- หน้าแรก
- มีพรสวรรค์ระดับพระเจ้าแท้ๆ แต่ไหงดันต้องมาเกาะเมียกินซะงั้น
- บทที่ 9 โชคชะตา
บทที่ 9 โชคชะตา
บทที่ 9 โชคชะตา
"ระดับ D งั้นหรือ? เป็นเขาจริงๆ น่ะหรือ? หรือว่าท่านบรรพชนจะคาดเดาผิดพลาด?"
แววตาของหนานกงป้าเทียนในยามนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเป หนานกงหยาคือลูกสาวแท้ๆ ของเขา แล้วจะให้เขานิ่งนอนใจกับเรื่องของเธอได้อย่างไร?
ตระกูลหนานกงของเขาเดิมทีเป็นตระกูลอันดับหนึ่งในนครหลวงมาร ทว่าเมื่อ 18 ปีก่อน ทั้งตระกูลกลับต้องอพยพย้ายถิ่นฐานมายังเมืองชิงซาน
ในวินาทีนั้น หนานกงป้าเทียนก็หวนนึกถึงอดีตขึ้นมา
"ป้าเทียน เวลาของข้าใกล้จะหมดลงแล้ว ในครั้งนี้ ข้ายอมแลกด้วยอายุขัยทั้งหมดที่มีเพื่อทำนายหาเศษเสี้ยวแห่งความเป็นไปได้ในอนาคต
ท่ามกลางความเป็นไปได้นับไม่ถ้วนที่ข้าเห็น จุดเปลี่ยนแห่งโชคชะตาของตระกูลหนานกงเรานั้นอยู่ที่ลูกสาวของเจ้า
พวกสัตว์อสูรต่างมิติที่มาจากเขตแดนดวงดาวอันทรงพลัง มองว่าดาวเคราะห์สีน้ำเงินของเราเป็นเพียงหนึ่งในดวงดาวเป้าหมายของการโจมตีเท่านั้น การพัฒนาของดาวสีน้ำเงินตลอด 500 ปีที่ผ่านมาอาจดูเหมือนรวดเร็วมาก
ยอดฝีมือมากมายถือกำเนิดขึ้น ทว่าพวกเขาก็ยังคงอ่อนแอเกินไป และในหมู่ยอดฝีมือของดาวสีน้ำเงินก็ยังมีคนทรยศแฝงตัวอยู่อีกมาก
ขุมกำลังในปัจจุบันของดาวสีน้ำเงินไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่มนุษยชาติกำลังเผชิญ หรือแม้แต่จะฝ่าวงล้อมของเหล่าสัตว์อสูรต่างมิติไปได้ พวกเราก็ไม่ต่างอะไรกับของเล่นที่พวกมันเลี้ยงไว้
สัตว์อสูรต่างมิติเป็นเพียงหนึ่งในเผ่าพันธุ์นับหมื่นแสนที่มีชื่อว่าเผ่าสัตว์ปฐมกาล และพวกมันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเผ่าพันธุ์เหล่านั้นด้วยซ้ำ
ดาวสีน้ำเงินของเรายังอ่อนแอเกินไป ในอีกสามสิบปีข้างหน้า มนุษยชาติจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ และตัวแปรเดียวที่จะพลิกผันเรื่องนี้ได้อยู่ที่เมืองชิงซาน
โอกาสของตระกูลหนานกงเราก็อยู่ที่เมืองชิงซานเช่นกัน ป้าเทียน จงพากลุ่มคนในตระกูลไปยังเมืองชิงซานเสีย จำไว้ว่าอย่าได้ก้าวก่ายการตัดสินใจของลูกสาวเจ้าเป็นอันขาด และเจ้าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องนางให้ดี... "
น้ำเสียงอันแหบพร่าและอ่อนแรงของท่านบรรพชนราวกับยังคงดังก้องอยู่ในหูของหนานกงป้าเทียน ทว่าในตอนนี้ เขากลับรู้สึกกังขาขึ้นมาเล็กน้อย หยางเซี่ยคือตัวแปรที่ท่านบรรพชนกล่าวถึงจริงๆ น่ะหรือ? ผู้ที่มีพรสวรรค์เพียงระดับ D จะสามารถกอบกู้ตระกูลหนานกง หรือแม้กระทั่งดาวสีน้ำเงินทั้งดวงในอนาคตได้จริงๆ หรือ?
นับตั้งแต่ที่พบตัวลูกสาวในย่านสลัมแถบชานเมืองชิงซานเมื่อตอนที่เธออายุได้เก้าขวบ หนานกงป้าเทียนก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างมาโดยตลอด เพราะหนานกงหยา ลูกสาวของเขา มักจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของบอดี้การ์ดที่เขาจัดหาให้อยู่เสมอ
ทว่าในวันนั้น บอดี้การ์ดของหนานกงหยาซึ่งเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ฝีมือฉกาจ กลับคลาดสายตาจากลูกสาวของเขาไปได้อย่างไร้ร่องรอย ทั้งๆ ที่คอยเฝ้าดูเธออยู่ตลอดเวลา
เธอหายตัวไปอย่างลึกลับโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เลย
ครึ่งเดือนให้หลัง ถึงได้พบตัวลูกสาวของเขาอีกครั้ง
ลูกสาวของเขาไปปรากฏตัวอยู่ในย่านสลัมชานเมือง พร้อมกับเด็กชายคนหนึ่งที่มาจากสลัมแห่งนั้น
เด็กคนนั้นมีชื่อว่า หยางเซี่ย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หยางเซี่ยก็เข้ามาอยู่ในสายตาของหนานกงป้าเทียน
ไม่ว่าจะเป็นชาติกำเนิดของหยางเซี่ย ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่ลูกสาวของเขาได้พบกับหยางเซี่ย ไปจนถึงพัฒนาการของเด็กหนุ่มหลังจากนั้น—
หนานกงป้าเทียนล้วนรู้ซึ้งเป็นอย่างดี พิธีปลุกพลังเมื่อวานนี้ก็เช่นกัน เขารู้ดีว่าหนานกงหยา ลูกสาวของเขา ได้กินโอสถเบิกวิญญาณเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งเม็ด
เขาไม่แปลกใจเลยที่ลูกสาวอย่างหนานกงหยาจะสามารถปลุกพรสวรรค์ระดับ S ได้สำเร็จ เพราะตัวเขาเองก็เป็นผู้ปลุกพลังระดับ S เช่นกัน
แต่เขากลับรู้สึกประหลาดใจอย่างมากกับหยางเซี่ยที่ปลุกพรสวรรค์ได้เพียงระดับ D เท่านั้น
ในสายตาของหนานกงป้าเทียน เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าหยางเซี่ยคือตัวแปรสำคัญคนนั้น แล้วเขาจะมีพรสวรรค์แค่ระดับ D ได้อย่างไร?
นับตั้งแต่อพยพมายังเมืองชิงซานอันห่างไกลแห่งนี้เมื่อ 18 ปีก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่หนานกงป้าเทียนเกิดความรู้สึกลังเลสงสัย
หยางเซี่ยอยู่ภายใต้การจับตาดูของเขามาโดยตลอด แม้ว่าพรสวรรค์ระดับ D จะถือว่าแข็งแกร่งมากสำหรับคนธรรมดาทั่วไป แต่มันกลับไร้ค่าเมื่อเทียบกับคนระดับหนานกงป้าเทียน
มันคุ้มค่าแล้วหรือที่จะฝากฝังลูกสาวสุดที่รักไว้กับคนเช่นนี้?
หรือการตัดสินใจในตอนนั้นจะเป็นความผิดพลาด?
ทว่าเมื่อนึกถึงแววตาอันเด็ดเดี่ยวของท่านบรรพชน หนานกงป้าเทียนก็ไม่อาจเชื่อได้ว่าข้อมูลที่แลกมาด้วยชีวิตจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
ในเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา
ถึงแม้เด็กนั่นจะไม่ใช่ตัวแปรที่ว่า แต่ขอแค่หนานกงหยา ลูกสาวของเขาสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ก็พอ การฝากฝังอนาคตของดาวสีน้ำเงินไว้กับเด็กสองคนนั้นดูจะไม่เข้าท่าเอาเสียเลย พวกผู้ใหญ่อย่างเราก็ยังไม่ตายเสียหน่อย
...
ในขณะเดียวกัน หนานกงหยาและหยางเซี่ยกำลังขับรถเฟอร์รารี่มุ่งหน้าไปยังบ้านของหยางเซี่ยอย่างร่าเริง
ระยะทางกว่ายี่สิบกิโลเมตรนั้นไม่ถือว่าไกล ทว่าสภาพถนนกลับไม่สู้ดีนัก
ในช่วงแรก สองข้างทางยังเต็มไปด้วยตึกสูงตระหง่านเรียงราย แต่เมื่อขับไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นเพียงบ้านเรือนตั้งอยู่กระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ
บนถนนที่ว่างเปล่า มีรถสัญจรผ่านไปมาเพียงไม่กี่คันในเวลานี้ เมื่อมองดูป่าไม้อันเขียวชอุ่ม ฟังเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว และสัมผัสได้ถึงสายลมพัดเอื่อย หยางเซี่ยก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคุณหนูอยู่เคียงข้าง หยางเซี่ยยิ่งรู้สึกสุขใจเป็นทวีคูณ
ไม่นานนัก พวกเขาก็เข้าสู่เส้นทางเปลี่ยวที่ถนนกว้างพอให้รถวิ่งได้เพียงคันเดียวเท่านั้น หากมีรถขับสวนมา ก็ต้องหาพื้นที่หลบหลีกให้พ้นทาง
ตลอดเส้นทางแคบๆ นี้ ต้นไม้สองข้างทางยิ่งดูหนาแน่นทึบตา
ทว่าในจังหวะนั้นเอง หยางเซี่ยกลับรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เสียงนกร้องที่คุ้นเคยเงียบหายไป บรรยากาศรอบด้านมันเงียบสงัดจนเกินไป
"คุณหนูหยา หยุดรถก่อนครับ แถวนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล"
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของหยางเซี่ย หนานกงหยาก็ค่อยๆ เหยียบเบรก
เมื่อมองดูสภาพแวดล้อมที่เงียบสงัดผิดปกติ และเห็นต้นไม้ล้มขวางถนนอยู่เบื้องหน้า หนานกงหยาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน ทั้งสองสบตากันอย่างรู้ทัน
"คน หรือว่าสัตว์อสูรต่างมิติ?"
"ไม่แน่ใจครับ แต่มันกำลังตรงมาทางนี้แล้ว"
หยางเซี่ยและหนานกงหยาจ้องมองเงาทั้งห้าร่างที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พวกมันไม่ใช่คน แต่เป็นหมาป่าห้าตัว หมาป่าอสูรต่างมิตินั่นเอง
หมาป่าอสูรต่างมิติทั้งห้าตัวนี้มีความสูงกว่าหนึ่งเมตรและลำตัวยาวทะลุสองเมตร พวกมันกำลังแยกเขี้ยวคำรามและย่างสามขุมเข้ามาหาทั้งสองคน
...
ณ มุมมืดแห่งหนึ่ง
"ท่านผู้นำ คุณหนูกับหยางเซี่ยเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรต่างมิติห้าตัวบนถนนครับ สี่ตัวอยู่ในระดับหนึ่งขั้นที่หนึ่ง และอีกตัวอยู่ระดับหนึ่งขั้นที่สอง ต้องการให้ผมจัดการเดี๋ยวนี้เลยไหมครับ?"
หนานกงป้าเทียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
"ยังไม่ต้องรีบ ปล่อยให้คุณหนูกับหยางเซี่ยจัดการกันเองไปก่อน หากพวกเขากำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตจริงๆ ค่อยลงมือ ยังไงซะพวกเขาก็ต้องเติบโตด้วยตัวเอง"
"รับทราบครับ ท่านผู้นำ"
...
"หยางเซี่ย มีสัตว์อสูรต่างมิติห้าตัว ตามคัมภีร์สัตว์อสูร สี่ตัวอยู่ระดับหนึ่งขั้นที่หนึ่ง ส่วนอีกตัวอยู่ระดับหนึ่งขั้นที่สอง เราต้องรีบหนี พวกเราสู้มันไม่ได้หรอก"
พูดจบ หนานกงหยาก็เหยียบคันเร่ง เตรียมจะถอยรถหนี
ทว่าสีหน้าของหยางเซี่ยในยามนี้กลับมืดมนลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะบ้านของเขาอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบกิโลเมตร และคุณย่าของเขาก็อยู่ที่นั่น
เขาไม่รู้ว่าตอนนี้คุณย่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ดังนั้นไอ้พวกนี้ต้องตายสถานเดียว
แต่หยางเซี่ยที่ไม่เคยต่อสู้กับสัตว์อสูรต่างมิติมาก่อน ก็ไม่กล้าการันตีว่าจะจัดการพวกมันได้ แม้ว่าเขาจะมีทหารเงาถึงร้อยนายอยู่ในห้วงวิญญาณยุทธ์ และแม้ว่าทหารเงาของเขาจะแข็งแกร่งกว่าตอนที่ปรากฏตัวครั้งแรกมากก็ตาม
แววตาของหยางเซี่ยดูลึกล้ำยากจะคาดเดา เขาก้มมองเทอร์มินัลส่วนตัว ซึ่งมีเพียงชื่อของครูใหญ่ที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น แล้วจัดการส่งข้อความไปหา
"ผมจะลงจากรถไปถ่วงเวลาให้เอง ผมส่งข้อความแจ้งครูใหญ่ผ่านอุปกรณ์สื่อสารส่วนตัวไปแล้ว"
ในท้ายที่สุด หยางเซี่ยก็ตัดสินใจลงจากรถ เส้นทางนี้แคบเกินไป และความเร็วในการถอยรถของหนานกงหยาก็เชื่องช้า ต้องมีคนคอยเบี่ยงเบนความสนใจ
"หยางเซี่ย นี่ไม่ใช่เวลามาทำเป็นเก่งนะ"
"เชื่อผมสิ ผมมีวิธี ผมสวมชุดเกราะที่คุณให้มาเมื่อวานแล้ว อย่าเพิ่งสติแตกไปเลย"
หยางเซี่ยรีบก้าวลงจากรถพร้อมปิดประตูอย่างรวดเร็ว ในมือของเขากระชับดาบเกล็ดน้ำแข็งไว้แน่น
...
ณ มุมมืด
"ไอ้หนุ่มนี่มันใจกล้าไม่เบา!"
...
เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดับลง และเห็นหนานกงหยาลงจากรถพร้อมกับชักแส้ยาวที่เอวออกมา เธอเอ่ยกับหยางเซี่ยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
"นายนี่มัน ทำไมถึงไม่ยอมฟังที่เตือนบ้างฮะ?"
"คุณก็เหมือนกัน ออกมาทำไม? รีบหนีไปสิ!"
สถานการณ์ในตอนนี้ช่างไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย เบื้องหน้าของหนานกงหยาและหยางเซี่ย หมาป่าอสูรต่างมิติทั้งห้าตัวพุ่งกระโจนเข้ามาแล้ว
หมาป่าอสูรต่างมิติร่างยักษ์ทั้งห้าพุ่งเข้าหาหนานกงหยาและหยางเซี่ยด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ
'ทหารเงา ออกมาให้หมด แล้วจัดการหมาป่าอสูรพวกนี้ซะ!'
หยางเซี่ยตะโกนก้องในใจ ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน เขาจึงอัญเชิญทหารเงาทั้งหมดออกมา
ทางด้านหนานกงหยาก็เผยอาวุธของเธอเช่นกัน เธอตวัดแส้ระดับสามออกมา เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้เสี่ยงตาย
เพียงชั่วพริบตา เงาร้อยสายก็ปรากฏขึ้นจากความมืดมิด
เงาทั้งร้อยร่างต่างถืออาวุธลักษณะคล้ายดาบยาว พุ่งเข้าใส่หมาป่าอสูรต่างมิติทั้งห้าตัวทันทีตามเจตนารมณ์ของหยางเซี่ย
เดิมทีหยางเซี่ยคิดว่าทหารเงาทั้งร้อยนายส่วนใหญ่คงเป็นได้แค่เป้านิ่ง แต่พวกมันก็น่าจะพอช่วยบั่นทอนพละกำลังและสภาพความพร้อมของพวกหมาป่าอสูรลงได้บ้าง จากนั้นค่อยใช้ทหารเงาที่เหลือผสานกับคัมภีร์ลับสังหารเงา ลอบโจมตีพวกมันในทีเผลอ
ทว่าเหตุการณ์อันน่าตกตะลึงกลับบังเกิดขึ้น
ทหารเงาห้าแนวหน้าซึ่งกวัดแกว่งดาบเงาในมือ ต่างฟาดฟันเพลงดาบศึกโลหิตที่พวกมันเชี่ยวชาญอยู่แล้วออกไป
เมื่อเผชิญหน้ากับหมาป่าอสูรที่ดุร้าย ทหารเงาใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็สามารถสังหารหมาป่าอสูรไปได้ถึงสี่ตัว เหลือเพียงตัวเดียวที่แข็งแกร่งกว่าเล็กน้อยซึ่งยังคงดิ้นรนต่อสู้ แต่สุดท้ายก็ถูกบั่นคอขาดสะบั้นลงอย่างรวดเร็ว
หยางเซี่ยและหนานกงหยาที่เตรียมใจจะสู้ตายถึงกับยืนนิ่งอึ้งไปในทันที
เงาหมายเลขหนึ่งที่คอยสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ ก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
"ท่านผู้นำ เกิดเรื่องพลิกผันขึ้นแล้วครับ"
"เกิดอะไรขึ้น?" หนานกงป้าเทียนเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงง เวลาเพิ่งจะผ่านไปได้แค่ครู่เดียว มันจะเกิดเรื่องพลิกผันอะไรขึ้นได้อีกล่ะ?
"ดูเหมือนว่าหยางเซี่ยจะอัญเชิญทหารเงาออกมาถึงร้อยนาย แล้วหลังจากนั้น...
หมาป่าอสูรทั้งห้าตัวต้านทานการโจมตีจากทหารเงาแค่ห้านายได้ไม่ถึงอึดใจ ก่อนจะถูกฆ่าตายทั้งหมดเลยครับ"
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ หนานกงป้าเทียนก็เอ่ยถามขึ้น
"เงาหมายเลขหนึ่ง นายแน่ใจนะว่าหยางเซี่ยเพิ่งจะปลุกพลังเมื่อวาน และเขาก็มีพรสวรรค์แค่ระดับ D? เขาเพิ่งปลุกพลังและยังไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ด้วยซ้ำ แต่กลับสามารถสังหารหมาป่าอสูรห้าตัวได้ในพริบตาเนี่ยนะ"
"เรียนท่านผู้นำ... ผมเห็นหยางเซี่ยปลุกพลังเมื่อวานนี้กับตา ไม่มีทางที่เขาจะปลุกพลังได้ก่อนหน้านี้แน่นอนครับ"
แม้ว่าเงาหมายเลขหนึ่งจะรู้สึกช็อก ทว่าหยางเซี่ยเพิ่งจะปลุกพลังเมื่อวานนี้จริงๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนานกงป้าเทียนก็นิ่งเงียบไปอีกพักใหญ่
หรือนี่จะเป็นโชคชะตาจริงๆ?