- หน้าแรก
- เป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ด้วยการทำฟาร์ม
- บทที่ 33 ค่าตอบแทน
บทที่ 33 ค่าตอบแทน
บทที่ 33 ค่าตอบแทน
มอร์พยักหน้ารัวเหมือนไก่จิกข้าวสาร พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อออกไม่หยุด เรื่องนี้เขาเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว
แต่เขานึกว่าโรมันจะเดือดดาลเมื่อเห็นบัญชีสุดเละเทะพวกนี้เสียอีก
โรมันหันไปบอกเซธว่า “เซธ จากนี้ไปเจ้ารับหน้าที่ดูแลการเงินของเมืองสเกิร์น”
เซธถอนหายใจยาว “ท่านเจ้าเมือง ข้ามีเรื่องจะบอก นั่นคือ เราอาจจะล้มละลายก่อนถึงฤดูหนาวปีนี้”
เซธเริ่มแจกแจงตัวเลขให้โรมันฟัง
ทหารรักษาการณ์ของเมืองสเกิร์นถือเป็นกำลังรบหลัก พวกเขาไม่ได้รับเงินเดือน แต่ได้เบี้ยเลี้ยงเป็นของตอบแทน ปีละ 50 ชั่งข้าวสาลี กับอีก 140 ชั่งธัญพืชผสม และได้รับการยกเว้นภาษีครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับชาวนาธรรมดา
สิ่งนี้ทำให้ตำแหน่งทหารรักษาการณ์เป็นอาชีพที่ไม่เลวเลย หากไม่มีเส้นสายหรือคุณสมบัติ ก็อย่าหวังจะได้เป็น
ส่วนหัวหน้าคนงาน ยิ่งแล้วใหญ่
พวกเขาได้รับเงินเดือนปีละ 5 เหรียญเงิน ข้าวสาลี 120 ชั่ง ธัญพืชผสม 50 ชั่ง เนื้อสัตว์ 30 ชั่ง และยังได้รับการยกเว้นภาษีเต็มจำนวน
ไม่แปลกที่คนพวกนี้จะเลี้ยงทาสได้
การคิดภาษีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทั้งทหารและหัวหน้าคนงานล้วนมีที่ดินในครอบครอง
บางคนถือครองที่ดินกว่าร้อยไร่ บางคนมีมากกว่านั้นถึงหลายร้อยไร่
โรมันเองก็ไม่รู้รายละเอียดชัดเจน เพราะเขายึดที่ดินกลับมาทั้งหมดแล้ว เรื่องหยุมหยิมพวกนี้จึงไม่สำคัญอีกต่อไป
กล่าวคือ ในแต่ละปี เมืองสเกิร์นมีค่าใช้จ่ายด้านข้าวสาลีหลายพันชั่ง ยังไม่รวมธัญพืชและเนื้อสัตว์
ส่วนเงินเดือนทั้งหมดรวมกันสูงถึง 8 เหรียญทอง
ปัญหาคือ ฤดูหนาวปีนี้ เมืองสเกิร์นจะไม่มีเงินจ่าย
เหตุผลไม่มีอะไรมาก นั่นเพราะตั้งแต่โรมันมาถึง ระบบการผลิตเดิมถูกล้มล้างไปหมด
เซธไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างรุนแรง
เดิมทีเมืองสเกิร์นมีผลผลิตส่วนเกินสำหรับขายออกไปได้ แต่ปีนี้แค่ไม่ให้มีคนอดตายก็บุญแล้ว
สองพันไร่ที่โรมันขีดเส้นไว้เมื่อเช้านี้ จะให้ผลผลิตแค่ไหนในฤดูร้อนยังเป็นปริศนา
รายได้หลักของเมืองสเกิร์นคือผลผลิตทางการเกษตร ถ้าผลผลิตต่ำ รายได้ก็ต่ำ
ในอนาคตอันใกล้ โรมันได้สร้างวิกฤตขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
ชาวบ้านมีเสบียงในมือพออยู่ถึงหน้าร้อน ส่วนฤดูใบไม้ร่วงยังพอหาของป่าได้
แต่ฤดูหนาว ถ้าไม่เตรียมตัวดีๆ รับรองได้ว่ามีคนตายเพราะอดอาหารแน่นอน
สิ่งที่น่าหนักใจยิ่งกว่าคือ ค่าใช้จ่าย 8 เหรียญทองนี้
ข้าวสาลี 1,700 ชั่ง มีมูลค่าเท่ากับ 1 เหรียญทอง
นั่นแปลว่า 8 เหรียญทอง เท่ากับข้าวสาลี 14,000 ชั่ง
ถ้าขายข้าวไม่ได้ เมืองสเกิร์นก็ไม่มีทางหาเงินมาจ่ายได้—และที่เซธบอกมา ยังไม่ได้รวมเงินเดือนของกรีน แอรอน และตัวเขาเองด้วย ถ้ารวมเข้าไป คงต้องเพิ่มงบขึ้นอีกสองถึงสามเท่า
ยังไม่รวมค่าจ้างช่างฝีมือในเมืองอย่างลักซ์กับวิค
พอเซธแจกแจงจบ โรมันที่ตอนแรกเครียดก็กลับรู้สึกโล่งใจทันที
“แค่เรื่องนี้เองหรอกหรือ”
เซธทำหน้าเครียด ก้มตัวเล็กน้อย “ขอท่านได้โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบ!”
ความหมายแฝงคือ ขอให้หยุดวุ่นวายเสียที ได้โปรดปล่อยให้ชาวบ้านกลับไปปลูกข้าวตามปกติ การเสียเวลาในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิอีกสองสามวันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ถ้ายังลากยาวต่อไป ปีนี้คงไม่ต้องหวังผลผลิตอะไรแล้ว
“ใจเย็นก่อน” โรมันโบกมือห้ามเซธ
แต่คำเตือนของเซธกลับทำให้โรมันนึกอะไรบางอย่างออก
ความคิดแรกที่แวบขึ้นมาคือการ "บุกยึดทรัพย์เศรษฐี" หรือก็คือไปรีดเอาจากมอร์นั่นเอง
แต่พอคิดดูอีกที มันก็ไม่จำเป็น หมูอ้วนตัวนี้ถูกเลี้ยงไว้ในสวนหลังบ้านอยู่แล้ว เนื้อทุกชิ้นเป็นของเขาทั้งหมด
อีกทั้งท่าทีพร้อมให้ควักทุกอย่างของมอร์ก็ทำให้โรมันพอใจไม่น้อย ดังนั้นเขาเลยไม่คิดจะเปลี่ยนตัวหมูในตอนนี้
โรมันหันไปถามมอร์ว่า “ทำไมเงินเดือนกับสวัสดิการของหัวหน้าคนงานถึงได้สูงขนาดนี้?”
เมืองสเกิร์นมีหัวหน้าคนงาน 16 คน แต่ละคนดูแลหน้าที่ต่างกัน บ้างก็ดูแลการบันทึก บ้างดูแลวัวไถ บ้างดูแลปศุสัตว์ บ้างดูแลเครื่องมือการเกษตร...
หน้าที่หลักของพวกเขาคือประสานงานกับมอร์ในการผลิตทางการเกษตร
ไม่ได้มีใครกินเงินเดือนเปล่า เพราะเมืองเล็กๆ อย่างสเกิร์นไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น จะมีก็แค่ใช้ตำแหน่งแสวงหาประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นโจ่งแจ้งเกินไป
ใบหน้าที่เพิ่งเช็ดแห้งของมอร์กลับชุ่มเหงื่ออีกครั้ง
เขาอึกอักตอบไม่ถูก
โรมันหรี่ตา “ญาติพี่น้องของเจ้าใช่ไหม? หรือเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด?”
เหงื่อของมอร์ยิ่งไหลโกรก
โรมันไม่ได้กลัวว่ามอร์จะฮุบอำนาจ เพราะทุกคำสั่งของเขาได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในเมืองสเกิร์น
ถ้ามีใครคิดจะลองดี
โรมันก็พร้อมจะให้ชาวเมืองสเกิร์นได้รู้จัก "พลังของอัศวินนักรบ" อย่างแท้จริง
เขาเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า ตราบใดที่ฆ่าให้มากพอ ทุกปัญหาของมนุษย์ย่อมมีทางออก
โรมันหัวเราะเบาๆ “ข้าเข้าใจสถานการณ์แล้ว งั้นลดเงินเดือนกับสวัสดิการของหัวหน้าคนงานลงหน่อย ทุกคนจะได้รับปีละ 1 เหรียญเงิน ข้าวสาลี 100 ชั่ง ธัญพืชผสม 300 ชั่ง ไม่มีเนื้อ ส่วนการยกเว้นภาษียังให้คงไว้ก่อน...”
“เจ้ามีปัญหาไหม?”
มอร์คิดในใจ ข้าไม่มีปัญหาหรอก เพราะไม่ได้โดนหั่นถึงตัวเอง แต่เหล่าลุงป้าอาและพี่น้องของข้านี่สิ คงได้เดือดแน่
เขาพูดอ้อมแอ้มว่า “ขอรับ ท่านเจ้าเมือง...”
โรมันเชิดคางขึ้น ฮัมในลำคอ “ถ้าใครมีปัญหา ก็ให้มาเจอข้าได้เลย”
“รับทราบขอรับ ท่านเจ้าเมือง!”
ถึงขั้นนี้ มอร์ก็รู้แล้วว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเจรจาอีก ได้แต่ยอมรับชะตากรรม
ตระกูลบาสเป็นเพียงเถาวัลย์เส้นเล็กที่เกาะอยู่กับต้นไม้ใหญ่แห่งตระกูลริพอาร์เมอร์เท่านั้น ด้วยความที่ต้นไม้ใหญ่แข็งแรงสมบูรณ์ มีร่มเงาปกคลุม พวกเขาจึงดูดซับสารอาหารจากเงื้อมเงานั้นจนเติบโตมีใบกิ่งของตัวเอง
มอร์ปาดเหงื่อ ในอดีตเขาเป็นแค่เจ้าถิ่นตัวเล็กๆ ในดินแดนห่างไกลที่อำนาจของราชาเหล็กดำแทบเอื้อมไม่ถึง แต่ตอนนี้ ขุนนางผู้ครองกำลังทหารคือผู้ทรงอำนาจสูงสุด อำนาจของเขาเทียบได้กับจักรพรรดิเลยทีเดียว
การขัดขืนไม่มีทางเป็นไปได้
ต่อให้ไม่มีตระกูลบาส โรมันก็ยังเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์
แต่ถ้าตระกูลบาสไร้ขุนนางคุ้มครอง พวกเขาก็ไม่ต่างจากชาวบ้านธรรมดา
พวกเขารู้ดีว่าอำนาจที่มีในมือมาจากใคร
หลังจากนี้ มีแต่จะพากันประจบเอาใจเจ้าเมืองมากขึ้น
แม้จะถูกลดสวัสดิการ แต่ด้วยเงินเก็บที่สะสมมานาน พวกญาติๆ ของมอร์ก็ยังใช้ชีวิตดีๆ ได้อยู่ แค่ไม่ถึงขั้นมีเนื้อกินทุกวันเหมือนเมื่อก่อนเท่านั้น
โรมันคิดครู่หนึ่งแล้วถามว่า “ทหารที่ตายเมื่อวาน จัดการยังไงแล้ว?”
มอร์ตอบอย่างนอบน้อม “ตามคำสั่งของท่าน ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้รับเงิน 5 เหรียญเงิน เนื้อ 40 ชั่ง ข้าวสาลี 80 ชั่ง ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัสได้ 2 เหรียญเงิน เนื้อ 15 ชั่ง ข้าวสาลี 40 ชั่ง แม้แต่ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ก็ได้ข้าวสาลี 10 ถึง 50 ชั่ง—ความใจดีและเมตตาของท่านเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเมืองสเกิร์นแล้ว”
เหรียญเงินเหล่านั้นออกจากกระเป๋าของโรมันเอง โดยมีแอรอนและกรีนสองอัศวินนักรบเป็นคนเอาไปส่งถึงบ้าน
ค่าชดเชยนี้มากมายจนพวกทหารที่บาดเจ็บหนักถึงกับอิจฉาคนที่ตายไปแล้ว
“เรียกทหารทุกคนที่ยังขยับได้มารวมตัวกัน…” โรมันเงยหน้าขึ้นครุ่นคิด
เดิมทีเขาตั้งใจจะจัดฝึกหนัก แต่ตอนนี้ไม่มีเวลา
ต่อให้เรียกว่าทหารรักษาการณ์ แต่ความจริงก็เหมือนตำรวจบ้าน คอยดูแลความสงบกับไล่จับคนอู้
ระยะสั้นยังพอได้ แต่ถ้าปล่อยนานไป แบบนี้มีหวังประสิทธิภาพการทำงานร่วงลงเหวแน่