เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 - งานชุมนุมประตูมังกร

บทที่ 42 - งานชุมนุมประตูมังกร

บทที่ 42 - งานชุมนุมประตูมังกร


บทที่ 42 - งานชุมนุมประตูมังกร

เขตชิงหลง จวนตระกูลจ้าว

หมู่เมฆค่อยๆ ก่อตัวรวมกัน สีสันเริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ เมฆดำบดบังแสงสว่าง ฟ้าดินมืดมิดลงในพริบตา

ลมตะวันตกเฉียงเหนือพัดโหมกระหน่ำ เสียงหวีดหวิวของสายลมดังก้อง

ฟ้าดินมืดสลัว ลมพายุพัดกระหน่ำ

ทัศนียภาพราวกับวันสิ้นโลก

สีหน้าของโต้วฉางเซิงขาวซีดราวกับขี้ผึ้ง ไอออกมาเป็นระยะๆ อาการบาดเจ็บที่ได้รับมาในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน ยังไม่หายดีนัก

โต้วฉางเซิงใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดปิดปากตนเอง สายตาจ้องมองไปยังของขวัญที่วางอยู่บนโต๊ะ

มันคือกล่องของขวัญ ทว่าสิ่งของที่อยู่ภายในกลับชวนให้คลื่นไส้ และสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่ผู้คน

มันคือศีรษะคน

เป็นศีรษะคนที่เบิกตากว้าง ตายตาไม่หลับ

พยัคฆ์หน้ายิ้ม ซุนฉินหู่

แขนขวาของมือปราบเทพแปดกรว่านเหรินหวัง บุคคลผู้เป็นมือขวาที่แท้จริง

แน่นอนว่าในปัจจุบัน แขนขวาของว่านเหรินหวังได้เปลี่ยนตัวบุคคลไปแล้ว ตอนนี้คือบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าที่ชื่อกวนซิ่นหราน

กวนซิ่นหรานมีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน สายตาส่วนใหญ่ทอดต่ำ ไม่กล้ามองสบตาโต้วฉางเซิงโดยตรง ราวกับว่าโต้วฉางเซิงเป็นบุคคลสำคัญที่สูงส่งจนมิอาจเอื้อม

น้ำเสียงจริงใจเอ่ยขึ้นว่า “เหตุการณ์เขตจูเชวี่ยในครั้งนี้ นายท่านของข้ากำลังอยู่ที่ดินแดนฉี ไม่รู้ว่าซุนฉินหู่จะบังอาจทำตามอำเภอใจ กระทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ลงไป”

“หลังจากทราบเรื่อง ก็สั่งให้ข้ารีบกลับมาจัดการเรื่องนี้ที่นครเสินตูในทันที”

“ซุนฉินหู่สมควรรับโทษ ตายก็ไม่สาสมกับความผิด”

“ทว่าสำหรับผลกระทบอันเลวร้ายที่ซุนฉินหู่ก่อขึ้น นายท่านของข้าก็มิอาจทำเป็นมองไม่เห็น การมาเยือนในครั้งนี้ก็เพื่อชดใช้ให้”

กวนซิ่นหรานล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบผ้าสีแดงชิ้นหนึ่งออกมา เมื่อเปิดผ้าสีแดงออก ก็พบกับเกล็ดชิ้นหนึ่ง

เกล็ดชิ้นนี้ใหญ่มาก มีขนาดพอๆ กับฝ่ามือ ทั่วทั้งชิ้นเป็นสีเหลืองทองอร่าม ไม่มีสีอื่นเจือปนแม้แต่น้อย

เกล็ดแฝงไว้ด้วยเจตจำนงสายหนึ่ง ชั่วขณะที่เห็นเกล็ด ในหัวของโต้วฉางเซิงราวกับมีเสียงมังกรคำรามดังก้อง สัมผัสได้ลางๆ ว่ามีมังกรทองห้าเล็บตัวหนึ่งกำลังพุ่งทะยานสู่เก้าชั้นฟ้า

“นี่คือเกล็ดมังกรที่หลงเหลือมาจากยุคบรรพกาล มาจากวังมังกรแห่งทะเลบูรพา ถือเป็นของแทนใจชิ้นหนึ่ง”

“เมื่อมีสิ่งนี้ก็จะสามารถเข้าร่วมงานชุมนุมประตูมังกรได้”

“ปลาทะยานข้ามประตูมังกร ข้ามพ้นไปย่อมกลายเป็นมังกร”

“งานชุมนุมประตูมังกรจัดขึ้นร้อยปีครั้ง กำหนดจัดในวันที่สามเดือนสามของปีหน้า”

“นายท่านของข้ากว่าจะได้ของแทนใจชิ้นนี้มาไม่ง่ายเลย ถือเสียว่าเป็นของกำนัลแทนคำขอโทษก็แล้วกัน”

“ขอตัวลา”

กวนซิ่นหรานส่งมอบเกล็ดมังกรให้อย่างจริงจัง จากนั้นก็ประสานมือคำนับแล้วจากไป

คล้ายกับมองเห็นความสงสัยของโต้วฉางเซิง พ่อบ้านชราที่คอยรับใช้อยู่ด้านข้างจึงลูบหนวดเคราขาวโพลนพลางเอ่ยอธิบายว่า

“ในยุคบรรพกาล ผู้ที่ทะยานข้ามประตูมังกรไปได้ จะกลายเป็นมังกรที่แท้จริง โผบินขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้า”

“กลายเป็นเทพมารที่ยังมีชีวิตอยู่ กดข่มใต้หล้า”

“ทว่าประตูมังกรแห่งทะเลบูรพานี้ เป็นเพียงของปลอมที่มังกรแท้จริงแห่งวังมังกรสร้างเลียนแบบประตูมังกรยุคบรรพกาลเท่านั้น”

“แต่ถึงแม้จะเป็นของปลอมก็ยอดเยี่ยมยิ่งนัก วังมังกรมีของล้ำค่าชิ้นนี้ถึงได้รุ่งเรืองไม่เสื่อมถอย ยึดครองอาณาเขตในมหาสมุทรได้”

“ดังนั้นงานชุมนุมประตูมังกรที่จัดขึ้นร้อยปีครั้ง จึงเป็นงานใหญ่ของเผ่าสัตว์น้ำทั่วหล้า ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับปรมาจารย์ ขอเพียงสามารถกระโดดข้ามประตูมังกรได้ ก็จะสามารถกระตุ้นสายเลือด คืนสู่บรรพบุรุษได้สำเร็จ และบรรลุเป็นปรมาจารย์ได้ในทันที”

โต้วฉางเซิงเกิดความสงสัย อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามว่า “ปรมาจารย์หรือ?”

พ่อบ้านชราถอนหายใจพลางกล่าวว่า “เผ่ามังกรคือผู้นำของเผ่าสัตว์น้ำ ย่อมไม่ให้การคุ้มครองเผ่ามนุษย์ ดังนั้นการที่เผ่ามนุษย์กระโดดข้ามประตูมังกร จึงไม่นับว่าเป็นพิธีกรรมลิขิตสวรรค์ ไม่อาจกลายเป็นปรมาจารย์ได้”

“แต่การทะยานข้ามประตูมังกรก็ยังได้รับวาสนา ไม่ว่าจะเป็นโอสถเซียน วิชายุทธ์ ยาสมุนไพรล้ำค่า และอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งที่จะได้รับล้วนแตกต่างกันไป”

“ส่วนจะเป็นผลประโยชน์อันใดนั้น?”

“ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าเป็นสิ่งใด”

“ตัวอย่างความสำเร็จในครั้งก่อน ก็คือผู้นำของลิ่วซ่านเหมิน เฉินอ๋องหวังฉางกง”

“เมื่อก่อนเฉินอ๋องมีพรสวรรค์เพียงระดับปานกลาง หากมีพรสวรรค์โดดเด่นจริง ป่านนี้คงถูกปรมาจารย์รับเป็นศิษย์เพื่อสั่งสอนไปนานแล้ว คงไม่มาเร้นกายอยู่ในลิ่วซ่านเหมินนานหลายปีเพื่อขัดเกลาเจตจำนงของตนเองหรอก”

“ในงานชุมนุมประตูมังกร มียอดฝีมือที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศตั้งเท่าไหร่ที่ต้องพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย ทว่าเฉินอ๋องผู้มีระดับพลังไม่โดดเด่น กลับฝืนทะยานทวนกระแสน้ำ กระโดดข้ามประตูมังกรไปได้”

“ทะยานข้ามประตูมังกรเพียงครั้งเดียว มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยเท่า”

“นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็ผงาดขึ้นมาตลอดทาง ทั้งปรมาจารย์ มหาปรมาจารย์ จนถึงปรมาจารย์ไร้เทียมทาน”

“เฉินอ๋องมีฐานะเป็นเพียงบ่าวรับใช้ แต่กลับได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องต่างแซ่ ชื่อเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า งานชุมนุมประตูมังกรคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่ง”

พ่อบ้านชราไม่ได้กล่าวต่อ แต่โต้วฉางเซิงก็เข้าใจแล้วว่า บัดนี้คืองานชุมนุมประตูมังกรครั้งแรกหลังจากยุคของเฉินอ๋อง ใครบ้างไม่อยากเอาอย่างเฉินอ๋อง อาศัยประตูมังกรเพื่อผลัดเปลี่ยนกระดูก เพื่อที่จะผงาดขึ้นมาเป็นปรมาจารย์ไร้เทียมทานคนต่อไป

ของแทนใจชิ้นนี้ ช่างเป็นเผือกร้อนเสียจริง

การแข่งขันย่อมต้องดุเดือดเลือดพล่านอย่างแน่นอน

เมื่อเห็นสีหน้าของโต้วฉางเซิงเริ่มย่ำแย่ พ่อบ้านชราก็เอ่ยปลอบใจว่า “เกล็ดมังกรชิ้นนี้ แม้จะเป็นของแทนใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิ์หนึ่งที่นั่ง”

“แต่ต้องรวบรวมเกล็ดมังกรให้ครบสามชิ้น ถึงจะได้สิทธิ์ที่สมบูรณ์”

“ท้ายที่สุดแล้ว ประตูมังกรก็เป็นสิ่งของของเผ่ามังกร เกี่ยวข้องกับเผ่าสัตว์น้ำทั่วหล้า เงื่อนไขในการเข้าร่วมของเผ่ามนุษย์เราจึงค่อนข้างเข้มงวด”

“ทำเนียบมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลง ประตูมังกรกำลังจะเปิดออก สองเรื่องใหญ่เกิดขึ้นพร้อมกัน ปีนี้ถูกกำหนดมาแล้วว่าคงผ่านไปได้ไม่ง่ายนัก”

“เผ่ามังกรจำนวนไม่น้อยในวังมังกร มักจะมีข้อกังขาเกี่ยวกับการที่เผ่ามนุษย์เข้าร่วมงานชุมนุมประตูมังกรมาโดยตลอด องค์ชายเก้าแห่งวังมังกรในยุคนี้ ถึงกับประกาศกร้าวไปนานแล้วว่าจะร่วมมือกับเผ่าสัตว์น้ำต่างๆ เพื่อลงมือกับผู้ครอบครองเกล็ดมังกร”

“งานชุมนุมประตูมังกรมีสิทธิ์ทั้งหมดเก้าสิบเก้าที่นั่ง เผ่ามนุษย์เราครอบครองไปสามสิบที่นั่ง ที่เหลืออีกหกสิบเก้าที่นั่ง เผ่ามังกรแบ่งกันไป พวกเขายังจะมาหาเรื่องอีก ช่างไม่รู้จักพอเสียจริง”

โต้วฉางเซิงมองพ่อบ้านชราด้วยสายตาขุ่นเคือง นี่คือคำปลอบใจหรือ?

ไม่เห็นหรือว่าสีหน้าเขาเขียวคล้ำไปหมดแล้ว

เผ่ามนุษย์ครอบครองไปตั้งหนึ่งในสามแล้ว หากเปลี่ยนเป็นข้าที่เป็นเผ่ามังกร ข้าก็คงไม่ยอมแน่ ต้องไปโจมตีเผ่ามนุษย์ แย่งชิงโควตาในมือเผ่ามนุษย์มาให้ได้

พ่อบ้านชราราวกับมองไม่เห็นสีหน้าของโต้วฉางเซิง ยังคงเอ่ยต่อไปว่า “เฉินอ๋องอาศัยกำลังของตนเพียงผู้เดียว ยกระดับคุณสมบัติของงานชุมนุมประตูมังกรขึ้นมาหลายขั้น เมื่อก่อนเผ่ามนุษย์ไม่ได้กระตือรือร้นในการเข้าร่วมงานชุมนุมประตูมังกรเลย”

“ดังนั้นเฉินอ๋องจึงได้รับสิทธิ์มาหนึ่งที่นั่ง แต่นี่คืองานชุมนุมประตูมังกรครั้งแรกในยุคหลังเฉินอ๋อง”

“ปรมาจารย์จำนวนมากมารวมตัวกันที่ทะเลบูรพา ก็เพื่อแย่งชิงคุณสมบัติ ปูทางให้กับคนในสำนักและศิษย์ของตน”

“สุดท้ายแล้ว ผู้ที่ได้รับสิทธิ์จริงๆ พลังฝีมือย่อมไม่ต่ำกว่าวิถียุทธ์ขั้นสี่”

“ทำเนียบมนุษย์ก็มีคนเพียงเท่านั้น แต่ในทำเนียบมนุษย์ยุคก่อน นอกจากพวกอันดับต้นๆ แล้ว ที่เหลือล้วนยังไม่เคยทะลวงสู่ระดับปรมาจารย์ ย้อนกลับไปอีกยุคหนึ่ง...”

คำพูดของพ่อบ้านชราถูกโต้วฉางเซิงขัดจังหวะโดยตรง เขาไม่อยากฟังต่อไปแล้ว

พ่อบ้านชราจ้องมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวของโต้วฉางเซิง นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

อ้อ!

เข้าใจแล้ว นี่คงตื่นเต้นเกินไปสินะ

แค่คิดว่าจะได้กระโดดข้ามประตูมังกร แล้วผงาดขึ้นมาเป็นปรมาจารย์ไร้เทียมทาน ข้าก็เริ่มตื่นเต้นแล้ว

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนหนุ่มสาวเลย

โต้วฉางเซิงหมุนตัวกลับอย่างฉับพลัน แล้วเดินตรงไปยังห้องพัก

นี่ใช่ภาษาคนพูดหรือ?

โต้วฉางเซิงแค่ลองคิดดู ในยุคปัจจุบันที่วิถียุทธ์รุ่งเรือง ต่อให้มียี่สิบปีต่อหนึ่งยุค สามยุคผ่านไปก็เพิ่งจะอายุหกสิบกว่าปีเท่านั้น

ผู้ฝึกยุทธ์ในสามขั้นกลาง สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงสองรอบนักษัตร หนึ่งร้อยยี่สิบปี

อายุเจ็ดแปดสิบปีก็ยังอยู่ในช่วงที่ต่อสู้ได้พอดี

มายังโลกใบนี้ได้เพียงไม่กี่เดือน โต้วฉางเซิงยังไม่ทันได้ตั้งตัว บัดนี้เมื่อถูกพ่อบ้านชรากล่าวเช่นนี้ ถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าจำนวนผู้ฝึกยุทธ์นั้นชวนให้หวาดกลัวอยู่บ้างจริงๆ

มิน่าเล่าถึงได้แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ ทำเนียบมนุษย์อายุยี่สิบห้าปีก็ต้องลงจากทำเนียบแล้ว

การทะลวงสู่สามขั้นกลาง วิถียุทธ์ขั้นหกเส้นชีพจรธรรม นี่ก็ยังไม่รับประกันความปลอดภัยเลย

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ก่อนอายุยี่สิบห้าปี อันดับในทำเนียบมนุษย์ของพวกเขาจะอยู่ท้ายๆ และไม่สามารถสู้กับสิบอันดับแรกของทำเนียบมนุษย์ได้ แต่ปีนี้พวกเขาอายุเจ็ดสิบปีแล้ว อดทนฝึกฝนมาจนถึงวิถียุทธ์ขั้นสี่ขั้นสูงสุดแล้ว จะยังไม่สามารถสู้กับยอดฝีมืออันดับต้นๆ ในทำเนียบมนุษย์ยุคหลังสองยุคได้อีกหรือ?

ไม่สิ อายุเจ็ดสิบปีควรจะทะลวงผ่านไปนานแล้ว มิฉะนั้นก็คือล้มเหลวและรากฐานเสียหายไปแล้ว

พอคิดได้เช่นนี้ โต้วฉางเซิงก็เบาใจลง

วิถียุทธ์ขั้นหกก็ยังไม่ค่อยปลอดภัยนัก หากเป็นวิถียุทธ์ขั้นห้า ย่อมสามารถเข้าร่วมงานชุมนุมประตูมังกรได้อย่างแน่นอน

โต้วฉางเซิงพึมพำในใจประโยคหนึ่ง ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ในทันที

งานชุมนุมประตูมังกรนี้ เขาจะไปเข้าร่วมทำไมกัน?

ของล้ำค่าเช่นนี้ ว่านเหรินหวังบอกจะให้ก็ให้เลย ต้องมีเจตนาร้ายอย่างแน่นอน

ตัวเขาจะเข้าไปมีส่วนร่วม แกว่งเท้าหาเสี้ยนทำไม

มอบให้ศิษย์พี่จ้าว ยังได้น้ำใจกลับมาอีก ถึงตอนนั้นอาจารย์ของตนก็หาเกล็ดมังกรมาได้อีกแผ่น พอได้เกล็ดมังกรมาอีกแผ่น ก็จะสามารถยืนยันสิทธิ์ได้หนึ่งที่นั่ง

โต้วฉางเซิงเบาใจแล้ว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 42 - งานชุมนุมประตูมังกร

คัดลอกลิงก์แล้ว