- หน้าแรก
- หาว่าข้าโหดเหี้ยมเกินไป เช่นนั้นข้าจะไปสยบใต้หล้าในราชสำนัก
- บทที่ 3: จูเก่อเสินเฟิง ผู้บัญชาการแห่งหนิงโจว
บทที่ 3: จูเก่อเสินเฟิง ผู้บัญชาการแห่งหนิงโจว
บทที่ 3: จูเก่อเสินเฟิง ผู้บัญชาการแห่งหนิงโจว
บทที่ 3: จูเก่อเสินเฟิง ผู้บัญชาการแห่งหนิงโจว
ร่างของเซียวเหรินหายลับไปจากสายตาของผู้คนอย่างสมบูรณ์
บรรดาศิษย์ที่ยืนอออยู่ด้านนอกถึงเพิ่งได้สติ พวกเขารีบประสานมือคำนับไปทางตำหนักใหญ่แล้วก้าวเท้าหนีอย่างรวดเร็ว เพราะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นและบรรยากาศที่ตึงเครียดภายในตำหนัก ทุกคนต่างมาเพื่อดูเรื่องสนุก แต่ไม่มีใครอยากกลายเป็น "เรื่องสนุก" เสียเอง
สำนักหลิงฝูหากมองไปทั่วทั้งราชวงศ์ต้าอวี๋ก็นับว่าเป็นเพียงสำนักระดับสามเท่านั้น แต่ในพื้นที่ห่างไกลอย่างมณฑลหนิงโจว การได้เข้ามาศึกษาเพื่อเป็นนักพรตอักขระก็นับว่าเป็นโอกาสที่หลายคนใฝ่ฝัน หลังจากบรรดาศิษย์แยกย้ายกันไป ข่าวเรื่องที่เซียวเหรินประกาศถอนตัวจากสำนักก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกพูดถึงไปทั่ว
ทว่าศิษย์ส่วนใหญ่กลับพากันรุมประณามว่าเซียวเหรินเป็นคนเนรคุณ ส่วนคำพูดของฟางชิงเจิ้งกลับถูกยกย่องให้เป็นคติธรรมอันสูงส่ง
.........
ณ ตำหนักเจ้าสำนัก
เพล้ง!
โคมแก้วหล่นแตกกระจายลงบนพื้น ฟางชิงเจิ้งมีใบหน้าบิดเบี้ยวถมึงทึง เขาสะบัดมือทำลายข้าวของในตำหนักจนพังพินาศย่อยยับ สลัดคราบวิญญูชนผู้ทรงธรรมที่เคยแสดงต่อหน้าผู้คนทิ้งไปจนหมดสิ้น
"หลินไห่กู่! เจ้ามันรังแกกันเกินไปแล้ว!"
ศิษย์คนสนิทสองคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าต่างก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตากับฟางชิงเจิ้ง ทั้งสามคนต่างเติบโตมาจากอาจารย์คนเดียวกัน จึงรู้ดีว่าศิษย์พี่เจ้าสำนักคนนี้มีนิสัยอย่างไร ปากอ้างความดีมีคุณธรรม แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นคนขี้อิจฉา โกรธง่าย และจอมแสดงละคร เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เขาสามารถทำได้ทุกอย่าง พวกเขาเคยเห็นมากับตาตัวเองทั้งนั้น
"ศิษย์พี่... พวกเราควรจะไปตามหาเซียวเหรินดีหรือไม่? หากเขาย้ายไปเข้าสำนักอื่น..."
"มันกล้าเรอะ!" ฟางชิงเจิ้งถลึงตาจนแทบถลนก่อนจะกล่าวต่อ "เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องยุ่ง อยากไปก็ให้มันไป คนที่ไม่รู้จักดูสถานการณ์เช่นนี้ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสอนไอ้คนอกตัญญูแบบนี้ออกมาได้ยังไง"
ฟางชิงเจิ้งย่อมรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนของหลินไห่กู่ และรู้ดีว่าข้อหาโหดเหี้ยมทารุณนั้นมันน่าขันเพียงใด แต่ในฐานะเจ้าสำนักเขาต้องรักษาภาพรวม ในบรรดาผู้อาวุโสทั้งหก สองคนเป็นศิษย์น้องคนสนิทของเขา ส่วนหลินไห่กู่นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะบาดหมางกันมาตั้งแต่ตอนชิงตำแหน่งเจ้าสำนักแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือผู้อาวุโสฝ่ายสนับสนุนที่เปิดปากเห็นชอบในวันนี้ ฟางชิงเจิ้งจะไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายได้อย่างไร?
เซียวเหรินไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่เข้าใจภาพใหญ่ ช่างเสียแรงที่เขาอุตส่าห์ชุบเลี้ยงมา แค่ยอมรับผิดเพียงประโยคเดียวจะตายหรืออย่างไร? ในเมื่อเขาพูดปูทางให้ขนาดนั้นแล้ว เจ้าเด็กนั่นกลับยังไม่เข้าใจ
ส่วนเรื่องที่เซียวเหรินจะไปเข้าสำนักอื่น ฟางชิงเจิ้งไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย เพราะทั่วทั้งหนิงโจว สำนักที่เน้นวิชายันต์และจิตวิญญาณมีเพียงสำนักหลิงฝูแห่งเดียว อีกอย่างเซียวเหรินเป็นเด็กกำพร้า อยู่ที่นี่มาถึงห้าปี ตอนนี้คงแค่กำลังเลือดร้อนตามประสาวัยรุ่น พออารมณ์เย็นลงย่อมต้องกลับมาหมอบกราบขอโทษเขาเอง
ฟางชิงเจิ้งพยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย จัดเครื่องแต่งกายให้เข้าที่แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ "หลิงเอ๋อร์ควรจะกลับมาจากมณฑลลู่โจวได้แล้วใช่ไหม?"
"เรียนศิษย์พี่ พรุ่งนี้นางก็ถึงแล้วครับ!"
ฟางชิงเจิ้งถอนหายใจยาวพลางโบกมือ "รอหลิงเอ๋อร์กลับมา ค่อยให้นางไปจัดการเรื่องของเซียวเหรินก็แล้วกัน!"
"ครับ!"
ผู้อาวุโสคนหนึ่งลอบคิดในใจด้วยความเอือมระอา พูดไปพูดมาสุดท้ายฟางชิงเจิ้งก็ยังกลัวว่าเขาจะหนีไปจริงๆ นั่นแหละ ตัวเองสร้างภาพไว้อย่างดีในตำหนักลงทัณฑ์ แล้วสุดท้ายก็จะใช้ลูกสาวตัวเองไปตามเขากลับมา
"แล้วเรื่องตาแก่อย่างหลินไห่กู่ที่กล้าท้าทายท่านอย่างเปิดเผยในครั้งนี้ เราจะโต้ตอบอย่างไร?"
ฟางชิงเจิ้งแค่นยิ้มเย็น "มันอยากให้ลูกชายขึ้นมาแทนที่นักไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นข้าก็จะประทานตำแหน่ง 'ศิษย์เอกสายตรง' ให้หลินเหอไปเลย! ข้าอยากรู้นักว่าไอ้ลูกชายสุนัขของมันจะมีอะไรไปเทียบกับเซียวเหรินได้! คนไร้ความสามารถที่ฝืนขึ้นสู่ที่สูง สุดท้ายย่อมต้องรับผลกรรมที่ตัวเองก่อ เดือนหน้าจะมีการประลองครั้งใหญ่ของหนิงโจว ต่อให้เซียวเหรินกลับมา ข้าก็จะไม่ให้มันเข้าร่วม ถึงตอนนั้นก็ปล่อยให้หลินไห่กู่อับอายขายหน้าไปคนเดียวเถอะ!"
ความโกรธที่มีต่อเซียวเหรินก็เรื่องหนึ่ง แต่ความจริงที่ว่าไม่มีใครในสำนักมีพรสวรรค์เท่าเซียวเหรินนั้น ฟางชิงเจิ้งรู้ดีที่สุด หากไม่ใช่เพราะเขาคอยกดพลังเอาไว้ ป่านนี้เซียวเหรินคงไม่ได้อยู่แค่ช่วงต้นของขอบเขตเหยี่ยนหลิง ขั้นที่ 7 แต่อาจจะไปถึงช่วงปลายแล้วก็ได้
พูดตรงๆ คือแม้แต่คนเป็นอาจารย์อย่างเขาก็ยังอิจฉาจนหน้ามืดตามัว
อัจฉริยะด้านพลังจิตโดยกำเนิด!
หลายปีมานี้ ฟางชิงเจิ้งแทบไม่ได้สอนอะไรที่เป็นแก่นสารให้เซียวเหรินเลย แถมในบางช่วงเขายังจงใจให้คำแนะนำที่ผิดๆ เพื่อให้เซียวเหรินหลงทางอีกด้วย เหตุผลที่บิดเบี้ยวนี้เป็นเพราะเขา "กลัว" กลัวว่าวันหนึ่งศิษย์จะเก่งกาจเกินหน้าอาจารย์อย่างเขา
แต่ขนาดโดนกดหัวไว้ถึงเพียงนี้ เซียวเหรินในวัยยี่สิบปีก็ยังก้าวเข้าสู่ขั้นที่ 7 ได้อยู่ดี! ห่างจากเขาเพียงแค่ขอบเขตเดียวเท่านั้น
เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำเตือนใจเขาว่า เมื่อเจ้าเด็กนั่นกลับมา เขาต้องหาโอกาสทำให้การฝึกตนของเซียวเหรินล่าช้าลงไปอีก ไม่อย่างนั้นในเวลาไม่กี่ปี เขาคงควบคุมเซียวเหรินไม่ได้อีกต่อไป
"พวกเจ้าออกไปให้หมด!"
ฟางชิงเจิ้งโบกมือไล่ พลางถอนหายใจเพื่อระบายความอัดอั้นในอก อย่างน้อยตอนนี้ศิษย์ในสำนักก็ยังยกย่องสิ่งที่เขาพูดในตำหนักลงทัณฑ์ บารมีในฐานะเจ้าสำนักนอกจากจะไม่ลดลงแล้วยังเพิ่มขึ้นอีก นับว่าเป็นโชคดีในความโชคร้ายจริงๆ
..........
ในเวลาเดียวกัน มณฑลชิงเฉิง โรงเตี๊ยมโหยวเจียน
ภายในห้องพักระดับพิเศษ
เซียวเหรินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง รอบกายมีกระแสพลังแหลมคมที่มองไม่เห็นหมุนวนอยู่ พลันปรากฏรอยดาบเล็กๆ ที่ขอบเตียงอย่างกะทันหัน
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง
เซียวเหรินลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ในพริบตานั้นประกายแสงเย็นเยียบฉายออกมาจากดวงตา ภายในห้องเกิดพายุหมุนลูกเล็กพัดผ่านจากบนลงล่าง โต๊ะ เก้าอี้ และม้านั่งทุกตัวแตกสลายกลายเป็นผุยผง
"คัมภีร์ดาบ ขั้นที่หนึ่ง!"
เซียวเหรินลุกขึ้นยืน เตียงที่เขานั่งเมื่อครู่พังทลายกลายเป็นเถ้าถ่านทันที
เขาสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลภายในกายที่แตกต่างจากพลังจิตโดยสิ้นเชิง ใบหน้าของเซียวเหรินปรากฏความยินดีที่ปิดไม่มิด บัดนี้เขาสามารถฝึกทั้งสายจิตและสายบู๊ได้สำเร็จแล้ว!
คัมภีร์ดาบเล่มนี้สมกับที่เป็นของจากระบบจริงๆ!
มันไม่ต้องอาศัยอาวุธภายนอก แต่ใช้เส้นชีพจรเป็นดาบ ใช้ร่างกายเป็นใบมีด! ทุกย่างก้าวและการเคลื่อนไหวล้วนเป็นกระบวนท่าสังหาร และสิ่งที่เขากำลังฝึกอยู่ก็คือ 'ปราณดาบ' ที่เหล่านักดาบมากมายถวิลหา!
นอกจากนี้ หลังจากเริ่มต้นฝึกแล้ว ปราณดาบจะทำการขัดเกลาตัวเองในเส้นชีพจรอย่างต่อเนื่อง พูดง่ายๆ คือเป็นระบบการฝึกแบบออโต้ที่จะทะลวงขั้นได้เองตามธรรมชาติ
คัมภีร์ดาบมีทั้งหมดเก้าขั้น แต่ละขั้นเปรียบเสมือนสวรรค์คนละชั้น เมื่อถึงขั้นที่เก้าจะเข้าสู่สภาวะ 'คนและดาบรวมเป็นหนึ่ง'
เซียวเหรินเรียกเสี่ยวเอ้อขึ้นมาประเมินราคาความเสียหาย เขาจ่ายเงินชดเชยแล้วย้ายไปห้องใหม่ที่หรูหรากว่าเดิม ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ หลังจากที่เขาออกจากห้องเดิมไป ห้องนั้นก็ได้ต้อนรับการมาเยือนของบุคคลสำคัญคนหนึ่ง
เซียวเหรินนอนเล่นบนเตียงในห้องใหม่พลางหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง
ราชวงศ์ต้าอวี๋ในฐานะอาณาจักรที่รวบรวมแผ่นดินจงหยวนให้เป็นหนึ่งเดียว มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าโลกเก่าของเขามาก แค่มณฑลหนิงโจวมณฑลเดียวก็ใหญ่เท่ากับครึ่งหนึ่งของประเทศในโลกก่อนแล้ว และราชวงศ์นี้มีมณฑลแบบนี้ถึง 49 แห่ง
เซียวเหรินเตรียมตัวที่จะออกจากหนิงโจวเพื่อออกไปท่องโลกกว้าง สีสันของโลกใบนี้เขาเพิ่งจะได้สัมผัสเพียงแค่เศษเสี้ยวของมุมมณฑลหนิงโจวที่ห่างไกลเท่านั้น
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น...
คิ้วของเซียวเหรินก็ขมวดเข้าหากัน พลังจิตของนักพรตอักขระมีการรับรู้สภาพแวดล้อมที่เฉียบคมมาก เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ประตูห้องอย่างแผ่วเบา ยันต์สองใบหลุดออกมาจากแขนเสื้อ
มีบางอย่างผิดปกติ ผิดปกติเอามากๆ
ห้องใหม่ที่เขาย้ายมาอยู่นี้อยู่ใกล้บันได เสียงฝีเท้าของเสี่ยวเอ้อและแขกคนอื่นๆ ในตอนแรกยังเป็นปกติ แต่ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา เสียงเหล่านั้นหายไปจนหมดสิ้น! ความเงียบเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเงียบสงัดถึงระดับนี้ มันต้องไม่ปกติแน่นอน
เขามาที่หน้าประตูห้องและค่อยๆ แง้มออกดูเพียงนิดเดียว แต่ยังไม่ทันจะได้มองให้ชัดเจน...
เสียงที่เปี่ยมด้วยอำนาจมาพร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาลก็ดังเข้าสู่โสตประสาท!
"ถอนตัวจากสำนักด้วยตัวเอง... เจ้าหนุ่ม เจ้านี่มันน่าสนใจจริงๆ! ลงมาคุยกันหน่อยเถอะ ข้าคือเจ้าหน้าที่รัฐ... จูเก่อเสินเฟิง!"
เมื่อได้ยินชื่อนั้น ใบหน้าของเซียวเหรินพลันเคร่งขรึมขึ้นทันที
ชื่อนี้สำหรับเหล่าสำนักต่างๆ ในหนิงโจวแล้ว เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก! เพราะเขาคือตัวแทนของราชสำนัก เป็นตัวแทนของต้าอวี๋!
หลังจากราชวงศ์ต้าอวี๋สถาปนาและปกครองแผ่นดิน เหล่าผู้ฝึกตนอาศัยช่วงที่กลียุคเพิ่งสงบทำตัวตามอำเภอใจ ถึงขั้นมีพวกนอกรีตเอาชีวิตคนมาฝึกวิชา ต้าอวี๋พิโรธหนักส่งกองทัพเข้ากวาดล้างแต่ก็ได้ผลเพียงน้อยนิด
ดังนั้น องค์กรแห่งความรุนแรงที่ชื่อว่า 'เจิ้นอู่ไถ' (หน่วยสยบยุทธ์) จึงถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อจัดการกับผู้ฝึกตนที่ทำตัวเป็นภัยต่อราษฎร์ และยังมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง...
นั่นคือการกดดันและควบคุมเหล่าสำนักฝึกตนทั้งหลาย!
และจูเก่อเสินเฟิงผู้นี้ ก็คือ ผู้บัญชาการแห่งหน่วยเจิ้นอู่ไถประจำมณฑลหนิงโจวนั่นเอง!