- หน้าแรก
- หย่าแล้วทะลุมิติมาทำนากับอดีตสามีทรราช
- บทที่ 7: แบ่งสมบัติของตระกูล
บทที่ 7: แบ่งสมบัติของตระกูล
บทที่ 7: แบ่งสมบัติของตระกูล
บทที่ 7: แบ่งสมบัติของตระกูล
ใบหน้าของเซี่ยติ้งไห่เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีดสลับกันไป ท้ายที่สุดเขาก็ยอมสู้หัวชนฝาเพื่อเงิน เขาเชิดหน้าขึ้นแล้วเอ่ยว่า
"ความสำเร็จของตระกูลเซี่ยในปัจจุบัน ล้วนเป็นเพราะความทุ่มเทของพวกเราทั้งสามพี่น้อง ไม่ใช่แค่ผลงานของพ่อเจ้าเพียงคนเดียว"
"ตกลง เช่นนั้นก็แบ่งให้ข้าหนึ่งในสาม"
เซี่ยเชียนเชียนคร้านที่จะต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก
คนฉลาดย่อมรู้ว่าเมื่อใดควรรุกเมื่อใดควรตอย คนบางคนรักเงินยิ่งชีพ หากเธอพยายามจะแบ่งสมบัติตามกฎหมายจริงๆ เขาคงสู้ตายแน่ พวกเธอที่เป็นเพียงแม่ม่ายและลูกกำพร้า ย่อมไม่มีทางเอาชนะคนพวกนั้นได้หรอก
"ไม่!"
เซี่ยติ้งไห่ปฏิเสธเสียงแข็ง
"สมบัติของพ่อเจ้าล้วนเป็นของเซี่ยอวี่ อีกอย่าง ท่านปู่ท่านย่าของเจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ พวกท่านคือผู้นำตระกูล!"
"งั้นก็หนึ่งในสี่"
เซี่ยเชียนเชียนยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง
พ่อบ้านกู้มองเธอด้วยสายตาลึกซึ้ง รู้จักหลบหลีกรู้จักถอย นับว่าเป็นเด็กสาวที่มองการณ์ไกลเข้าใจสถานการณ์โดยรวม
"ไม่ได้อยู่ดี!"
เซี่ยติ้งไห่ก็ยังคงไม่ยอมตกลง แค่คิดว่าจะต้องควักเงินออกจากบ้าน เขาก็รู้สึกราวกับถูกเฉือนเนื้อตัวเองออกไป จนถึงขั้นลืมความหวาดกลัวที่มีต่อพ่อบ้านกู้ไปเสียสนิท
จังหวะนั้นเอง ท่านย่าเซี่ยก็เดินร้องห่มร้องไห้โวยวายเข้ามา โดยมีคู่สามีภรรยาจากบ้านสามคอยพยุง
"คนสารเลวคนไหนมันคิดจะมาแบ่งสมบัติตระกูลข้า? ข้าจะขอสู้ตายกับมัน..."
ฟ่านหมิงขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ชาวบ้านต่างพากันลอบถอนหายใจ ท่านย่าเซี่ยคือคนที่ไร้ยางอายที่สุดในบรรดาทุกคน และเซี่ยเชียนเชียนก็คงจะไม่ได้เงินเลยแม้แต่อีแปะเดียว
"ท่านแม่"
เซี่ยติ้งไห่ดีใจจนเนื้อเต้น เขารีบวิ่งเข้าไปช่วยพยุงท่านย่าเซี่ย พลางขยิบตาให้เซี่ยติ้งเฟิงกับหยางซื่อไม่หยุดหย่อน
ท่านย่าเซี่ยเดินเตาะแตะด้วยเท้าที่ถูกมัดของนาง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
"ฉินซื่อ นี่เจ้าคิดจะพรากชีวิตแก่ๆ ของข้าไปงั้นรึ? เจ้าลืมคำสาบานหน้าโลงศพไปแล้วหรืออย่างไร?"
ใบหน้าของฉินซื่อซีดเผือดจนน่ากลัว เซี่ยเชียนเชียนจึงกระซิบถามว่า
"ท่านแม่ ท่านพูดอะไรไว้หน้าโลงศพหรือเจ้าคะ?"
"เชียนเชียน สมบัตินั่น... พวกเราไม่เอาแล้ว"
ฉินซื่อเอ่ยอย่างยากลำบาก สองมือของนางกำที่จับเกวียนเอาไว้แน่น ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยท่ามกลางแสงแดด
เซี่ยเชียนเชียนเบะปาก
"แบบนี้มันไม่ปล่อยพวกเขาไปง่ายเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ?"
"ถือซะว่าเป็นการแสดงความกตัญญูครั้งสุดท้ายที่พ่อของเจ้ามีต่อพวกเขาก็แล้วกัน!"
น้ำเสียงของฉินซื่อแผ่วเบาลงกว่าเดิม นัยน์ตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
"ท่านย่าของเจ้า... นางทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ พวกเราจะต้อนนางให้ถึงตายไม่ได้หรอกนะ"
เซี่ยเชียนเชียนไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เธอก็เคยเห็นคนใช้ความชรามาเป็นข้ออ้างในการทำตัวไร้ยางอายมานักต่อนักแล้ว มันก็เหมือนกับเด็กผู้หญิงที่ปวดท้องบนรถโดยสาร แต่กลับถูกทำร้ายเพียงเพราะไม่ยอมสละที่นั่งให้กับคนแก่ นั่นมันคือการข่มขู่ทางศีลธรรมชัดๆ เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
"ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังท่านแม่"
"แม่เฒ่าเซี่ย เชียนเชียนแค่เรียกร้องในสิ่งที่นางสมควรได้รับ นางไม่ได้พยายามจะบีบบังคับใครเลย..."
"มันกำลังบีบบังคับข้าอยู่ต่างหาก!"
ก่อนที่ฟ่านหมิงจะพูดจบ ท่านย่าเซี่ยก็พูดแทรกขึ้นมา นางยืนทุบอกชกตัวและกระทืบเท้าเร่าๆ
"หากวันนี้ใครหน้าไหนมันกล้ามาแบ่งสมบัติตระกูลเซี่ยของข้าล่ะก็ ข้าจะยอมตายต่อหน้ามันให้ดู!"
ฟ่านหมิงเองก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องถึงแก่ชีวิตขึ้นมาจริงๆ เขามองไปทางเซี่ยเชียนเชียนด้วยความลำบากใจ จากนั้นจึงเบนสายตาไปทางพ่อบ้านกู้
ลึกๆ แล้ว เซี่ยเชียนเชียนหวังว่าผู้ช่วยคนเก่งที่แสนใจดีคนนี้จะออกหน้าพูดแทนเธออีกครั้ง ทว่าพ่อบ้านกู้กลับไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
คนทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความเงียบงันอย่างน่าประหลาด
เซี่ยเชียนเชียนถอนหายใจอย่างหมดหนทาง แล้วเอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ท่านย่า ข้ารู้ดีว่าสมบัติทั้งหมดของท่านพ่อตกเป็นของเซี่ยอวี่ ข้าไม่ได้อยากเรียกร้องอะไรมากมาย ขอแค่ห้องให้พวกเราซุกหัวนอน แป้งขาวห้าสิบชั่ง กับข้าวสารอีกร้อยชั่ง แล้วก็ช่วยเก็บเสื้อผ้าของพวกเราที่ทิ้งไว้ในบ้านโยนออกมาให้ก็พอเจ้าค่ะ"
คำขอนี้ไม่ได้มากเกินไปเลยสักนิด ฤดูหนาวใกล้จะมาเยือนแล้ว ธัญพืชชั้นดีรวมกันแค่หนึ่งร้อยห้าสิบชั่ง คงพอให้สามแม่ลูกรอดพ้นช่วงหน้าหนาวไปได้เท่านั้น
ทว่าถึงกระนั้น ท่านย่าเซี่ยก็ยังคงรู้สึกปวดใจอยู่ดี
"กระท่อมมุงแฝกท้ายหมู่บ้านนั่นตกเป็นของพวกเจ้า ข้าวสารกับแป้งรวมกันให้แค่หนึ่งร้อยชั่งเท่านั้น ห้ามมากไปกว่านี้แม้แต่ชั่งเดียว!"
"ตกลงเจ้าค่ะ แต่ท่านคงจะให้เมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิแก่ข้าได้กระมัง?"
เซี่ยเชียนเชียนเอ่ยถาม