เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3: จูเก่อเสินเฟิง ผู้บัญชาการแห่งหนิงโจว

บทที่ 3: จูเก่อเสินเฟิง ผู้บัญชาการแห่งหนิงโจว

บทที่ 3: จูเก่อเสินเฟิง ผู้บัญชาการแห่งหนิงโจว


บทที่ 3: จูเก่อเสินเฟิง ผู้บัญชาการแห่งหนิงโจว

ร่างของเซียวเหรินหายลับไปจากสายตาของผู้คนอย่างสมบูรณ์

บรรดาศิษย์ที่ยืนอออยู่ด้านนอกถึงเพิ่งได้สติ พวกเขารีบประสานมือคำนับไปทางตำหนักใหญ่แล้วก้าวเท้าหนีอย่างรวดเร็ว เพราะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นและบรรยากาศที่ตึงเครียดภายในตำหนัก ทุกคนต่างมาเพื่อดูเรื่องสนุก แต่ไม่มีใครอยากกลายเป็น "เรื่องสนุก" เสียเอง

สำนักหลิงฝูหากมองไปทั่วทั้งราชวงศ์ต้าอวี๋ก็นับว่าเป็นเพียงสำนักระดับสามเท่านั้น แต่ในพื้นที่ห่างไกลอย่างมณฑลหนิงโจว การได้เข้ามาศึกษาเพื่อเป็นนักพรตอักขระก็นับว่าเป็นโอกาสที่หลายคนใฝ่ฝัน หลังจากบรรดาศิษย์แยกย้ายกันไป ข่าวเรื่องที่เซียวเหรินประกาศถอนตัวจากสำนักก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกพูดถึงไปทั่ว

ทว่าศิษย์ส่วนใหญ่กลับพากันรุมประณามว่าเซียวเหรินเป็นคนเนรคุณ ส่วนคำพูดของฟางชิงเจิ้งกลับถูกยกย่องให้เป็นคติธรรมอันสูงส่ง

.........

ณ ตำหนักเจ้าสำนัก

เพล้ง!

โคมแก้วหล่นแตกกระจายลงบนพื้น ฟางชิงเจิ้งมีใบหน้าบิดเบี้ยวถมึงทึง เขาสะบัดมือทำลายข้าวของในตำหนักจนพังพินาศย่อยยับ สลัดคราบวิญญูชนผู้ทรงธรรมที่เคยแสดงต่อหน้าผู้คนทิ้งไปจนหมดสิ้น

"หลินไห่กู่! เจ้ามันรังแกกันเกินไปแล้ว!"

ศิษย์คนสนิทสองคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าต่างก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตากับฟางชิงเจิ้ง ทั้งสามคนต่างเติบโตมาจากอาจารย์คนเดียวกัน จึงรู้ดีว่าศิษย์พี่เจ้าสำนักคนนี้มีนิสัยอย่างไร ปากอ้างความดีมีคุณธรรม แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นคนขี้อิจฉา โกรธง่าย และจอมแสดงละคร เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เขาสามารถทำได้ทุกอย่าง พวกเขาเคยเห็นมากับตาตัวเองทั้งนั้น

"ศิษย์พี่... พวกเราควรจะไปตามหาเซียวเหรินดีหรือไม่? หากเขาย้ายไปเข้าสำนักอื่น..."

"มันกล้าเรอะ!" ฟางชิงเจิ้งถลึงตาจนแทบถลนก่อนจะกล่าวต่อ "เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องยุ่ง อยากไปก็ให้มันไป คนที่ไม่รู้จักดูสถานการณ์เช่นนี้ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสอนไอ้คนอกตัญญูแบบนี้ออกมาได้ยังไง"

ฟางชิงเจิ้งย่อมรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนของหลินไห่กู่ และรู้ดีว่าข้อหาโหดเหี้ยมทารุณนั้นมันน่าขันเพียงใด แต่ในฐานะเจ้าสำนักเขาต้องรักษาภาพรวม ในบรรดาผู้อาวุโสทั้งหก สองคนเป็นศิษย์น้องคนสนิทของเขา ส่วนหลินไห่กู่นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะบาดหมางกันมาตั้งแต่ตอนชิงตำแหน่งเจ้าสำนักแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือผู้อาวุโสฝ่ายสนับสนุนที่เปิดปากเห็นชอบในวันนี้ ฟางชิงเจิ้งจะไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายได้อย่างไร?

เซียวเหรินไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่เข้าใจภาพใหญ่ ช่างเสียแรงที่เขาอุตส่าห์ชุบเลี้ยงมา แค่ยอมรับผิดเพียงประโยคเดียวจะตายหรืออย่างไร? ในเมื่อเขาพูดปูทางให้ขนาดนั้นแล้ว เจ้าเด็กนั่นกลับยังไม่เข้าใจ

ส่วนเรื่องที่เซียวเหรินจะไปเข้าสำนักอื่น ฟางชิงเจิ้งไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย เพราะทั่วทั้งหนิงโจว สำนักที่เน้นวิชายันต์และจิตวิญญาณมีเพียงสำนักหลิงฝูแห่งเดียว อีกอย่างเซียวเหรินเป็นเด็กกำพร้า อยู่ที่นี่มาถึงห้าปี ตอนนี้คงแค่กำลังเลือดร้อนตามประสาวัยรุ่น พออารมณ์เย็นลงย่อมต้องกลับมาหมอบกราบขอโทษเขาเอง

ฟางชิงเจิ้งพยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย จัดเครื่องแต่งกายให้เข้าที่แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ "หลิงเอ๋อร์ควรจะกลับมาจากมณฑลลู่โจวได้แล้วใช่ไหม?"

"เรียนศิษย์พี่ พรุ่งนี้นางก็ถึงแล้วครับ!"

ฟางชิงเจิ้งถอนหายใจยาวพลางโบกมือ "รอหลิงเอ๋อร์กลับมา ค่อยให้นางไปจัดการเรื่องของเซียวเหรินก็แล้วกัน!"

"ครับ!"

ผู้อาวุโสคนหนึ่งลอบคิดในใจด้วยความเอือมระอา พูดไปพูดมาสุดท้ายฟางชิงเจิ้งก็ยังกลัวว่าเขาจะหนีไปจริงๆ นั่นแหละ ตัวเองสร้างภาพไว้อย่างดีในตำหนักลงทัณฑ์ แล้วสุดท้ายก็จะใช้ลูกสาวตัวเองไปตามเขากลับมา

"แล้วเรื่องตาแก่อย่างหลินไห่กู่ที่กล้าท้าทายท่านอย่างเปิดเผยในครั้งนี้ เราจะโต้ตอบอย่างไร?"

ฟางชิงเจิ้งแค่นยิ้มเย็น "มันอยากให้ลูกชายขึ้นมาแทนที่นักไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นข้าก็จะประทานตำแหน่ง 'ศิษย์เอกสายตรง' ให้หลินเหอไปเลย! ข้าอยากรู้นักว่าไอ้ลูกชายสุนัขของมันจะมีอะไรไปเทียบกับเซียวเหรินได้! คนไร้ความสามารถที่ฝืนขึ้นสู่ที่สูง สุดท้ายย่อมต้องรับผลกรรมที่ตัวเองก่อ เดือนหน้าจะมีการประลองครั้งใหญ่ของหนิงโจว ต่อให้เซียวเหรินกลับมา ข้าก็จะไม่ให้มันเข้าร่วม ถึงตอนนั้นก็ปล่อยให้หลินไห่กู่อับอายขายหน้าไปคนเดียวเถอะ!"

ความโกรธที่มีต่อเซียวเหรินก็เรื่องหนึ่ง แต่ความจริงที่ว่าไม่มีใครในสำนักมีพรสวรรค์เท่าเซียวเหรินนั้น ฟางชิงเจิ้งรู้ดีที่สุด หากไม่ใช่เพราะเขาคอยกดพลังเอาไว้ ป่านนี้เซียวเหรินคงไม่ได้อยู่แค่ช่วงต้นของขอบเขตเหยี่ยนหลิง ขั้นที่ 7 แต่อาจจะไปถึงช่วงปลายแล้วก็ได้

พูดตรงๆ คือแม้แต่คนเป็นอาจารย์อย่างเขาก็ยังอิจฉาจนหน้ามืดตามัว

อัจฉริยะด้านพลังจิตโดยกำเนิด!

หลายปีมานี้ ฟางชิงเจิ้งแทบไม่ได้สอนอะไรที่เป็นแก่นสารให้เซียวเหรินเลย แถมในบางช่วงเขายังจงใจให้คำแนะนำที่ผิดๆ เพื่อให้เซียวเหรินหลงทางอีกด้วย เหตุผลที่บิดเบี้ยวนี้เป็นเพราะเขา "กลัว" กลัวว่าวันหนึ่งศิษย์จะเก่งกาจเกินหน้าอาจารย์อย่างเขา

แต่ขนาดโดนกดหัวไว้ถึงเพียงนี้ เซียวเหรินในวัยยี่สิบปีก็ยังก้าวเข้าสู่ขั้นที่ 7 ได้อยู่ดี! ห่างจากเขาเพียงแค่ขอบเขตเดียวเท่านั้น

เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำเตือนใจเขาว่า เมื่อเจ้าเด็กนั่นกลับมา เขาต้องหาโอกาสทำให้การฝึกตนของเซียวเหรินล่าช้าลงไปอีก ไม่อย่างนั้นในเวลาไม่กี่ปี เขาคงควบคุมเซียวเหรินไม่ได้อีกต่อไป

"พวกเจ้าออกไปให้หมด!"

ฟางชิงเจิ้งโบกมือไล่ พลางถอนหายใจเพื่อระบายความอัดอั้นในอก อย่างน้อยตอนนี้ศิษย์ในสำนักก็ยังยกย่องสิ่งที่เขาพูดในตำหนักลงทัณฑ์ บารมีในฐานะเจ้าสำนักนอกจากจะไม่ลดลงแล้วยังเพิ่มขึ้นอีก นับว่าเป็นโชคดีในความโชคร้ายจริงๆ

..........

ในเวลาเดียวกัน มณฑลชิงเฉิง โรงเตี๊ยมโหยวเจียน

ภายในห้องพักระดับพิเศษ

เซียวเหรินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง รอบกายมีกระแสพลังแหลมคมที่มองไม่เห็นหมุนวนอยู่ พลันปรากฏรอยดาบเล็กๆ ที่ขอบเตียงอย่างกะทันหัน

เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง

เซียวเหรินลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ในพริบตานั้นประกายแสงเย็นเยียบฉายออกมาจากดวงตา ภายในห้องเกิดพายุหมุนลูกเล็กพัดผ่านจากบนลงล่าง โต๊ะ เก้าอี้ และม้านั่งทุกตัวแตกสลายกลายเป็นผุยผง

"คัมภีร์ดาบ ขั้นที่หนึ่ง!"

เซียวเหรินลุกขึ้นยืน เตียงที่เขานั่งเมื่อครู่พังทลายกลายเป็นเถ้าถ่านทันที

เขาสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลภายในกายที่แตกต่างจากพลังจิตโดยสิ้นเชิง ใบหน้าของเซียวเหรินปรากฏความยินดีที่ปิดไม่มิด บัดนี้เขาสามารถฝึกทั้งสายจิตและสายบู๊ได้สำเร็จแล้ว!

คัมภีร์ดาบเล่มนี้สมกับที่เป็นของจากระบบจริงๆ!

มันไม่ต้องอาศัยอาวุธภายนอก แต่ใช้เส้นชีพจรเป็นดาบ ใช้ร่างกายเป็นใบมีด! ทุกย่างก้าวและการเคลื่อนไหวล้วนเป็นกระบวนท่าสังหาร และสิ่งที่เขากำลังฝึกอยู่ก็คือ 'ปราณดาบ' ที่เหล่านักดาบมากมายถวิลหา!

นอกจากนี้ หลังจากเริ่มต้นฝึกแล้ว ปราณดาบจะทำการขัดเกลาตัวเองในเส้นชีพจรอย่างต่อเนื่อง พูดง่ายๆ คือเป็นระบบการฝึกแบบออโต้ที่จะทะลวงขั้นได้เองตามธรรมชาติ

คัมภีร์ดาบมีทั้งหมดเก้าขั้น แต่ละขั้นเปรียบเสมือนสวรรค์คนละชั้น เมื่อถึงขั้นที่เก้าจะเข้าสู่สภาวะ 'คนและดาบรวมเป็นหนึ่ง'

เซียวเหรินเรียกเสี่ยวเอ้อขึ้นมาประเมินราคาความเสียหาย เขาจ่ายเงินชดเชยแล้วย้ายไปห้องใหม่ที่หรูหรากว่าเดิม ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ หลังจากที่เขาออกจากห้องเดิมไป ห้องนั้นก็ได้ต้อนรับการมาเยือนของบุคคลสำคัญคนหนึ่ง

เซียวเหรินนอนเล่นบนเตียงในห้องใหม่พลางหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง

ราชวงศ์ต้าอวี๋ในฐานะอาณาจักรที่รวบรวมแผ่นดินจงหยวนให้เป็นหนึ่งเดียว มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าโลกเก่าของเขามาก แค่มณฑลหนิงโจวมณฑลเดียวก็ใหญ่เท่ากับครึ่งหนึ่งของประเทศในโลกก่อนแล้ว และราชวงศ์นี้มีมณฑลแบบนี้ถึง 49 แห่ง

เซียวเหรินเตรียมตัวที่จะออกจากหนิงโจวเพื่อออกไปท่องโลกกว้าง สีสันของโลกใบนี้เขาเพิ่งจะได้สัมผัสเพียงแค่เศษเสี้ยวของมุมมณฑลหนิงโจวที่ห่างไกลเท่านั้น

ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น...

คิ้วของเซียวเหรินก็ขมวดเข้าหากัน พลังจิตของนักพรตอักขระมีการรับรู้สภาพแวดล้อมที่เฉียบคมมาก เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ประตูห้องอย่างแผ่วเบา ยันต์สองใบหลุดออกมาจากแขนเสื้อ

มีบางอย่างผิดปกติ ผิดปกติเอามากๆ

ห้องใหม่ที่เขาย้ายมาอยู่นี้อยู่ใกล้บันได เสียงฝีเท้าของเสี่ยวเอ้อและแขกคนอื่นๆ ในตอนแรกยังเป็นปกติ แต่ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา เสียงเหล่านั้นหายไปจนหมดสิ้น! ความเงียบเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเงียบสงัดถึงระดับนี้ มันต้องไม่ปกติแน่นอน

เขามาที่หน้าประตูห้องและค่อยๆ แง้มออกดูเพียงนิดเดียว แต่ยังไม่ทันจะได้มองให้ชัดเจน...

เสียงที่เปี่ยมด้วยอำนาจมาพร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาลก็ดังเข้าสู่โสตประสาท!

"ถอนตัวจากสำนักด้วยตัวเอง... เจ้าหนุ่ม เจ้านี่มันน่าสนใจจริงๆ! ลงมาคุยกันหน่อยเถอะ ข้าคือเจ้าหน้าที่รัฐ... จูเก่อเสินเฟิง!"

เมื่อได้ยินชื่อนั้น ใบหน้าของเซียวเหรินพลันเคร่งขรึมขึ้นทันที

ชื่อนี้สำหรับเหล่าสำนักต่างๆ ในหนิงโจวแล้ว เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก! เพราะเขาคือตัวแทนของราชสำนัก เป็นตัวแทนของต้าอวี๋!

หลังจากราชวงศ์ต้าอวี๋สถาปนาและปกครองแผ่นดิน เหล่าผู้ฝึกตนอาศัยช่วงที่กลียุคเพิ่งสงบทำตัวตามอำเภอใจ ถึงขั้นมีพวกนอกรีตเอาชีวิตคนมาฝึกวิชา ต้าอวี๋พิโรธหนักส่งกองทัพเข้ากวาดล้างแต่ก็ได้ผลเพียงน้อยนิด

ดังนั้น องค์กรแห่งความรุนแรงที่ชื่อว่า 'เจิ้นอู่ไถ' (หน่วยสยบยุทธ์) จึงถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อจัดการกับผู้ฝึกตนที่ทำตัวเป็นภัยต่อราษฎร์ และยังมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง...

นั่นคือการกดดันและควบคุมเหล่าสำนักฝึกตนทั้งหลาย!

และจูเก่อเสินเฟิงผู้นี้ ก็คือ ผู้บัญชาการแห่งหน่วยเจิ้นอู่ไถประจำมณฑลหนิงโจวนั่นเอง!

จบบทที่ บทที่ 3: จูเก่อเสินเฟิง ผู้บัญชาการแห่งหนิงโจว

คัดลอกลิงก์แล้ว