อนๆ
"พวกเธอเริ่มมีระบบรับเหมาบริหารโรงงานกันแล้วเหรอ?" ชายร่างอ้วนมีท่าทีประหลาดใจ
หืม?
ไม่ใช่ว่าเขาเริ่มทำระบบรับเหมาโรงงานกันตั้งแต่ช่วงยุค 80s หรอกเหรอ? หรือว่าตอนนี้ยังไม่เริ่ม? ปกติเซี่ยหงจวินไม่ค่อยสนใจเรื่องเศรษฐกิจเลยไม่ทันสังเกตเรื่องพวกนี้ พอเห็นสีหน้าประหลาดใจของชายร่างอ้วน เขาก็รีบพูดเสริม "เป็นโครงการนำร่องของทางอำเภอน่ะครับ"
"สุดยอด! งั้นพ่อของเธอต้องรวยเละแน่ๆ!" ชายร่างอ้วนเอ่ยปากชม ส่วนผู้ชายอีกสองคนก็ทำหน้าอิจฉา
"คุณลุงครับ ทำโรงงานมันเหนื่อยนะ สู้พวกคุณที่เป็น 'พ่อค้านักเก็งกำไร' เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ ใช้ชีวิตอิสระเสรีไม่ได้หรอกครับ" เซี่ยหงจวินพูดกลั้วหัวเราะ
"เฮอะ... พวกเราอาบเหงื่อต่างน้ำ ก็แค่หาเงินเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ ดีไม่ดีอาจจะโดนข้อหากักตุนเก็งกำไรถูกจับเข้าซังเตเอาได้" ชายร่างอ้วนถอนหายใจ
"ใครบอกว่าหาเศษเงินล่ะครับ? หาเศษเงินที่ไหนจะมีปัญญานั่งตู้นอนชั้นนุ่มได้ล่ะครับคุณลุง?" เซี่ยหงจวินย้อนถาม
หึหึ...
ชายร่างอ้วนหัวเราะ ในเสียงหัวเราะเจือความภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ
ทั้งสองคุยกันต่อ ทำให้เซี่ยหงจวินได้รู้ว่าเขาชื่อหูหงเทา ทำธุรกิจค้าขายรองเท้าหนัง โดยการนำรองเท้าจากแถบเวินโจวทางตอนใต้ไปขายทางภาคเหนือ ครั้งนี้เขาแวะกลับบ้านเกิดที่อันซีก่อนจะเดินทางต่อไปยังเยียนจิง นึกอยากจะใช้ชีวิตหรูหราดูบ้าง ประกอบกับซื้อตั๋วตู้นอนแบบแข็งไม่ได้ ก็เลยกัดฟันซื้อตั๋วตู้นอนชั้นนุ่มซะเลย
เซี่ยหงจวินพบว่าหูหงเทาเป็นคนช่างคุย การเดินทางครั้งนี้จึงไม่เหงาเลย
กว่ารถไฟจะถึงสถานีเยียนจิงก็ปาเข้าไปหกโมงเช้าของวันที่สาม เมื่อลงจากรถ ทั้งสี่คนก็แยกย้ายกันไปตามทางของตน กลืนหายไปกับฝูงชนอันมหาศาล
ในที่สุดก็มาถึงเมืองหลวง!
เซี่ยหงจวินหิ้วกระเป๋า ยืนมองดูเมืองนี้อยู่ที่ริมถนนหน้าสถานีรถไฟด้วยความสนใจ
ที่นี่ยังไม่มีตึกระฟ้ามากมายเหมือนในอนาคต บนท้องถนน สายไฟของรถรางโยงระยางตัดสลับกันไปมาเหนือหัวผู้คน แต่สิ่งที่เห็นเยอะที่สุดคือทะเลรถจักรยานที่มองไปไกลสุดลูกหูลูกตา
แต่ถึงอย่างนั้น ผู้คนก็ไม่ได้สวมชุด "มดงานสีน้ำเงิน" สีเดียวกันหมดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เริ่มมีหญิงสาวสวมกระโปรงสีแดงสดใส และชายหนุ่มสวมสูทดัดผมลอนให้เห็นประปราย
ดวงอาทิตย์ยามเช้าทอแสงขึ้นจากทิศตะวันออก ทั้งเมืองอบอวลไปด้วยพลังแห่งชีวิตชีวา
สำหรับงานสัมมนากวีนิพนธ์ที่จัดโดยสำนักพิมพ์ "นิตยสารบทกวี" ในครั้งนี้ ค่าเดินทางไป-กลับ ผู้เข้าร่วมประชุมต้องรับผิดชอบเอง ส่วนค่าที่พักและอาหารทางสำนักพิมพ์จะเป็นผู้ออกให้ เซี่ยหงจวินกลัวว่าถ้าแวะไปหาที่พักก่อนจะไม่ทันการ จึงซื้อแผนที่คมนาคมเยียนจิงตรงหน้าสถานีรถไฟ หิ้วกระเป๋าขึ้นรถเมล์ มุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่จัดงานทันที
สำนักพิมพ์ "นิตยสารบทกวี" ตั้งอยู่ใกล้กับหอนิทรรศการการเกษตร บนถนนวงแหวนรอบสามทิศตะวันออก เซี่ยหงจวินแวะกินน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ที่ร้านอาหารเล็กๆ แถวนั้นก่อน นึกไม่ถึงว่าตัวเองจะมาถึงเช้าเกินไป ประตูชั้นล่างของอาคารสำนักพิมพ์ยังปิดอยู่ แต่ในลานหน้าอาคารกลับมีคนมายืนรอกันเต็มไปหมด จับกลุ่มคุยกันเสียงเบาๆ
คนพวกนี้ล้วนเป็นคนหนุ่มสาวอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ มีทั้งชายและหญิง สะพายกระเป๋าผ้าใบสีเหลืองใบเล็กๆ สีหน้าดูตื่นเต้น พวกเขาล้วนเป็นผู้ที่หลงใหลในบทกวี พอได้ยินข่าวว่าสำนักพิมพ์นิตยสารบทกวีจะจัดงานสัมมนากวีนิพนธ์ ก็พากันเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศในกรุงเยียนจิง บางคนก็ดั้นด้นมาจากเมืองจินเหมินที่อยู่ใกล้ๆ
ภายในกระเป๋าสีเหลืองนั้น บรรจุนิตยสารบทกวีที่มีผลงานของกวีในดวงใจตีพิมพ์อยู่ พร้อมด้วยต้นฉบับบทกวีที่พวกเขาแต่งขึ้นเอง พวกเขาปรารถนาที่จะได้พบกับไอดอลของตัวเอง หวังให้ไอดอลช่วยวิจารณ์ผลงาน หวังให้ผลงานของตนเข้าตากรรมการ และเหนือสิ่งอื่นใด หวังให้ได้รับการสนับสนุนผลักดันจนได้ตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร เพื่อดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต
ภาพตรงหน้าทำให้เซี่ยหงจวินนึกถึงยุคทองของราชวงศ์ถังตามที่เคยอ่านในหนังสือ ในเมืองฉางอัน บรรดาบัณฑิตหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ต่างก็ถือต้นฉบับบทกวีของตน ไปขอคำชี้แนะและขอรับการสนับสนุนจากกวีรุ่นพี่ เพื่อเป็นบันไดก้าวไปสู่การสอบผ่านเป็นจอหงวน บรรลุความฝันสูงสุดแห่งการเป็นปลาหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูมังกร
เซี่ยหงจวินยืนอยู่เงียบๆ เพื่อรอเวลาเข้างาน
"ไง... พี่ชาย ผมเรียนอยู่ ม.ครุศาสตร์เยียนจิง พี่เรียนอยู่มหา'ลัยไหนล่ะ?" จู่ๆ ก็มีคนเข้ามาทักทาย ดูท่าทางจะเข้าใจผิดคิดว่าเซี่ยหงจวินเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย
เซี่ยหงจวินหันไปมอง ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้นๆ กำลังมองมาที่เขา ชายคนนั้นรูปร่างไม่สูงนัก สวมชุดทหารสีเขียวข้างในสวมเสื้อลายขวางกะลาสี รูปร่างดูบึกบึน
"ผมยังเรียนอยู่ ม.ปลาย อยู่เลยครับ" เซี่ยหงจวินยิ้มและตอบตามความจริง
ชายหนุ่มร้องอ้อ ท่าทางดูสนใจขึ้นมาทันที "เดี๋ยวนี้เด็ก ม.ปลาย แต่งกลอนกันเก่งชะมัดเลยแฮะ... ได้ยินมาว่าคนใช้นามปากกา 'เหล่าเซี่ยข้างบ้าน' นั่นก็เป็นเด็ก ม.6 จึ๊ๆๆ... บทกวี 'ในกระจก' บทนั้น แต่งออกมาได้จับใจจริงๆ ขนาดผู้ชายอกสามศอกอย่างผมอ่านแล้วยังใจละลาย ถ้าผมเป็นผู้หญิงนะ ผมจะตามจีบเขายันลูกบวชเลย!"
อย่างนายน่ะเหรอ?
ฆ่าฉันให้ตายเถอะ!
"ฮะๆ... ความจริงผมว่าหลายคนอาจจะประเมินเขาสูงไปหน่อยนะครับ บทกวี 'ในกระจก' บทนั้น ความจริงมันก็ธรรมดาๆ แหละครับ" เซี่ยหงจวินตอบกลั้วหัวเราะ
ไม่ได้ถ่อมตัวนะ แต่บทกวี 'ในกระจก' บทนั้น มันเด่นที่ความงดงามของถ้อยคำ และอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งเร่าร้อน ถ้าจะให้วัดกันที่ความลึกซึ้งทางความคิดและผลกระทบต่อสังคม มันก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรขนาดนั้น เอาไปเทียบกับ 'ทุกสรรพสิ่ง' ของเป่ยเต่าไม่ได้หรอก และก็เทียบกับ 'เดินกลางฝน' ของกู้เฉิงไม่ได้เหมือนกัน
ชายหนุ่มยังไม่ทันได้อ้าปาก จู่ๆ ก็มีเสียงใสๆ ของเด็กผู้หญิงดังแทรกขึ้นมา "นี่นาย ทำไมนายถึงวิจารณ์บทกวีบทนั้นแบบนี้ล่ะ? ผลงานชิ้นนั้นกับ 'ทุกสรรพสิ่ง' มันคนละแนวกันเลยนะ! บทหนึ่งเน้นที่อารมณ์ความรู้สึก อีกบทหนึ่งเน้นที่ปรัชญา ต่างก็มีความโดดเด่นไปคนละแบบ!"
เซี่ยหงจวินหันขวับไปมอง ก็เห็นนักเรียนหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ
น่ารักจัง
ผมสั้นดูทะมัดทะแมง ใบหน้าสะสวย ดวงตากระจ่างใส แม้จะสวมชุดวอร์มสีฟ้าแบบที่เด็กนักเรียนทั่วไปใส่กันเกร่อ แต่ก็ปิดบังความสวยใสของเธอไว้ไม่มิดเลย
เมื่อเห็นเซี่ยหงจวินเอาแต่จ้องหน้าเธอเขม็ง เด็กหญิงก็เริ่มเขินอาย แต่ภายนอกยังคงแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ "นายว่า ฉันพูดถูกไหมล่ะ?"
"มีเหตุผลครับ" เซี่ยหงจวินเอ่ยชม
เด็กคนนี้เฉียบแหลมไม่เบา พูดแทงใจดำเลยทีเดียว
"นี่น้องสาว งั้นน้องก็ต้องชอบบทกวีของเหล่าเซี่ยข้างบ้านสิ? เขาเป็นไอดอลของน้องใช่ไหม?" ชายหนุ่มที่คุยกับเซี่ยหงจวินเมื่อครู่สอดขึ้นมา
ใบหน้าขาวเนียนของเด็กหญิงมีสีแดงระเรื่อพาดผ่าน แต่เธอก็พยักหน้ารับอย่างสง่าผ่าเผย "ใช่! ฉันชอบบทกวีที่เขาแต่ง เราสองคนเป็นเพื่อนทางจดหมายกัน!"
เพื่อนทางจดหมาย?
ในหัวของเซี่ยหงจวินมีชื่อของคนคนหนึ่งผุดขึ้นมาทันที
ซ่งเจินเจิน?
เธอคือซ่งเจินเจินเหรอเนี่ย?!
เซี่ยหงจวินประหลาดใจมาก
เด็กผู้หญิงคนนี้คือซ่งเจินเจินจริงๆ เมื่อเธอรู้ข่าวว่าสำนักพิมพ์นิตยสารบทกวีได้เชิญผู้ชนะการประกวดมาประชุมสัมมนากวีนิพนธ์ที่เยียนจิง เธอถึงกับยอมลางานครึ่งวัน แล้วรีบเดินทางจากตี้อันเหมินมาที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่ เพียงเพื่ออยากจะพบไอดอลของเธอสักครั้ง
สิ่งที่ทำให้เธอทั้งตื่นเต้นและเขินอายไปพร้อมๆ กันก็คือ ไอดอลของเธอเป็นเด็กมัธยมรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอเอง!
โอ๊ย...
จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย?
เรื่องนี้ทำให้เธอต้องต่อสู้กับความคิดตัวเองอยู่นานมาก แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจมา
"ฉันชอบบทกวีของเขา เราเป็นเพื่อนทางจดหมายกัน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นผู้หญิงผู้ชาย หรืออายุเท่าไหร่สักหน่อย!" นี่คือเหตุผลอันหนักแน่นที่ซ่งเจินเจินบอกกับตัวเอง
เมื่อกี้ตอนที่ได้ยินคนรุ่นราวคราวเดียวกันดูถูกไอดอลของเธอ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะพูดสวนกลับไป
"แล้วนายล่ะ นายชอบบทกวีของใคร?" ซ่งเจินเจินหันไปถามเซี่ยหงจวินต่อ
"ของเป่ยเต่าครับ โดยเฉพาะบท 'คำตอบ' อ่านแล้วปลุกจิตสำนึกได้ดีเยี่ยมเลย"
เซี่ยหงจวินตอบอย่างไม่ลังเล
เขาพูดจากใจจริง
ก่อนที่จะทะลุมิติมา เขาก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ของเป่ยเต่าอยู่แล้ว
(จบแล้ว)