- หน้าแรก
- วิถีชีวิตหรูหราสุดแสนสำราญ
- บทที่ 346: ออกเดินทาง (1)
บทที่ 346: ออกเดินทาง (1)
บทที่ 346: ออกเดินทาง (1)
บทที่ 346: ออกเดินทาง (1)
หลังผ่านพ้นความทรมาน ความตึงเครียด และความคาดหวัง ในที่สุดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็สิ้นสุดลงโดยไม่ทันตั้งตัว คะแนนสอบประกาศออกมาอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเหล่านักเรียนก็ได้รับการปลดปล่อยทีละคน ก้าวเข้าสู่เส้นทางชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่นั้นมา
หลัวเทียนวั่งไม่ได้รอให้จดหมายตอบรับเข้าเรียนส่งมาถึง เขาก็เริ่มต้นการเดินทางเพื่อปลดแอกตัวเองในทันที
"เทียนวั่ง ถ้าลูกอยากออกไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ แม่สนับสนุนลูกเต็มที่นะ ลูกจะไปที่ไหนก็ได้ ต่อให้เป็นต่างประเทศแม่ก็ไม่ขัด แต่ทริปเดินป่าแบกเป้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ ถ้าลูกไปเดินป่าคนเดียวแล้วเกิดอันตรายกลางทางขึ้นมา พวกเราจะทำยังไงล่ะ" เจิงหงเหมยเอ่ยถาม
"แม่ครับ เราตกลงกันไว้แล้วนะว่าขอแค่ผมสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ แม่จะสนับสนุนทุกการตัดสินใจของผม แล้วทำไมตอนนี้แม่ถึงกลับคำล่ะ ถ้าผมไม่เชื่อใจว่าแม่จะรักษาสัญญา ผมก็แค่บอกว่าจะไปเที่ยวที่อื่นแล้วแอบไปเดินป่าเงียบๆ แม่ก็ห้ามผมไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ" หลัวเทียนวั่งเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
เจิงหงเหมยได้ยินดังนั้นก็มีน้ำโหขึ้นมาทันที "เด็กคนนี้นี่ แม่ทำไปก็เพื่อความปลอดภัยของลูกนะ ทำไมถึงได้ดื้อรั้นแบบนี้"
หลัวเจิ้งเจียงรีบดึงแขนภรรยาไว้ "คุณอย่าเพิ่งใจร้อน ค่อยพูดค่อยจากันดีกว่า"
"ไม่มีอะไรต้องคุยแล้วครับ ผมทำตามที่แม่หวังไว้ได้แล้ว แต่แม่กลับมาผิดสัญญาเองซะงั้น ผมออกไปเที่ยวคนเดียวมันจะมีอันตรายอะไรล่ะ ยิ่งไปกว่านั้นผมก็ไม่ได้ไปตัวคนเดียวสักหน่อย ผมพาเสี่ยวเฮยไปด้วย เสี่ยวเชวี่ยก็ตามไปอีก การที่ผมไม่ไปหาเรื่องใครเขาก็บุญแค่ไหนแล้ว ใครหน้าไหนจะกล้ามาแหยมกับผมกัน" ครั้งนี้ท่าทีของหลัวเทียนวั่งหนักแน่นเด็ดขาดมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ตัดสินใจเลือกทางเดินให้ตัวเองอย่างแท้จริง
เจิงหงเหมยร้อนรนจนแทบจะเต้นเป็นเจ้าเข้า หลัวเจิ้งเจียงต้องรีบรั้งตัวเธอเข้าไปในห้อง "หงเหมย ผมว่าครั้งนี้เราปล่อยให้เทียนวั่งทำตามใจตัวเองเถอะ ลูกชายของเราไม่เหมือนเด็กคนอื่นๆ นะ เขาโตแล้ว บางเรื่องเราควรปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง ถ้าคุณไปกดดันเขามากๆ เกิดเขาประท้วงไม่ยอมไปเรียนมหาวิทยาลัยที่อุตส่าห์สอบติดขึ้นมา ถึงตอนนั้นคุณจะทำยังไงล่ะ"
"ฉันก็แค่เป็นห่วง กลัวว่าลูกออกไปคนเดียวแล้วจะเกิดอันตรายไม่ใช่หรือไง สังคมสมัยนี้น่ากลัวจะตายไป ถึงลูกเราจะมีฝีมืออยู่บ้าง แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้านะ ต่อให้เขาเก่งแค่ไหน แต่ถ้าอีกฝ่ายมีมีดมีปืนขึ้นมาล่ะ" เจิงหงเหมยเอ่ยอย่างกังวลใจ
"เทียนวั่งไม่ใช่เด็กชอบหาเรื่องใครซะหน่อย อีกอย่าง ไปเดินป่าครั้งนี้เขาก็พกแค่บัตรธนาคารติดตัวไปไม่กี่ใบ ไม่ได้พกเงินสดไปเยอะแยะ ของมีค่าอะไรเขาก็ไม่ได้เอาไป มีแค่อุปกรณ์ตั้งแคมป์พื้นฐานเท่านั้น ใครมันจะมาคิดมิดีมิร้ายกับเขากันล่ะ ถ้าเป็นแค่อันธพาลกระจอกๆ มาหาเรื่องเทียนวั่ง ก็รังแต่จะรนหาที่ตายเปล่าๆ คุณไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก เชื่อผมเถอะ ปล่อยลูกไปเที่ยวครั้งนี้เถอะ ต่อให้เราอยากห้ามก็ห้ามไม่อยู่หรอก สู้เรามาช่วยเตรียมอุปกรณ์เดินป่าให้เขาครบครันดีกว่า ลูกจะได้ไม่ต้องไปตกระกำลำบากอยู่ข้างนอก" หลัวเจิ้งเจียงเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น
หลัวเทียนซื่อมองดูหลัวเทียนวั่งจัดกระเป๋า "พี่ครับ ทำไมไม่พาผมไปด้วยล่ะ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำตัวเป็นภาระของพี่กลางทางเด็ดขาด"
"นายเนี่ยนะ ฝันไปเถอะ อย่าว่าแต่เดินป่าเลย ให้เดินแค่ครึ่งชั่วโมงนายก็คงร้องไห้จ้าแล้ว อีกอย่างการเดินป่าต้องแบกอุปกรณ์พวกนี้ไปทั้งหมดด้วย เอ้า ลองดูสิ ถ้านายแบกเป้ใบนี้ลงไปชั้นล่างได้ ฉันจะยอมพานายไปด้วยสักครั้ง" หลัวเทียนวั่งหัวเราะ
ด้วยความไม่ยอมแพ้ หลัวเทียนซื่อจึงลองสะพายเป้เดินป่าของหลัวเทียนวั่งดู แต่กลับถูกน้ำหนักเป้กดทับจนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น ลุกไม่ขึ้น อันที่จริงหลัวเทียนซื่อไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น พละกำลังของเขาเหนือกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันมากนัก เจ้าเด็กนี่กินโอสถเผยหยวนเป็นว่าเล่นราวกับกินถั่ว แถมยังพกทั้งเครื่องรางคุ้มภัย ยันต์รวบรวมปราณ... และยันต์วิเศษสารพัดชนิดติดตัวอยู่ทุกวัน ร่างกายได้รับการชำระล้างด้วยปราณวิญญาณอยู่บ่อยครั้ง ขอเพียงแค่เขายอมทนความลำบากสักนิดและฝึกปรือวรยุทธ์สักสองสามกระบวนท่ากับหลัวเทียนวั่ง ป่านนี้เขาคงกลายเป็นยอดฝีมือตัวน้อยไปนานแล้ว ทว่าเจ้าเด็กนี่กลับเป็นจอมขี้เกียจตัวยงแถมยังกะล่อนเป็นที่หนึ่ง ทันทีที่สายสะพายเป้ทิ้งน้ำหนักลงบนบ่า เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ เขาจึงล้มเลิกแผนการที่จะขอตามไปเดินป่ากับพี่ชายในพริบตา สิ่งที่เขาต้องการคืออิสรภาพหลังการปลดแอก ไม่ใช่การไปทนทุกข์ทรมานตกระกำลำบาก
หลัวเทียนวั่งไม่กล้าบอกความจริงเรื่องนี้กับปู่และย่า ส่วนหลัวเจิ้งเจียงและเจิงหงเหมยเองก็ไม่กล้าปริปากบอกสองสามีภรรยาผู้เฒ่าหลัวเป่าหลินเช่นกัน พวกเขาเพียงแต่บอกผู้เฒ่าทั้งสองว่าหลัวเทียนวั่งจะไปเข้าค่ายฤดูร้อน หลังจากที่หลัวเทียนวั่งยอมติดสินบนด้วยข้อแลกเปลี่ยนมากมาย หลัวเทียนซื่อก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่เอาเรื่องนี้ไปแพร่งพรายให้ปู่กับย่ารู้เด็ดขาด
สมาชิกกลุ่มเพื่อนสนิทต่างก็ล่วงรู้แผนการของหลัวเทียนวั่งกันหมดแล้ว ในช่วงเย็นก่อนวันเดินทาง พวกเขาทุกคนก็พากันมาที่บ้านเพื่อเลี้ยงส่งเขา
"เทียนวั่ง ถ้าไม่ติดว่ากลัวจะเป็นตัวถ่วงนาย ฉันก็อยากจะแบกเป้เที่ยวไปกับนายเหมือนกันนะ นี่สิถึงจะเรียกว่าการเดินทางที่แท้จริง มันต่างชั้นกันลิบลับกับพวกที่ขับรถไปตามจุดชมวิว ลงมาถ่ายรูปแชะสองแชะ แล้วก็รีบบึ่งไปที่อื่นต่อ ทิวทัศน์ที่แท้จริงน่ะ มันซ่อนอยู่ระหว่างทางต่างหาก" น้อยครั้งนักที่เจิ้งข่ายหางจะเอ่ยถ้อยคำที่ดูมีความหมายลึกซึ้งและแฝงปรัชญาเช่นนี้
"ตอนแรกพวกเราตั้งใจจะชวนนายไปเที่ยวด้วยกันซะหน่อย ไม่คิดเลยว่านายจะเลือกไปเดินป่า เดินทางปลอดภัยนะ ครั้งนี้พวกเราคงตามรอยนายไม่ไหวแน่ๆ" หลี่ซือซือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดายเล็กน้อย
"หลัวเทียนวั่ง ต่อให้ทิวทัศน์ระหว่างทางจะสวยงามตระการตาแค่ไหน นายก็ห้ามลืมพวกเราเด็ดขาดเลยนะ" สวี่ซวงเยี่ยนหัวเราะร่วน
"อย่าลืมถ่ายรูปเก็บมาอวดพวกเราเยอะๆ ด้วยล่ะ" หวงหย่าถิงสำทับ
"ฉันเพิ่งบอกไปหยกๆ ว่าการเดินทางที่แท้จริงไม่ใช่การตามเก็บภาพวิวทิวทัศน์ แต่คือการใช้จิตวิญญาณดื่มด่ำไปกับความงดงามของธรรมชาติ ความรู้สึกที่สั่นสะเทือนถึงก้นบึ้งของหัวใจน่ะ เป็นสิ่งที่ภาพถ่ายไม่มีทางถ่ายทอดออกมาได้หรอก ทริปนี้หลัวเทียนวั่งไม่มีทางพกกล้องถ่ายรูปไปแน่นอน หลัวเทียนวั่ง ฉันพูดถูกไหมล่ะ" เจิ้งข่ายหางเอ่ยถาม
หลัวเทียนวั่งพยักหน้ารับ "อย่างที่เห็นนั่นแหละ ฉันต้องแบกของไปเยอะแยะขนาดนี้ เลยพกไปได้แค่ของที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ขืนพกอะไรไปเพิ่มอีกนิดก็รังแต่จะเพิ่มภาระให้ตัวเองเปล่าๆ"
"แต่กล้องดิจิทัลมันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรนี่นา" หวงหย่าถิงบ่นอุบด้วยความเสียดาย
"เดี๋ยวฉันจะพยายามใช้มือถือถ่ายรูปมาให้เยอะๆ ก็แล้วกัน" หลัวเทียนวั่งเอ่ย
เมื่อถึงเวลาที่หลัวเทียนวั่งจะต้องออกเดินทาง เจิงหงเหมยก็กุมมือลูกชายไว้แน่นด้วยความอาลัยอาวรณ์ "อย่าลืมโทรหาแม่ทุกวันเพื่อรายงานตัวว่าลูกปลอดภัยดีนะ นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกเดินทางไกลคนเดียว เกิดมีเรื่องอะไรขึ้นมากลางทางก็รีบติดต่อหาพ่อกับแม่นะ ถ้ารู้สึกเหนื่อยล้าก็รีบกลับมาบ้านเรา ถ้าเงินไม่พอใช้ พ่อกับแม่จะโอนเข้าบัญชีให้ลูกเอง ไปถึงตัวเมืองก็อย่าลืมกดเงินสดออกมาบ้างล่ะ เวลาจะกดเงินก็ระแวดระวังตัวให้ดี มองดูรอบๆ ด้วยว่ามีใครน่าสงสัยไหม..."
"เอาล่ะๆ เลิกบ่นเป็นหมีกินผึ้งได้แล้ว คุณย้ำเรื่องพวกนี้กับเทียนวั่งมาตั้งไม่รู้กี่รอบแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ลูกโตป่านนี้แล้ว เขาดูแลตัวเองได้" หลัวเจิ้งเจียงช่วยพูดเกลี้ยกล่อม
"คุณไม่ได้เป็นคนอุ้มท้องเบ่งเขาออกมานี่ คุณถึงได้ไม่รู้จักห่วงแบบนี้" เจิงหงเหมยตวัดสายตาค้อนขวับใส่ผู้เป็นสามี
หลัวเจิ้งเจียงรีบหุบปากฉับในทันที
ในที่สุด หลัวเทียนวั่งก็แบกเป้ออกเดินทาง แม้ว่าส่วนสูงของเขาจะปาเข้าไปกว่า 170 เซนติเมตรแล้ว ทว่าเป้สัมภาระบนหลังก็ยังสูงท่วมหัวของเขาอยู่ดี
เมื่อทอดสายตามองแผ่นหลังของหลัวเทียนวั่งที่เดินจากไป เจิงหงเหมยก็รู้สึกโหวงเหวงในใจขึ้นมาตงิดๆ "ตายจริง ฉันลืมถามลูกไปซะสนิทเลยว่าจะกลับมาเมื่อไหร่"
เจิงหงเหมยรีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาต่อสายหาลูกชาย ทว่ากลับไม่มีใครรับสาย ผ่านไปครู่หนึ่ง หลัวเทียนซื่อก็วิ่งหน้าตั้งออกมาจากห้องพร้อมกับชูโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งในมือ "แม่ครับ พี่ใหญ่ลืมเอาโทรศัพท์มือถือไปด้วย"