- หน้าแรก
- ท่ามกลางเทพและปีศาจ
- บทที่ 157 เผชิญอันตรายในป่า
บทที่ 157 เผชิญอันตรายในป่า
บทที่ 157 เผชิญอันตรายในป่า
ภายในถ้ำที่คับแคบและชื้นแฉะ
"ฟู่!"
เฉินหลี่พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ลืมตาขึ้น สิ้นสุดการฝึกฝนหนึ่งโคจรใหญ่ พลังปราณที่สูญเสียไปฟื้นฟูกลับมาจนสมบูรณ์
เขาตรวจสอบหน้าต่างสถานะ
"ขอบเขต: สร้างรากฐานขั้นที่สอง: 54/100"
"ตบะบรรลุถึงสร้างรากฐานขั้นที่สองเกินครึ่งแล้ว คำนวณดูช่วงเวลานี้ของปีหน้า ก็น่าจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นที่สามได้แล้ว" เฉินหลี่ลอบใคร่ครวญในใจ "และหลังจากนั้น ก็คือสร้างรากฐานขั้นกลาง..."
สำนักหวนเจินทั้งหมดมีผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางเพียงหกคนเท่านั้น
แถมส่วนใหญ่ก็แก่ชรากันหมดแล้ว
ต่อให้รวมเซี่ยหงอี้ที่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย และบรรพชนจินตันเข้าไปด้วย ก็มีเพียงแค่แปดคนเท่านั้น
"เป้าหมายของข้าก็ไม่ได้สูงส่งนัก หากในช่วงชีวิตนี้โชคดีทะลวงสู่ขอบเขตจินตันได้ มีอายุขัยแปดร้อยปี ก็ถือว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว"
เฉินหลี่อดไม่ได้ที่จะคิดเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อยครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดความคิดเหล่านั้นลง
เขาหยิบฟืนแห้งที่เก็บรวบรวมมา ใช้ไฟจากวิชาจุดไฟจุดมันขึ้น รอจนเปลวไฟเผาไหม้กลายเป็นถ่าน จากนั้นจึงหยิบเนื้อสัตว์อสูรระดับสองชิ้นใหญ่จากถุงเก็บของออกมา ใช้กระบี่ชิงอวี้เสียบ แล้วเริ่มย่างบนเตาถ่านอย่างพิถีพิถัน
ในเวลานี้ พายุฝนฟ้าคะนองที่ก่อตัวมาเนิ่นนาน
ในที่สุดก็ตกลงมาเสียที
หยาดฝนเม็ดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วร่วงหล่นลงมาพร้อมกับสายฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้อง กระทบลงบนใบไม้ในป่าดังกึกก้อง ส่งเสียงอึกทึกไปทั่วบริเวณ
ท่ามกลางเสียงฝนด้านนอก เฉินหลี่ก็รับประทานอาหารเย็นจนเสร็จ
หลังจากวางกับดักง่ายๆ ไว้ด้านนอก เฉินหลี่ก็กลับเข้าถ้ำ พิงกำแพงถ้ำ แล้วเริ่มหลับตาพักผ่อน
ป่าดึกดำบรรพ์เช่นนี้ไม่เหมือนกับภายในค่ายกลพิทักษ์สำนัก เรียกได้ว่ามีอันตรายซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่ง เต็มไปด้วยความเสี่ยง ต่อให้เป็นระดับสร้างรากฐานอย่างเขา หากประมาทเพียงนิดเดียวก็อาจพลาดพลั้งตกม้าตายได้ เขาจำเป็นต้องรักษาสภาพร่างกายให้อยู่ในจุดสูงสุดตลอดเวลา
รัตติกาลเริ่มล่วงเลย
ฝนหยุดตกลงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ จันทร์เพ็ญกระจ่างใสลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ
"โฮก!"
ทันใดนั้นเสียงคำรามยาวนานของสัตว์ประหลาดก็ดังขึ้น ทำให้เฉินหลี่สะดุ้งตื่นทันที
เขาลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว "หรือว่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับสอง?"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็มุดออกจากถ้ำ ใช้วิชาหลบหลีกเคราะห์ภัย แล้วรีบรุดไปยังทิศทางที่เสียงคำรามดังมาอย่างรวดเร็ว
กิ่งไม้สองข้างทางปลิวว่อน
เฉินหลี่หมอบตัวต่ำ วิ่งพุ่งผ่านไปในป่า รวดเร็วดุจสายลม
ไม่รู้ว่าวิ่งมานานเท่าใด
เขาก็หยุดลง ปรับลมหายใจเล็กน้อย ใช้วิชาหูทิพย์ เงี่ยหูฟัง ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงดังมาให้ได้ยินลางๆ
"ดูเหมือนจะอยู่แถวนี้!"
เขาเดินพลังวิชาเร้นกลิ่นอาย ระงับจังหวะหัวใจที่เต้นรัว ชะลอฝีเท้าลง แล้วค่อยๆ คืบคลานเข้าไปใกล้
หลังจากเดินต่อไปอีกหนึ่งถึงสองลี้
เขาแหวกพุ่มไม้มีหนามออก มองไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นกิ่งไม้ด้านหน้าไหวเอน ผ่านลำต้นของต้นไม้ที่ตั้งตระหง่าน เงาร่างของสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ตัวหนึ่งกำลังเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายกดดันอันเป็นเอกลักษณ์ของสัตว์อสูรระดับสองแล้ว
เขาสูดหายใจเข้าลึก และขยับเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวังต่อไป
นี่คือสัตว์อสูรที่มีลักษณะคล้ายม้าแต่ก็ไม่ใช่ม้า บนหัวมีเขาโค้งแหลมคมสีหยกคู่หนึ่ง นอกจากนี้ เหนือสันจมูกของมันยังมีเขาที่สาม ซึ่งสั้นกว่าสองเขาแรกมาก สีของมันยังเป็นสีเขียวเข้มประกายใส
ภายใต้แสงเงาอันสลับซับซ้อนของป่าในยามค่ำคืน ทั่วร่างของมันแผ่ประกายแสงสีเขียวอมเหลืองอันน่าอัศจรรย์ แขนขายาวเรียว รูปร่างสมส่วน ท่วงท่าการเดินดูปราดเปรียวและสง่างาม ราวกับเป็นภูตพรายในป่าก็มิปาน
มันหยุดเดินเป็นระยะๆ เลือกเล็มกิ่งไม้ใบหญ้าที่อ่อนนุ่มที่สุดบนต้นไม้ ตวัดลิ้นม้วนเข้าปากใหญ่โต แล้วเคี้ยวอย่างต่อเนื่อง
"ดูเหมือนจะเป็นสัตว์อสูรกินพืช..."
ทว่า นี่ก็ไม่ใช่เรื่องตายตัว
เมื่อมาถึงระดับของสัตว์อสูร เส้นแบ่งระหว่างสัตว์กินพืชและกินเนื้อก็ไม่ได้ชัดเจนอีกต่อไป
ความจริงแล้ว ต่อให้เป็นสัตว์กินพืชทั่วไป เมื่อมีโอกาสได้กินเนื้อ พวกมันก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะกิน
สัตว์อสูรระดับสองที่ดูเหมือนสัตว์กินพืชตัวหนึ่ง ไม่ได้ปลอดภัยไปกว่าสัตว์อสูรระดับสองที่ดูเหมือนนักล่าเลยสักนิด
เฉินหลี่สังเกตอย่างละเอียด ขบคิดถึงโอกาสที่จะสังหารมันในดาบเดียว
ไม่นาน ภายในใจเขาก็มีแผนการ
เขาใช้วิชาพรางตัว
ชะลอฝีเท้าลง และขยับเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง
หนึ่งร้อยเมตร
ห้าสิบเมตร!
……
ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
สัตว์อสูรระดับสองตัวนี้หยุดชะงักลงกะทันหัน คล้ายกับรับรู้ถึงบางสิ่ง มันเงี่ยหูฟังอย่างระแวดระวัง ปากส่งเสียงขู่เตือนต่ำๆ แสงสว่างบนร่างค่อยๆ สว่างขึ้นทีละน้อย ลางสังหรณ์ทำให้มันรู้สึกไม่สบายใจ
เฉินหลี่รีบหยุดนิ่ง ร่างกายราวกับหินผาที่ไม่ไหวติง
รอคอยอยู่นานทีเดียว
สัตว์อสูรตัวนี้ถึงเพิ่งจะวางใจลง และเริ่มกินอาหารต่อ ทว่าจากหูที่ขยับไปมาไม่หยุด และจมูกที่กระตุกฟุดฟิด เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายตื่นตัวเต็มที่แล้ว พร้อมรับมือกับอันตรายทุกเมื่อ
เฉินหลี่ขยับตัวอีกครั้ง คราวนี้ความเร็วเชื่องช้าจนน่าตกใจ ร่างกายแทบจะคืบคลานไปข้างหน้าทีละนิ้ว
โชคดีที่วิชาพรางตัวระดับสูงสุดมีระยะเวลาแสดงผลที่ค่อนข้างยาวนาน
มิเช่นนั้น คาดว่าคงจะถูกจับได้ไปแล้ว
หลังจากพยายามเข้าใกล้จนเหลือระยะสามสิบเมตรอย่างยากลำบาก เฉินหลี่ก็ไม่คิดจะรออีกต่อไป
เขาสูดหายใจเข้าลึก สะบัดมือใช้ยันต์แสงทองคุ้มกายปกป้องร่างกาย เดินพลังกังวานโจวเทียน
ในเวลาเดียวกัน ร่างกายของเขาก็เริ่มเร่งความเร็วจากจุดหยุดนิ่ง ใต้ฝ่าเท้าเหยียบจนโคลนตมและใบไม้แห้งแตกกระจาย ร่างกายกลายเป็นสายฟ้าพุ่งทะยานเข้าหาสัตว์ยักษ์ตัวนั้น
ก้าวหนึ่ง สองก้าว...
ระยะห่างสามสิบเมตร พริบตาเดียวก็มาถึง
แม้สัตว์อสูรจะระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา แต่เห็นได้ชัดว่าไม่คาดคิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้ มันทำได้เพียงเกร็งกล้ามเนื้อตามสัญชาตญาณ แสงปราณทั่วร่างสว่างวาบ การโจมตีอันตรายถึงชีวิตก็มาถึงในชั่วพริบตา
พร้อมกับแสงสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์เป็นร้อยเท่าสว่างวาบขึ้นในยามราตรี
ร่างเงาเลือนลางสายหนึ่งกระโดดทะยานขึ้น พุ่งมาดุจสายฟ้า ประกายกระบี่ผ่าทะลวงอากาศอันเหนียวหนืด ตัดผ่านแสงปราณคุ้มกาย ผ่าทะลวงกะโหลกศีรษะอันแข็งแกร่ง ฟันตั้งแต่หน้าผากลากยาวไปจนถึงปาก เกือบจะผ่าครึ่งกะโหลกศีรษะออกเป็นสองซีก
สัตว์อสูรร้องโหยหวน ร่างกายซวนเซเล็กน้อย ก่อนจะคุกเข่าล้มตึงลงกับพื้น
เฉินหลี่ม้วนตัวกลางอากาศลงสู่พื้น อาศัยจังหวะที่มันบาดเจ็บเอาชีวิตมันเสีย ก้าวเท้าอย่างรวดเร็วอีกสองสามก้าว ควบแน่นพลังกังวานยาวเกือบสองเมตร เปลี่ยนกระบี่ให้กลายเป็นประกายแสงฟันฉับลงที่ลำคอของมัน
คอของมันหนาแค่ไหน?
กะด้วยสายตาแทบจะเท่าโต๊ะกลมตัวหนึ่ง
หนังหนาเนื้อแน่น พลังป้องกันไม่ต่ำเลย
ต่อให้เป็นเฉินหลี่ ก็ยังต้องฟันไปถึงสามสี่ดาบ ถึงจะตัดหัวมันออกมาได้ทั้งหัว
ชั่วขณะนั้น เลือดพุ่งกระฉูดเป็นสายน้ำ!
"ฟู่!"
เฉินหลี่ยืนอยู่ข้างซากศพขนาดมหึมาที่ยังคงกระตุกอยู่ เลือดที่พาดพุ่งออกมาถูกพลังกังวานโจวเทียนปัดป้องไว้จนหมดสิ้น เขาพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด
"ในที่สุดก็จัดการได้เสียที!"
สัตว์อสูรตัวนี้ยังตัวใหญ่กว่าตัวที่ตลาดนัดแม่น้ำเขียวอีกเล็กน้อย
ลำพังแค่เนื้อล้วนๆ กะดูแล้วก็น่าจะหนักสิบห้าถึงสิบหกตันเข้าไปแล้ว
ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นหลังการล่าและความปีติยินดีที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากมาย
"ความยากลำบากที่ยอมเสี่ยงอันตรายมาทั้งคืนนี้คุ้มค่าแล้ว!"
"แต่จะขนกลับไปยังไงนี่สิ ค่อนข้างลำบากแฮะ... ช่างเถอะ วิ่งไปกลับสักหลายๆ รอบ ขนแบ่งไปทีละส่วนก็แล้วกัน"
เขาลงมือชำแหละซากศพทันที ถลกหนัง เลาะกระดูก แล่เนื้อ
ผ่านไปไม่นาน ถุงเก็บของสองใบก็เต็มเอี้ยด แต่ยังเหลืออีกกว่าครึ่ง
ซากศพที่เหลือไม่อาจทิ้งไว้ที่เดิมได้ ป่าดึกดำบรรพ์เช่นนี้มีสัตว์อสูรและสัตว์ป่าอยู่เต็มไปหมด รอจนเขากลับมา คาดว่าซากศพคงไม่เหลือแม้แต่เศษซากแล้ว
เฉินหลี่รีบใช้วิชาดึงดูด และเริ่มขุดหลุม
ขุดลงไปลึกกว่าสิบเมตร ถึงได้หยุดมือ
"ความลึกระดับนี้ น่าจะลึกพอแล้ว"
จากนั้น เขาก็โยนซากสัตว์อสูรที่ชำแหละแล้ว พร้อมกับดินที่เปื้อนเลือดลงไปในหลุมทีละชิ้น ใช้วิชาเยือกแข็งอีกหลายครั้ง แช่แข็งซากศพเอาไว้ แล้วจึงกลบด้วยดินจนมิดชิด
"หาเงินสักก้อนไม่ง่ายเลยจริงๆ ล้วนเป็นเงินหยาดเหงื่อแรงงานทั้งนั้น"
……
ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีขาวนวล
เมืองหลวนลั่วทั้งเมืองอาบไล้ไปด้วยแสงรุ่งอรุณอันแผ่วเบา ตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ
ริมลำธารใสสะอาด ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่ตื่นแต่เช้าต่างหาบน้ำ ล้างหน้าล้างตา ล้างกระโถน ล้างผัก จับกลุ่มกันสามห้าคน เสียงพูดคุยหัวเราะดังมาเป็นระยะ ดูสงบร่มเย็นเป็นอย่างยิ่ง
นับตั้งแต่สำนักหวนเจินเข้ามาครอบครองที่นี่ ก็ผ่านไปห้าปีแล้ว
เมืองหลวนลั่วทั้งเมืองทวีความคึกคักและเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น ไร้ซึ่งบรรยากาศเงียบเหงาก่อนสงครามหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
เฉินหลี่บินข้ามคืน กลับมาถึงสำนักก็เป็นเวลาเช้าแล้ว
"ทำไมถึงกลับมาเร็วขนาดนี้ ธุระเสร็จแล้วหรือ?" โจวหงและจางซูเหนียงเดินเข้ามาต้อนรับ โจวหงเอ่ยอย่างประหลาดใจเล็กน้อย นางยังนึกว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายวันเสียอีก
"ค่อนข้างราบรื่นน่ะ แต่เดี๋ยวจะต้องออกไปอีกรอบนะ" เฉินหลี่หัวเราะ
"ท่านยังไม่ได้ทานข้าวใช่ไหม ข้าจะสั่งให้สาวใช้ทำกับข้าวให้ท่านเดี๋ยวนี้!" จางซูเหนียงกล่าว จากนั้นก็เตรียมจะเรียกสาวใช้
"ไม่ต้องหรอก ประเดี๋ยวข้าก็จะไปแล้ว" เฉินหลี่รั้งจางซูเหนียงไว้
"รีบร้อนปานนั้น!"
ทั้งสามพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง เฉินหลี่ก็เดินลงไปยังห้องใต้ดินด้านล่างถ้ำที่พัก
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะสร้างห้องใต้ดินขึ้นมา
ทว่าเมื่อเทียบกับแต่ก่อนก็ถือว่าเล็กกว่ามาก ปกติก็จะใช้เป็นแค่ห้องเก็บของใต้ดินเท่านั้น
เฉินหลี่เทของออกจากถุงเก็บของจนหมด นำเนื้อเข้าไปไว้ด้านใน แล้วจัดการแช่แข็ง ไม่กล้าชักช้าให้เสียเวลา จึงออกเดินทางอีกครั้ง บินไปได้ครึ่งทาง ขณะที่กำลังจะเข้าใกล้เขตป่า เสียงต่อสู้ดุเดือดก็ดังมาจากที่ไกลๆ
เฉินหลี่เพ่งมองไป เพียงเห็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานสองคนกำลังพัวพันต่อสู้กันอยู่ ทั้งสองคนคนหนึ่งหนีคนหนึ่งไล่ล่า ปะทะกันเป็นระยะ
ดูจากตบะแล้ว เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางขึ้นไป
"สหายเต๋าสำนักหวนเจินด้านหน้า ข้าน้อยเคอเสียนแห่งสำนักหงซัน รีบมาช่วยข้าที เสร็จเรื่องแล้วต้องมีสิ่งตอบแทนอย่างงามแน่นอน" ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่กำลังไล่ล่าเมื่อเห็นเฉินหลี่ก็ตะโกนเสียงดัง
"ข้าน้อยเซิ่งลี่เวยแห่งสำนักเทียนซิง ขอสหายเต๋าโปรดอย่าสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยว" ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่กำลังหลบหนีตกใจจนรีบตะโกนบอก
เฉินหลี่ใจกระตุก รู้ดีว่าเป็นเพราะชุดคลุมเวทชุดนี้ที่เปิดเผยที่มาของสำนัก
เฮ้อ ยุ่งยากชะมัด!
ดันมาเจอเรื่องพรรค์นี้เสียได้
"ข้าน้อยนั้นต้อยต่ำไร้เรี่ยวแรง โปรดอภัยที่ไม่อาจช่วยเหลือได้!" เฉินหลี่กล่าวเสียงดัง
เมื่อเห็นว่าด้านล่างเป็นผืนป่าแล้ว จึงรีบบินลงมาจากฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว
ตามด้วยการใช้วิชาพรางตัว หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
เสียงสบถด่าของผู้บำเพ็ญเพียรสำนักหงซันดังมาจากที่ไกลๆ
"นิสัยอะไรกันวะเนี่ย!" เฉินหลี่ลอบด่าในใจ
ไม่ช่วยน่ะทำถูกแล้ว
เขารีบรุดเดินทางไปตลอดทาง จนกระทั่งออกห่างจากทั้งสองฝ่ายที่กำลังต่อสู้กัน ถึงได้เริ่มบินอีกครั้ง
มาถึงจุดที่ฝังซากสัตว์อสูรได้อย่างราบรื่น จากนั้นก็ขุดมันขึ้นมาใหม่ เลาะกระดูกแล่เนื้อใส่ถุงเก็บของ ผลปรากฏว่าถุงเก็บของเต็มแล้ว ก็ยังคงเหลือกะดูกอีกเกือบครึ่งที่ไม่อาจนำกลับไปได้
เฉินหลี่หมดหนทาง ทำได้เพียงฝังกระดูกลงไปในหลุมอีกครั้ง
เตรียมกลับมาขนอีกรอบ
ขากลับ เขาจงใจเดินอ้อมทางไกล และก็ไม่ได้เจอสองคนนั้นอีกจริงๆ พอกลับมาถึงถ้ำที่พักในสำนัก เทของออกจากถุงเก็บของจนหมด ก็รีบควบตะบึงกลับไปที่ป่าโดยไม่หยุดพัก กว่าจะกลับมาถึงจุดฝังศพ ดวงตะวันก็คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตกเสียแล้ว
ตั้งแต่กลางดึกเมื่อคืนจนถึงตอนนี้ เดินทางมาเกือบวันเกือบคืน อีกทั้งยังไม่ได้กินน้ำกินข้าวเลย ต่อให้เป็นเขาก็ยังรู้สึกทั้งเหนื่อยทั้งล้า คอแห้งผาก
ไหนๆ ก็เป็นรอบสุดท้ายแล้ว ก็ไม่ต้องรีบร้อนนักก็ได้
เฉินหลี่จึงจัดการเลาะเศษเนื้อจากกระดูกออกมา จุดกองไฟ ย่างกินแบบลวกๆ แล้วหยิบกระติกน้ำออกมากระดกพรวดเดียวหมดไปครึ่งกระติก กำลังจะลุกขึ้นเตรียมเดินทางกลับ ทันใดนั้นวิชาหลบหลีกเคราะห์ภัยก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายอันตรายบางอย่าง
เฉินหลี่ตกใจสุดขีด รีบหันไปมองยังทิศทางที่มีอันตราย ก็เห็นว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานสำนักหงซันคนก่อนหน้านี้ กำลังเดินตรงมาทางนี้
ทั้งสองสบตากัน
ต่างฝ่ายต่างชะงักไปเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้!
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนไม่คิดว่าจะมาเจออีกฝ่ายที่นี่