- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุค 80 ขอใช้ความทรงจำพลิกชะตา
- บทที่ 28 - ส่งเทียบเชิญผู้กล้า กวาดล้างกวีทั่วหล้าให้สิ้นซาก!
บทที่ 28 - ส่งเทียบเชิญผู้กล้า กวาดล้างกวีทั่วหล้าให้สิ้นซาก!
บทที่ 28 - ส่งเทียบเชิญผู้กล้า กวาดล้างกวีทั่วหล้าให้สิ้นซาก!
บทที่ 28 - ส่งเทียบเชิญผู้กล้า กวาดล้างกวีทั่วหล้าให้สิ้นซาก!
สำหรับคนทั่วไปแล้ว วันขึ้นปีใหม่ไม่ถือเป็นวันเทศกาลอะไรเลย อย่างมากก็แค่ได้หยุดพักผ่อนเพิ่มอีกหนึ่งวันเท่านั้น
แต่สำหรับนักเรียนม.6 ที่หัวหมุนอย่างเซี่ยหงจวิน สิทธิ์เล็กๆ น้อยๆ นี้กลับถูกริบไปอย่างเลือดเย็น วันปีใหม่ให้หยุดพักได้ แต่วันอาทิตย์ต้องมาเรียนตามปกติ!
อากาศข้างนอกหนาวจัด เซี่ยหงจวินก็ขี้เกียจออกไปไหน วันๆ เอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่ในบ้าน ตอนเช้าทบทวนวิชาสายศิลป์อย่างภาษาจีนและการเมือง ส่วนตอนบ่ายกับตอนค่ำก็ทุ่มเทให้กับการปั่นนิยาย เช้ามืดวันรุ่งขึ้น เซี่ยหงจวินก็ต้องขี่จักรยานฝ่าลมหนาวไปโรงเรียน เพื่อกลับเข้าสู่วงจรชีวิตนักเรียนอันแสนตึงเครียดอีกครั้ง
เป็นไปตามที่เซี่ยหงจวินคาดการณ์ไว้ การทำตัวโดดเด่นในคืนวันขึ้นปีใหม่ของเขาไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรตามมา หลิวอ้ายอวิ๋นครูประจำชั้นไม่ได้เรียกเขาไปคุย เจอหน้าก็ไม่ได้ถามอะไรเลย มีเพียงสายตาของเพื่อนร่วมชั้นที่มองมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเพิ่มขึ้นอีกระดับ
ช่วงนี้หมอนี่ไปได้คัมภีร์ลับอะไรมาหรือเปล่าเนี่ย เหมือนก๊วยเจ๋งในเรื่อง 'มังกรหยก' เลย ทำไมจู่ๆ ถึงเก่งกาจไปซะทุกอย่าง?
หลี่เยี่ยนเฉิงตามติดเซี่ยหงจวินแจ คอยซักไซ้ไล่เลียงว่าเขาไปเรียนกีตาร์มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เซี่ยหงจวินก็งัดไม้อ้าง 'ลูกพี่ลูกน้องคนที่สองของลูกชายคนเล็กของสามีคุณอาสาม' มาใช้ตามเคย ในที่สุดหลี่เยี่ยนเฉิงก็เลิกถาม และขอให้เขาสอนดีดกีตาร์แทน!
ตามคำบอกเล่าของเขา: "ถ้าวันไหนฉันเล่นเป็นแล้วนะ เอาไปโชว์ต่อหน้าต่งเสี่ยวเจี๋ย คงจะเท่น่าดู!"
"ได้สิ นายไปซื้อกีตาร์มาสิ แล้วฉันจะสอนให้" เซี่ยหงจวินตอบตกลงอย่างง่ายดาย
"ตัวละประมาณเท่าไหร่เหรอ?"
"เห็นเหม่ยลี่บอกว่าก็ไม่แพงเท่าไหร่นะ แค่ 70 หยวนเอง" เซี่ยหงจวินพูดหน้าตาเฉย
70 หยวนยังว่าไม่แพงอีกเหรอ?!
หลี่เยี่ยนเฉิงตาโตเท่าไข่ห่าน
เงินตั้งขนาดนี้ ต้องขายข้าวเปลือกกี่ชั่งถึงจะได้มาเนี่ย?
พ่อที่วันๆ เอาแต่ขุดดินทำนา ปีๆ นึงหาเงินได้แค่สองสามร้อยหยวน จะไปยอมควักกระเป๋าซื้อของที่กินไม่ได้ใช้ไม่ได้อย่างกีตาร์ได้ยังไง?!
หลี่เยี่ยนเฉิงเลยตัดใจทิ้งความฝันนี้ไปอย่างเด็ดขาด
ช่วงค่ำหลังจากเลิกเรียนภาคค่ำ เซี่ยหงจวินก็ไปซื้อไข่ต้มที่หน้าประตูโรงเรียนให้เฉินเจาตี้เหมือนเคย ก่อนจะจูงจักรยานออกจากโรงเรียนไป
เขากำลังลังเลว่าจะไปเจอเหม่ยลี่ที่จุดนัดพบเดิมดีไหม
ตามแผนเดิม คืนนี้พวกเขาจะต้องไปเจอกันที่นั่น แล้วค่อยไปซ้อมกีตาร์ที่บ้านปู่ของเธอด้วยกัน แต่ความแตกซะก่อนในงานปาร์ตี้วันปีใหม่เมื่อถูกอาของเธอจับได้ เรื่องนี้คงต้องพับเก็บไปก่อน และเหม่ยลี่ก็คงกลับบ้านไปแล้วแน่ๆ
แต่เขาก็ตัดสินใจว่าจะไปดูสักหน่อย
พอขี่จักรยานเลี้ยวตรงสี่แยก เขาก็พบว่าเด็กสาวยังคงยืนรออยู่ใต้แสงไฟถนนดวงนั้น
"เซี่ยหงจวิน ต่อไป... ต่อไปนี้นายคงสอนฉันเล่นกีตาร์ไม่ได้แล้วล่ะ" น้ำเสียงของเหม่ยลี่ฟังดูเศร้าสร้อย
เซี่ยหงจวินเดาไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เมื่อเห็นสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีของเด็กสาว เขาเดาว่าเธอคงโดนพ่อแม่ดุมาแน่ๆ จึงพูดยิ้มๆ ปลอบใจว่า "ไม่เป็นไรหรอก เธอก็มีหนังสือสอนเล่นกีตาร์ไม่ใช่เหรอ? ลองฝึกตามหนังสือดูก็ได้ เธอฉลาดจะตาย ถ้าฝึกแค่ดีดตีคอร์ดเพลงโฟล์คซองล่ะก็ ต้องทำได้แน่ๆ"
เหม่ยลี่ครางอืมในลำคอ แล้วพยักหน้าเบาๆ
พอเห็นว่าหญิงสาวยังคงอารมณ์ไม่ดี เซี่ยหงจวินนิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อว่า "เอาแบบนี้สิ ระหว่างที่ฝึกซ้อม ถ้าเธอมีปัญหาอะไร ก็มาหาฉันได้ตลอดเลยนะ เอาที่เธอสะดวกก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินเซี่ยหงจวินพูดแบบนี้ อารมณ์ของเหม่ยลี่ก็ดีขึ้นมาทันตาเห็น
"ฉันไปก่อนนะ บ๊ายบาย!" พูดจบเขาก็กระโดดขึ้นจักรยานเตรียมจะออกตัว
"เดี๋ยว... เดี๋ยวก่อน..." เหม่ยลี่เดินเข้ามาใกล้ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แล้วหยิบไข่ต้มสองฟองยัดใส่มือเซี่ยหงจวิน
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เซี่ยหงจวินได้สัมผัสมือของเด็กสาว ปลายนิ้วของเธอเย็นเฉียบ...
"ขอบใจนะ!" เขาเอ่ยปากขอบคุณ เก็บไข่ต้มใส่กระเป๋าเสื้อโค้ต หันหัวจักรยาน แล้วขี่โยกเยกตรงไปข้างหน้า
เหม่ยลี่ยืนมองเขาเงียบๆ จนกระทั่งแผ่นหลังของเขาหายไปในความมืด
หลังจากผ่านช่วงปีใหม่ไปได้ไม่นาน ก็ใกล้จะถึงช่วงปิดเทอมฤดูหนาวแล้ว นักเรียนทั้งโรงเรียนต่างเข้าสู่โหมดเตรียมสอบกันอย่างเคร่งเครียด แต่สำหรับเซี่ยหงจวินแล้วก็เหมือนเดิม ลอกการบ้าน แอบเขียนนิยาย แล้วก็หยิบวิชาสายศิลป์อย่างภาษาจีนและการเมืองขึ้นมาท่องบ้างเป็นครั้งคราว ชีวิตค่อนข้างจะสบายๆ ทีเดียว
บ่ายวันหนึ่งหลังจากเรียนวิชาภาษาจีนจบ ขงชิงเฉวียนก็เรียกเซี่ยหงจวินไปที่ห้องพักครูอีกครั้ง เขาหยิบซองจดหมายปึกหนึ่งและนิตยสารบทกวีหนึ่งเล่มออกมาจากลิ้นชักส่งให้
"สำนักพิมพ์ 'นิตยสารบทกวี' กำลังจัดการประกวดบทกวีหัวข้อ 'ยุคสมัยใหม่ของเรา' น่ะ งานใหญ่ระดับชาติเลยนะ ครูอยากให้เธอส่งผลงานเข้าร่วมด้วย อย่าปล่อยโอกาสดีๆ แบบนี้หลุดมือไปเชียว"
เซี่ยหงจวินเข้าใจความหมายของขงชิงเฉวียนดี ถ้าเขาเข้าร่วมแล้วได้รับรางวัล มันจะเป็นผลดีต่อการขอโควตารับเข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษของเขาอย่างแน่นอน
"ครูวางใจได้เลยครับ ผมจะพยายามอย่างเต็มที่"
เซี่ยหงจวินรับนิตยสารและจดหมายกลับมาที่ห้องเรียน นั่งลงแล้วเปิดหน้านิตยสารอ่านรายละเอียดการประกวดอย่างตั้งใจ
ว้าว... กติกาการประกวดแปลกใหม่ดีแฮะ
การคัดเลือกผลงานจะแบ่งออกเป็นสองรอบ รอบแรกกองบรรณาธิการของนิตยสารจะเป็นผู้คัดเลือกผลงานทั้งหมด โดยจะปิดบังชื่อผู้แต่ง แล้วกำหนดหมายเลขแทน จากนั้นจะนำไปตีพิมพ์ลงในนิตยสารฉบับพิเศษ
ผู้อ่านจะต้องตัดหน้าโหวตในนิตยสารฉบับพิเศษ แล้วส่งกลับไปที่กองบรรณาธิการ ผลการตัดสินจะมาจากคะแนนของคณะกรรมการและผลโหวตจากผู้อ่านอย่างละครึ่ง โดยจะแบ่งรางวัลออกเป็น รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 2 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง 3 รางวัล และรางวัลชมเชยอีกจำนวนหนึ่ง
เงินรางวัลก็ล่อตาล่อใจไม่เบา รางวัลชนะเลิศ 1000 หยวน, รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 800 หยวน, รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง 500 หยวน, รางวัลชมเชย 100 หยวน...
แม่เจ้า เงินรางวัลช่างเย้ายวนใจจริงๆ
รางวัลชนะเลิศตั้ง 1000 หยวน พ่อกับแม่ของเขาทำงานรวมกันทั้งปียังหาเงินได้ไม่ถึง 1000 หยวนเลยด้วยซ้ำ!
แถมยังจัดงานใหญ่โตซะด้วย จุ๊ๆ...
คณะกรรมการกลางสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์และสมาคมนักเขียนร่วมกันเป็นเจ้าภาพ สำนักพิมพ์นิตยสารบทกวีเป็นผู้ดำเนินการ โดยมีสื่อระดับประเทศให้การสนับสนุนมากมาย เช่น 'สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี', 'สถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนแห่งประเทศจีน', 'หนังสือพิมพ์กวงหมิงรื่อเป้า', 'หนังสือพิมพ์จงกั๋วชิงเหนียนเป้า' เป็นต้น
ส่วนคณะกรรมการตัดสินแต่ละคนก็ชื่อเสียงโด่งดังทั้งนั้น เช่น อ้ายชิง, สือจื่อ, หมางเค่อ, เปี้ยนจือหลิน... พวกเขาเหล่านี้คือกวีรุ่นใหญ่ที่โลดแล่นอยู่ในวงการกวีปัจจุบัน ส่วนพวกสายอาร์ตที่คนยุคหลังยกย่องอย่างเป่ยเต่า, กู้เฉิง, ชูถิง, ไห่จื่อ ในตอนนี้ถือว่าเป็นแค่กวีรุ่นน้องเท่านั้น
งานช้างระดับนี้ เงินรางวัลมหาศาลขนาดนี้ ใครล่ะจะไม่หวั่นไหว?
'นิตยสารบทกวี' กะจะส่งเทียบเชิญผู้กล้า กวาดล้างกวีทั่วหล้าให้สิ้นซากเลยหรือไง?
นั่นหมายความว่าเขาจะต้องไปแข่งประชันฝีมือกับระดับเป่ยเต่าเลยงั้นสิ?
จู่ๆ เซี่ยหงจวินก็นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมา
……..
สำนักพิมพ์ 'รายงานประเทศจีน' กรุงเยียนจิง
ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ สวมแว่นตา รูปร่างผอมบาง กำลังนั่งตรวจทานต้นฉบับอยู่ที่โต๊ะทำงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ประตูถูกผลักเปิดออกพร้อมกับสายลมหนาวพัดเข้ามา ชายร่างท้วมเดินเข้ามาในห้อง ในมือถือหนังสือนิตยสารเล่มหนึ่ง พลางหัวเราะร่าแล้วพูดว่า "เหล่าเจ้า งานถนัดนายมาแล้ว สำนักพิมพ์นิตยสารบทกวีกำลังจัดการประกวดแต่งกลอนอยู่นะ รีบสมัครเร็วเข้า!" พูดจบก็วางนิตยสารลงบนโต๊ะ
ชายสวมแว่นตาเงยหน้าขึ้น หยิบนิตยสารมาเปิดดูคร่าวๆ แล้วตอบกลับสั้นๆ ว่า "ขอบใจนะ"
ชายร่างท้วมรู้ดีว่าเขาเป็นคนแบบนี้ ก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร พูดต่อว่า "เหล่าเจ้า ถ้าชนะรางวัลอย่าลืมเลี้ยงฉลองด้วยนะ" พูดจบก็หันหลังเดินจากไป
ชายสวมแว่นตาอ่านประกาศการประกวดอย่างละเอียดอีกครั้ง นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง หยิบกระดาษเขียนต้นฉบับแผ่นใหม่เอี่ยมออกมา แล้วเริ่มบรรจงเขียนอย่างตั้งใจ
『ทุกสรรพสิ่ง』
ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นโชคชะตา ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นดั่งหมอกควัน
ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นการเริ่มต้นที่ไร้จุดจบ
ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นการตามหาที่เลือนหายไปในพริบตา
ทุกความปีติ ล้วนปราศจากรอยยิ้ม
ทุกความทุกข์ระทม ล้วนปราศจากคราบน้ำตา
ทุกถ้อยคำ ล้วนเป็นการกล่าวซ้ำ
ทุกการพบปะ ล้วนเหมือนการพบกันครั้งแรก
ทุกความรัก ล้วนสถิตอยู่ในใจ
ทุกเรื่องราวในอดีต ล้วนสถิตอยู่ในความฝัน
ทุกความหวัง ล้วนมาพร้อมกับคำอธิบาย
ทุกความศรัทธา ล้วนมาพร้อมกับเสียงครวญคราง
ทุกการระเบิดอารมณ์ ล้วนมีความสงบเยือกเย็นชั่วขณะ
ทุกความตาย ล้วนมีเสียงสะท้อนอันยาวนาน...
นี่เป็นบทกวีที่เขาเขียนไว้เมื่อสองปีก่อน และยังไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหน คราวนี้คงเอามาใช้ได้พอดี
หลังจากเขียนจบ เขาก็บรรจงเขียนนามปากกาของตัวเองไว้ที่บรรทัดสุดท้ายอย่างเป็นระเบียบ:
เป่ยเต่า.
………
(จบแล้ว)