เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 - เข้าฝันเตือนภัยน้ำท่วม จูเลี่ยมอบเงินตอบแทน

บทที่ 9 - เข้าฝันเตือนภัยน้ำท่วม จูเลี่ยมอบเงินตอบแทน

บทที่ 9 - เข้าฝันเตือนภัยน้ำท่วม จูเลี่ยมอบเงินตอบแทน


บทที่ 9 - เข้าฝันเตือนภัยน้ำท่วม จูเลี่ยมอบเงินตอบแทน

★★★★★

กลับมาถึงศาลเจ้า จวงเหยี่ยนเห็นแสงเซียนสว่างวาบอยู่ในศาล จึงรีบเดินเข้าไปเอาป้ายหยกประจำตำแหน่งประทับลงไปตรงหน้าแท่นบูชา

ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับราชโองการฉบับหนึ่งลอยออกมาจากแท่นบูชา

จวงเหยี่ยนเก็บป้ายหยก รับราชโองการมาเปิดอ่าน ถึงได้รู้ว่าเป็นกำหนดการปริมาณน้ำฝนรอบภูเขาหลิงไถรัศมีหนึ่งร้อยลี้ในอีกสามวันข้างหน้า

"...วันที่แปดเดือนหก พื้นที่ภูเขาหลิงไถรัศมีร้อยลี้ ปริมาณน้ำฝนสองฉื่อเก้าชุ่นกับอีกสามสิบแปดจุด ขอให้เทพารักษ์หลิงไถเตรียมรับน้ำฝนอย่างเคร่งครัด ห้ามมิให้บกพร่องต่อหน้าที่ กรมพิรุณขอสั่งการด่วนจี๋ตามกฎ"

นี่คือราชโองการแจ้งกำหนดการตกของฝนจากกรมพิรุณ จวงเหยี่ยนคำนวณปริมาณน้ำฝนตามที่ระบุไว้ในราชโองการอย่างละเอียด ก็พบว่ามันคือพายุฝนลูกใหญ่

เขาเก็บราชโองการทันที เดินออกจากศาลเจ้าเทพารักษ์ หยิบยันต์เมฆาพันแสงออกมาเรียกเมฆวิเศษ แล้วขึ้นขี่เมฆออกลาดตระเวนดูรอบๆ ภูเขาหลิงไถทั้งสี่ทิศ

ผ่านไปสิบหกชั่วโมง จวงเหยี่ยนก็กลับมาถึงเรือนสมาธิในศาลเจ้าเทพารักษ์ จากนั้นก็เริ่มใช้พลังเวทวาดแผนที่น้ำฝนของภูเขาหลิงไถตามข้อมูลที่ไปสำรวจมา

เพียงหนึ่งก้านธูป แผนที่น้ำฝนก็เสร็จสมบูรณ์ จวงเหยี่ยนมองดูเครื่องหมายยุ่บยั่บเต็มไปหมดบนแผนที่ด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน

"ฝนตกครั้งนี้ ภูเขาหลิงไถจะมีน้ำป่าไหลหลากถึงสี่จุด ดินถล่มเก้าจุด แล้วก็ยังมีดินสไลด์เล็กๆ อีกยี่สิบสี่จุด แถมยังมีน้ำหลากพัดพามังกรอีกหกจุด" จวงเหยี่ยนพูดจบก็เริ่มเปิดสมุดหยกของเทพารักษ์ขึ้นมาตรวจสอบ

รอบภูเขาหลิงไถมีหนึ่งเมือง หกตำบล และห้าสิบเจ็ดหมู่บ้าน มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่กว่าสองแสนชีวิต

ในจำนวนนี้มีพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำป่าและดินถล่มโดยตรงประมาณหนึ่งตำบลกับอีกสี่หมู่บ้าน มีชีวิตผู้คนราวๆ สามพันกว่าคน

ทว่าในบรรดาหมู่บ้านเหล่านี้ มีเพียงหมู่บ้านเดียวเท่านั้นที่มักจะมาเซ่นไหว้เทพารักษ์ที่ตีนเขาหรือบนเขาอยู่เป็นประจำ ถือว่ามีผลบุญมากที่สุด

หลังจากดูจบ จวงเหยี่ยนก็เก็บสมุดหยก หยิบป้ายหยกประจำตำแหน่งออกมาดูยอดธูปเทียนที่ได้รับ

ป้ายหยกของขุนนางเซียนถือเป็นเครื่องยืนยันสถานะและตำแหน่งเทพบนสวรรค์ ทั้งยังเป็นที่กักเก็บพลังศรัทธาจากธูปเทียนที่ผู้คนบนโลกมนุษย์กราบไหว้ขอพร

จวงเหยี่ยนดึงพลังธูปเทียนสายหนึ่งออกมาจากป้ายหยก แล้วร่ายวิชา 'เข้าฝันสำแดงฤทธิ์' ทันที

"คนตัดฟืนบ้านป่า เดินข้ามเขาข้ามห้วย เสียงขวานสับดังโป๊ก เสียงถอนหายใจดังแผ่ว ออกแต่เช้ากลับมืดค่ำหาบฟืนไปขาย แลกเศษเงินมาประทังชีวิต..."

บนยอดเขาฟางชุ่นอันสูงตระหง่าน เสียงร้องเพลงอันไพเราะดังกังวานไปทั่วผืนป่าและยอดเขาเขียวขจี

ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีฟ้าครามกำลังปีนเขาจนเหงื่อท่วมตัว นั่งพักหอบหายใจอยู่บนโขดหินก้อนใหญ่

ชายหนุ่มได้ยินเสียงเพลงจึงเงยหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นคนตัดฟืนวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าหยาบๆ สวมหมวกสาน เปิดอกเปลือยพุง กำลังหาบฟืนแห้งสองมัด ร้องเพลงเดินลงมาจากเขาตามทางเดินแคบๆ

คนตัดฟืนหาบฟืนเดินมาถึงตรงหน้าชายหนุ่ม มองชายหนุ่มที่กำลังหอบแฮ่กๆ แล้วยิ้มถาม "พ่อหนุ่ม เจ้าก็เข้าป่ามาตามหาเซียนเหมือนกันรึ"

ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ตาสว่าง รีบลุกขึ้นประสานมือคารวะ "รบกวนพี่ชายช่วยชี้แนะด้วยขอรับ"

"ฮ่าๆๆ" คนตัดฟืนหัวเราะลั่น "ข้าจะไปชี้แนะอะไรเจ้าได้ ข้าก็แค่คนตัดฟืนจากหมู่บ้านเล็กๆ ตีนเขานี่แหละ"

ชายหนุ่มถามด้วยความประหลาดใจ "แล้วพี่ชายรู้ได้ยังไงขอรับว่าข้ามาตามหาเซียน"

คนตัดฟืนวางหาบฟืนลง นั่งลงบนก้อนหินฝั่งตรงข้ามชายหนุ่ม ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าพลางตอบ "เมื่อหลายวันก่อน ภูเขาหลิงไถฟางชุ่นแห่งนี้จู่ๆ ก็มีแสงมงคลสาดส่องไปทั่ว ใครๆ ก็ลือกันว่ามีเทพเซียนลงมาประทับที่ภูเขาลูกนี้ ช่วงนี้ก็เลยมีคนแห่กันขึ้นเขามาตามหาเซียนกันเยอะแยะ ก่อนหน้าเจ้า ข้าก็เจอมาตั้งหลายคนแล้ว"

ชายหนุ่มถึงบางอ้อ ก่อนจะถามต่อ "พี่ชาย ยอดเขานี้ยังอีกไกลไหมขอรับกว่าจะถึง"

คนตัดฟืนยิ้ม "ทำไมล่ะ ปีนไม่ไหวแล้วรึ"

ชายหนุ่มยิ้มเขินๆ คนตัดฟืนจึงพูดต่อ "มาตามหาเซียนจะไปกลัวภูเขาสูงได้ยังไง ค่อยๆ ปีนไปเถอะ ภูเขาลูกนี้ยังสูงอีกเยอะ ถ้าไม่มีความตั้งใจจริง เทพเซียนที่ไหนเขาจะมาเหลียวแลเจ้าล่ะ"

ชายหนุ่มได้ฟังก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที รีบลุกขึ้นคารวะคนตัดฟืน "ขอบคุณพี่ชายที่ช่วยเตือนสติ พี่ชายนั่งพักไปก่อนนะขอรับ ข้าขอตัวปีนเขาต่อก่อน"

คนตัดฟืนหัวเราะร่วน "ไปเถอะ" พูดจบก็มองเห็นริมฝีปากแห้งผากของชายหนุ่ม จึงหยิบถุงน้ำของตัวเองออกมา "ข้ายังมีน้ำเหลืออยู่นิดหน่อย ถ้าเจ้าไม่รังเกียจก็เอาไปเถอะ"

ชายหนุ่มเลียริมฝีปาก รีบหยิบถุงน้ำของตัวเองออกมารับน้ำ "จะรังเกียจได้ยังไง บุญคุณของพี่ชาย ข้าจะไม่ลืมเลยขอรับ"

พูดจบชายหนุ่มก็รับน้ำจากถุงน้ำของคนตัดฟืน กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะปีนเขาต่อไป

ตอนนี้ลมพัดเย็นสบาย เมฆสีขาวลอยอ้อยอิ่ง คนตัดฟืนเห็นบรรยากาศดีจึงคิดจะนั่งพักสักหน่อย เขาเดินไปนั่งใต้ต้นสนใหญ่ เอนหลังพิงต้นไม้แล้วก็พักผ่อน

จู่ๆ ลมเย็นๆ ก็พัดมา คนตัดฟืนรู้สึกง่วงงุน เปลือกตาปิดลงโดยไม่รู้ตัวแล้วก็หลับไป

คนตัดฟืนเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว ในฝันเขายังคงอยู่บนยอดเขาฟางชุ่น นั่งอยู่ใต้ต้นสนใหญ่ต้นเดิม แต่กลับมีชายคนหนึ่งที่มองหน้าไม่ชัด รอบตัวเปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์เดินตรงเข้ามาหาเขา

ชายคนนั้นพูดกับเขาว่า "เฒ่าอู๋คนตัดฟืน ข้าคือเทพารักษ์หลิงไถ เนื่องจากหมู่บ้านอู๋ของพวกเจ้ากราบไหว้ข้าด้วยความศรัทธามาตลอด ถือว่ามีผลบุญ ข้าจึงใช้พลังศักดิ์สิทธิ์มาปรากฏตัวต่อหน้าเจ้า จงฟังข้าให้ดี อีกสามวันข้างหน้าจะมีพายุฝนกระหน่ำลงมาที่ภูเขาหลิงไถ ถึงตอนนั้นจะมีทั้งน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำพัดพามังกร หมู่บ้านอู๋ของพวกเจ้าก็อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เมื่อเจ้ากลับไปจงรีบป่าวประกาศให้ชาวบ้านรีบอพยพออกจากหมู่บ้านไปหลบภัยแต่เนิ่นๆ จำไว้ให้ดี จำไว้ให้ดี..."

หมอกควันสีขาวจางๆ พัดผ่านไป เฒ่าอู๋คนตัดฟืนก็สะดุ้งตื่น ทันใดนั้นลูกสนลูกหนึ่งก็หล่นลงมาตุบที่ตัก เขาเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เห็นกระรอกตัวหนึ่งเกาะต้นไม้ไม่อยู่ ทำลูกสนร่วงใส่หัวเขา

เฒ่าอู๋คนตัดฟืนยิ้มบางๆ ตอนนี้เขารู้สึกสดชื่นแจ่มใสราวกับได้นอนหลับสนิทมาทั้งวัน ไม่มีอาการเหนื่อยล้าเลยสักนิด

แต่พอเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว เฒ่าอู๋คนตัดฟืนก็ลุกขึ้นหาบฟืนเตรียมตัวลงเขา ในวินาทีที่เขาหันหลัง จู่ๆ เสียงศักดิ์สิทธิ์ที่ล่องลอยก็ดังก้องขึ้นมาข้างหลังอีกครั้ง "จำไว้ให้ดี จำไว้ให้ดี..."

เขาหันขวับกลับไปมองทันที แต่กลับเห็นเพียงต้นไม้เขียวชอุ่ม ลมพัดเอื่อยๆ ไม่มีเงาของใครเลยแม้แต่น้อย

เฒ่าอู๋คนตัดฟืนขนลุกซู่ไปทั้งตัว หนังหัวชาหนึบ คิดในใจ 'หรือว่าเทพารักษ์จะมาเข้าฝันจริงๆ'

เขาลองนึกทบทวนคำพูดในฝันของเทพารักษ์ ทุกถ้อยคำยังคงชัดเจนแจ่มแจ้ง เขารู้สึกทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ต้องรีบไปบอกให้คนในหมู่บ้านรู้ก่อนดีกว่า คิดได้ดังนั้นก็รีบสาวเท้าหาบฟืนวิ่งลงเขาไปทันที

กลับมาที่เรือนสมาธิในศาลเจ้าเทพารักษ์ จวงเหยี่ยนลืมตาขึ้น

ในบรรดาตำแหน่งเทพบนโลกมนุษย์ทั้งหมดของสวรรค์ มีเพียงเจ้าที่ เทพเตาไฟ เทพประตู เทพแห่งบ่อน้ำ และเทพชั้นผู้น้อยอื่นๆ เท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนบนโลกมนุษย์อย่างเต็มที่

ว่าง่ายๆ ก็คือ ตำแหน่งเล็ก งานเยอะ ความรับผิดชอบสูง เป็นแค่ขุนนางเซียนขั้นเก้า แต่ต้องแบกรับภาระหน้าที่ระดับขุนนางเซียนขั้นห้าขึ้นไป

ส่วนเทพารักษ์ขุนเขากับเทพแห่งสายน้ำนั้นไม่ได้มีการกำหนดขั้นเอาไว้ตายตัว เทพารักษ์บางองค์ก็ยศสูง บางองค์ก็ยศต่ำ

เทพารักษ์ขุนเขาที่ตำแหน่งสูงสุดมีเพียงห้าองค์ นั่นก็คือมหาเทพแห่งขุนเขาทั้งห้าทิศ ซึ่งควบตำแหน่งเทพารักษ์ประจำภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละทิศไปด้วย

ส่วนเทพารักษ์ชั้นผู้น้อยก็คือพวกแบบจวงเหยี่ยนนี่แหละ เป็นเทพารักษ์ขั้นแปด ซึ่งถือเป็นขั้นต่ำสุดของตำแหน่งนี้แล้ว

เทพารักษ์ขุนเขากับเทพแห่งสายน้ำไม่ได้มีความรับผิดชอบอะไรมากมาย พวกเขาแค่ต้องทำตามกฎสวรรค์ ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้ดี ดูแลเขตรับผิดชอบของตัวเองให้เรียบร้อยก็พอ

ส่วนเรื่องจะปกป้องคุ้มครองสิ่งมีชีวิตในเขตของตัวเองหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความเมตตาของเทพารักษ์แต่ละองค์เลย

อย่างตอนที่ไปเข้าฝันเฒ่าอู๋คนตัดฟืนเมื่อกี้ ก็เป็นเพราะหมู่บ้านอู๋มักจะมาเซ่นไหว้เขาช่วงเทศกาลต่างๆ อยู่เสมอ แถมศาลเจ้าเทพารักษ์ที่จวงเหยี่ยนอยู่นี่ก็เป็นฝีมือชาวบ้านอู๋ช่วยกันสร้างขึ้นมา ดังนั้นทั้งในแง่ของเหตุผลและน้ำใจ จวงเหยี่ยนก็ควรจะปกป้องพวกเขา

ส่วนหมู่บ้านอื่นที่ไม่ได้มากราบไหว้ หรือไม่ได้ถวายธูปเทียนให้เขาเลยแม้แต่น้อย จวงเหยี่ยนก็ปล่อยให้เป็นไปตามยเวรตามกรรม

ทว่าหมู่บ้านเหล่านี้ล้วนมีการติดต่อหาสู่กัน พอเฒ่าอู๋คนตัดฟืนกลับไปปล่อยข่าว หมู่บ้านอื่นๆ ก็น่าจะพอระแคะระคายข่าวคราวบ้างไม่มากก็น้อย

ภายในศาลเจ้าเทพารักษ์มีเสียงกุกกักดังขึ้น จวงเหยี่ยนชำเลืองมองออกไป ก็เห็นร่างเล็กๆ แขนขาสั้นๆ สองร่างกำลังวุ่นวายอยู่หน้าแท่นบูชา

จวงเหยี่ยนลุกขึ้นบินออกจากเรือนสมาธิ มาปรากฏตัวกลางโถงศาลเจ้า แล้วร้องทักเงาร่างเล็กๆ ทั้งสอง "หูไหลไหล หูชวี่ชวี่ พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ"

ปีศาจเสือน้อยทั้งสองสะดุ้งโหยง พอหันมาเห็นว่าเป็นจวงเหยี่ยนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นพวกเขาก็ชูตะกร้าไม้ไผ่ในมือขึ้นมาพร้อมกัน "ท่านปู่เทพารักษ์ พวกเราไปเก็บผลไม้ในป่ามาถวายให้ท่านปู่ทานขอรับ"

พูดจบปีศาจเสือน้อยทั้งสองก็เขย่งเท้าพยายามจะวางผลไม้ลงบนแท่นบูชา จวงเหยี่ยนเห็นดังนั้นจึงบอกว่า "เอาล่ะๆ แบ่งผลไม้ไว้คนละครึ่งเถอะ ส่วนที่เหลือก็เอากลับไปให้พ่อแม่พวกเจ้ากิน"

แต่ปีศาจเสือน้อยทั้งสองทำหูทวนลมกับคำพูดของจวงเหยี่ยน พวกเขายืนกรานที่จะวางผลไม้ทั้งหมดลงบนแท่นบูชาให้ได้ ก่อนจะยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วพูดว่า "ท่านปู่เทพารักษ์ทานให้อร่อยนะขอรับ พวกเราไปก่อนล่ะ"

จวงเหยี่ยนถามขึ้น "หลายวันนี้พวกเจ้าไม่ได้ทะเลาะกันแล้วใช่ไหม"

หูชวี่ชวี่ตอบ "ไม่ได้ทะเลาะแล้วขอรับ แต่โดนตีแทน วันนั้นพอกลับจากศาลเจ้าเทพารักษ์ ท่านพ่อก็จับพวกเรากดลงกับพื้นแล้วตีซะน่วมเลยขอรับ"

จวงเหยี่ยนยิ้ม เดินเข้าไปหาแล้วบอกว่า "จริงสิ กลับไปบอกพ่อแม่พวกเจ้าด้วยนะ บอกว่าเป็นคำสั่งของข้า ให้พวกเขาส่งข่าวไปตามภูเขาต่างๆ ว่าอีกสามวันข้างหน้าจะมีพายุฝนลูกใหญ่ ถึงตอนนั้นจะมีทั้งน้ำป่า ดินถล่ม และน้ำพัดพามังกร ให้พวกปีศาจและสรรพสัตว์ในป่าเตรียมตัวรับมือแต่เนิ่นๆ ถือเป็นการสร้างกุศลอย่างหนึ่ง"

ปีศาจเสือน้อยทั้งสองรับคำ ก่อนจะวิ่งออกไปจากศาลเจ้าเทพารักษ์

มองดูหูไหลไหลและหูชวี่ชวี่วิ่งหายไปในทิวเขา จวงเหยี่ยนก็หันหลังกลับเข้าศาลเจ้า แต่พอเดินกลับเข้ามา เขากลับพบขุนพลสวรรค์สวมเกราะทองคำ รูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางดูสง่างามยืนอยู่หน้าแท่นบูชา กำลังหยิบผลไม้ลูกหนึ่งขึ้นมากัดกิน

"คิดไม่ถึงเลยว่าเทพารักษ์อย่างเจ้าจะมีความรับผิดชอบขนาดนี้" ขุนพลสวรรค์ผู้นั้นส่งยิ้มให้จวงเหยี่ยน ก่อนจะก้มลงมองผลไม้ในมือด้วยสีหน้ารังเกียจ "นี่มันก็แค่ผลไม้ป่าธรรมดาๆ นี่นา" พูดจบเขาก็โยนผลไม้นั้นทิ้งลงพื้น

ขุนพลสวรรค์ผู้นี้ก็คือจูเลี่ยที่เพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพเทียนเผิงนั่นเอง จวงเหยี่ยนมองผลไม้ที่จูเลี่ยโยนทิ้งลงพื้น ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "ถ้าไม่กินก็อย่าหยิบสิ"

"ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นแค่ผลไม้ป่าธรรมดาๆ ข้าก็คงไม่หยิบหรอก" พูดจบจูเลี่ยก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ "ตอนนี้ข้าเป็นถึงแม่ทัพเทียนเผิง สังกัดกรมสายฟ้าแห่งสรวงสวรรค์ เป็นผู้บัญชาการกองทหารเรือแม่น้ำสวรรค์ เป็นขุนนางเซียนขั้นห้าเชียวนะ"

จวงเหยี่ยนก้มลงเก็บผลไม้ลูกนั้นขึ้นมาจากพื้น โยนออกไปนอกศาลเจ้า แล้วหันมามองจูเลี่ย "ทิ้งขว้างอาหาร ชาติหน้าเกิดมาจะเป็นหมูนะ"

"ฮ่าๆๆ" จูเลี่ยหัวเราะลั่น "ข้าเป็นถึงขุนนางเซียนขั้นห้า มีอายุขัยยืนยาวไร้ขีดจำกัด เจ้าบอกข้าสิว่าชาติหน้ามันมีอยู่จริงที่ไหนกัน"

จวงเหยี่ยนพยักหน้าตอบส่งๆ "ใช่ๆๆ แต่ศาลเจ้าของข้ามันเล็ก คงต้อนรับแม่ทัพเทียนเผิงผู้มีอายุขัยไร้ขีดจำกัดไม่ได้หรอกนะ"

"โฮ่" จูเลี่ยเห็นดังนั้นก็ไม่ได้โกรธ กลับยิ้มร่าแล้วพูดว่า "เจ้าเป็นแค่เทพชั้นผู้น้อย ยศก็ต่ำ แต่ขี้โมโหไม่เบาเลยนะ รู้ไหมว่าทำไมข้าถึงมาที่นี่"

จวงเหยี่ยนตอบเสียงเรียบ "ไม่รู้"

"ฮ่าๆๆ" จูเลี่ยหัวเราะลั่น เดินเข้าไปตบไหล่จวงเหยี่ยนเบาๆ แล้วพูดว่า "ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธ งั้นข้าจะพูดตรงๆ เลยก็แล้วกัน เรื่องปราบปีศาจที่ห้วยเสียงผีคราวนี้ เจ้ามีความดีความชอบไม่น้อย แต่พูดตามตรงเลยนะ ข้าต้องการผลงานชิ้นนี้มากๆ ข้าก็เลยไม่ได้รายงานความดีความชอบของเจ้าไป ใช่ เจ้าคิดถูกแล้ว ข้าฮุบผลงานของเจ้าไปเองนั่นแหละ"

จวงเหยี่ยนพยักหน้า "ท่านนี่มันคนถ่อยของแท้เลย"

จูเลี่ยถลึงตาใส่ "เจ้าก็ใจกล้าไม่เบา ข้าเพิ่งเคยเจอขุนนางเซียนขั้นแปดที่กล้าพูดจาแบบนี้กับแม่ทัพสวรรค์ขั้นห้าเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย"

จวงเหยี่ยนตอบ "ข้าก็เป็นคนแบบนี้แหละ ท่านจะทำไม"

"ฮ่าๆ ข้าจะทำไมน่ะเรอะ แน่นอนว่าต้องเอาเงินมาให้เจ้าไง จะให้ทำอะไรได้อีกล่ะ" พูดจบจูเลี่ยก็พลิกฝ่ามือ เสกเหรียญม่วงกองโตออกมาวางบนแท่นบูชา แล้วพูดว่า "ถึงข้าจะฮุบผลงานเจ้าไป แต่ข้าก็ไม่ถึงกับไม่ตอบแทนอะไรเจ้าเลย เหรียญม่วงห้าหมื่นเหรียญนี้ ข้าให้เป็นการชดเชยก็แล้วกัน"

"ถ้าเจ้าไม่รับ ก็ถือว่าดูถูกแม่ทัพอย่างข้า" จูเลี่ยจ้องหน้าจวงเหยี่ยนพลางพูด

แต่จวงเหยี่ยนกลับตอบว่า "ทำไมจะไม่รับล่ะ เงินนี่มันแลกมาจากผลงานของข้านี่นา แต่ข้าขอบอกไว้ก่อนนะ รับเงินแล้วถือว่าเราหายกัน วันหลังท่านแม่ทัพก็อย่ามาเหยียบภูเขาหลิงไถของข้าอีก ภูเขาข้ามันเล็ก ศาลเจ้าก็แคบ คงต้อนรับเทพองค์ใหญ่อย่างท่านไม่ไหวหรอก"

"ทำหยั่งกะข้าอยากมานักแหละ" จูเลี่ยพูดอย่างไม่ใส่ใจ แต่ในใจกลับนึกถึงวังจันทราอยู่

ตอนนั้นเองก็มีรองแม่ทัพสองคนนำกองทหารสวรรค์เดินเข้ามาในศาลเจ้า ก้มหัวรายงานจูเลี่ย "ท่านแม่ทัพ หมดเวลาลงมายังโลกมนุษย์แล้ว ได้เวลากลับสวรรค์แล้วขอรับ"

จูเลี่ยได้ยินดังนั้นก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ยืดอกก้าวเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย พอเดินไปถึงประตูศาลเจ้า เขาก็หยุดเดินแล้วหันกลับมาพูดว่า "ไอ้หนุ่ม ข้าถูกใจเจ้าว่ะ วันข้างหน้าถ้ามีปัญหาอะไร หรือไปมีเรื่องกับคนที่ไม่ควรมีเรื่อง เจ้าก็อ้างชื่อแม่ทัพเทียนเผิงไปเลย"

"ฮ่าๆๆ" พูดจบ จูเลี่ยก็แหงนหน้าหัวเราะลั่น เดินออกจากศาลเจ้าเทพารักษ์ไปกระโดดขึ้นหลังม้าสวรรค์ แล้วเหาะกลับขึ้นสวรรค์ไปพร้อมกับรองแม่ทัพและเหล่าทหารสวรรค์ที่คอยคุ้มกัน

จวงเหยี่ยนส่ายหน้า จูเลี่ยคนนี้อธิบายยากจริงๆ จะบอกว่าเขาเลว เขาก็ดูใจกว้าง ยอมรับฟังคำด่าทอได้ จะบอกว่าเขาไม่เลว เขากลับโลภมาก ฮุบผลงาน วางอำนาจบาตรใหญ่ แถมยังหยิ่งยโสไม่เห็นหัวใคร

สรุปง่ายๆ ก็คือ คนคนนี้หลงระเริงได้ง่าย แถมยังมีกิเลสหนา วันข้างหน้าต้องเกิดเรื่องแน่ๆ ไม่ควรไปคบค้าสมาคมด้วยลึกซึ้ง

คิดได้ดังนั้น จวงเหยี่ยนก็หันไปเก็บเหรียญม่วงห้าหมื่นเหรียญนั้น แล้วบินกลับเข้าเรือนสมาธิไป

พอตูดถึงพื้น จวงเหยี่ยนก็ลองตรวจดูในมิติตัวเอง รวมกับรางวัลรอบที่แล้ว ตอนนี้เขามีเหรียญม่วงทั้งหมดแปดหมื่นเหรียญ

หลังจากคิดทบทวน จวงเหยี่ยนก็เปิดใช้งาน 'หลอมรวมในพริบตา' เปลี่ยนเหรียญม่วงแปดหมื่นเหรียญให้กลายเป็นปราณม่วงหลังกำเนิดทั้งหมด

ปราณม่วงหลังกำเนิดแปดหมื่นสาย จวงเหยี่ยนดูดซับมันทั้งหมดเข้าไปในตำหนักวิญญาณ แล้วเริ่มหลอมรวมปราณม่วงหลังกำเนิดเพื่อฝึกตนต่อไป

ถึงแม้ตัวเขาเองจะเป็นระบบโกง แต่ตบะที่สูงขึ้นก็หมายความว่าเขาสามารถดึงเอาพลังแห่งกฎสวรรค์มาฟื้นฟูพลังของตัวเองได้มากขึ้น

ดังนั้นต้องรีบเพิ่มตบะ ทางที่ดีที่สุดคือต้องรีบคว้าผลวิถี 'เซียนปฐพี' มาให้ได้ เพื่อก้าวเข้าสู่ทำเนียบ 'เซียน' อย่างเต็มตัว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 9 - เข้าฝันเตือนภัยน้ำท่วม จูเลี่ยมอบเงินตอบแทน

คัดลอกลิงก์แล้ว