เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 - ทำดีด้วยยังจะมารังเกียจอีก?

บทที่ 52 - ทำดีด้วยยังจะมารังเกียจอีก?

บทที่ 52 - ทำดีด้วยยังจะมารังเกียจอีก?


บทที่ 52 - ทำดีด้วยยังจะมารังเกียจอีก?

ตอนที่จู๋เชี่ยนอิ่งจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ เปลี่ยนกลับไปใส่เสื้อผ้าของตัวเองเมื่อคืนที่วางทิ้งไว้ในห้องน้ำ แล้วผลักประตูออกมา ก็ได้กลิ่นหอมของอาหารโชยมา

เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นเต็มไปด้วยอาหารเช้าหลากหลายชนิด

"มากินข้าวเช้าสิ!"

นายน้อยเหยียนที่นั่งอยู่บนโซฟา พอเห็นเธอเดินออกมา ก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ทำท่าเหมือนจะช่วยพยุงเธอ

จู๋เชี่ยนอิ่งเบี่ยงตัวหลบสัมผัสของเขา แล้วเดินตรงไปที่โซฟาด้วยตัวเอง

นายน้อยเหยียนหรี่ตามองตามแผ่นหลังของเธอ ได้ยินเธอพูดขึ้นว่า "นายน้อยเหยียน เมื่อก่อนคุณเคยทำกับฉันยังไง ต่อไปก็ช่วยทำกับฉันแบบนั้นแหละค่ะ!"

นายน้อยเหยียนยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเธอในทันที "หืม?"

"ระหว่างเรา มันก็เป็นแค่แบบนี้แหละ คุณไม่จำเป็นต้องมาทำดีเอาอกเอาใจฉันเป็นพิเศษเพราะเรื่องเมื่อคืนหรอก ฉันไม่ชิน อีกอย่าง ฉันก็ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นด้วย"

จู๋เชี่ยนอิ่งรู้ดีว่า ผู้ชายก็เป็นสัตว์ที่ใช้ท่อนล่างคิดทั้งนั้น เพิ่งจะมีอะไรกันเสร็จ จะมาทำดีด้วยมันก็เป็นเรื่องธรรมดา

เพียงแต่ ระหว่างเธอกับเขา มันไม่จำเป็นต้องมีการเอาอกเอาใจแบบนี้มาเกี่ยวข้องเลย

เขาให้การดูแลเป็นพิเศษกับเธอ แต่เธอไม่มีอะไรพิเศษจะตอบแทนให้เขาหรอกนะ

ผู้ชายอาจจะทำเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกตัวเองได้มากมายเพราะความสัมพันธ์แค่ชั่วข้ามคืน โดยที่ไม่ได้มาจากความจริงใจเลยสักนิด

แต่สำหรับเธอ การจะทำดีกับใครสักคน มันต้องมาจากความจริงใจเท่านั้น

"อ้อ นี่ฉันทำดีด้วยยังจะมารังเกียจอีกเหรอ?" น้ำเสียงของนายน้อยเหยียนราบเรียบมาก ฟังไม่ออกถึงอารมณ์ใดๆ จู๋เชี่ยนอิ่งจึงถือเสียว่าเขายอมรับเงื่อนไขนี้แล้ว

เธอนั่งลงเงียบๆ เป็นการยอมรับกลายๆ

นายน้อยเหยียนปรายตามองเธอ ไม่ได้พูดอะไร หยิบชามและตะเกียบขึ้นมากินข้าวเช้า

จู๋เชี่ยนอิ่งดีใจที่หูจะได้สงบลงบ้าง ถึงเมื่อคืนเธอจะไม่ได้เป็นฝ่ายออกแรง แต่โดนสูบพลังไปทั้งคืน ป่านนี้ก็หิวจนไส้กิ่วแล้วเหมือนกัน เธอจึงหยิบชามตะเกียบขึ้นมาสวาปามอย่างไม่เกรงใจ

นายน้อยเหยียนกินอาหารอย่างเนิบนาบช้าๆ ตรงกันข้ามกับจู๋เชี่ยนอิ่ง แม้เวลากินจะไม่ถึงกับมูมมาม แต่ความเร็วนั้นเร็วมาก และปริมาณที่กินก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย

ถ้าไม่มองหน้า ดูแค่ความเร็วและปริมาณการกิน คงมีคนเข้าใจผิดคิดว่าจู๋เชี่ยนอิ่งเป็นผู้ชาย ส่วนนายน้อยเหยียนเป็นผู้หญิงแหงๆ

จู๋เชี่ยนอิ่งกินอิ่มเร็วกว่านายน้อยเหยียน เธอหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดปากจนสะอาด แล้วหันไปพูดกับเขา "นายน้อยเหยียน รบกวนให้คนเอากระเป๋าขึ้นมาให้ฉันหน่อยนะคะ"

ผ่านการสัมผัสแนบชิดกันขนาดนั้นเมื่อคืน ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนควรจะใกล้ชิดกันมากขึ้นสิ

แต่ความรู้สึกที่จู๋เชี่ยนอิ่งมอบให้นายน้อยเหยียน กลับดูเหินห่างและเกร็งยิ่งกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรกเสียอีก

"เดี๋ยวฉันไปส่งเธอเอง" นายน้อยเหยียนไม่ได้มองเธอ ยังคงกินอาหารเช้าของตัวเองอย่างเนิบนาบต่อไป

"ไม่ต้องค่ะ ฉันนั่งแท็กซี่กลับเองได้" จู๋เชี่ยนอิ่งก็ยังคงยืนกราน

นายน้อยเหยียนวางตะเกียบลงดัง "ปัง" ถลึงตาใส่เธอ "อย่ามาทำเป็นไม่รู้ดีรู้ชั่ว! คิดว่าฉันว่างนักหรือไง?"

จู๋เชี่ยนอิ่งถลึงตาตอบอย่างไม่ยอมแพ้ "ขอบคุณค่ะ ฉันรู้ว่านายน้อยเหยียนงานยุ่ง ก็เลยไม่กล้ารบกวนไงคะ เวลานายน้อยเหยียนมีค่าขนาดนี้ จะลดตัวลงมาแย่งลูกค้าคนขับแท็กซี่ทำไมคะ?"

ถ้าผู้ชายตรงหน้าเป็นแฟนหนุ่มที่คบหากันจริงจัง หลังผ่านค่ำคืนอันแสนหวาน จู๋เชี่ยนอิ่งก็คงจะออดอ้อนและทำตัวอ่อนแอ เพื่อเสพสุขกับการดูแลเอาใจใส่จากคนรักเหมือนกันแหละ

แต่ความจริงก็คือ เธอกับเขา เริ่มต้นความสัมพันธ์นี้ด้วยข้อตกลงทางธุรกิจ

และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อตกลงนั้นเช่นกัน

ในเมื่อทั้งหมดนี้มันคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ความห่วงใยและการดูแลที่เสแสร้งแกล้งทำก็ไม่ต้องมีหรอกนะ

นายน้อยเหยียนมองเธออย่างใช้ความคิด ลุกพรวดขึ้น ทิ้งท้ายไว้แค่ประโยคสั้นๆ ว่า "ตามใจเธอ!" แล้วกระแทกประตูเดินออกไป

จู๋เชี่ยนอิ่งนั่งเหม่อลอยอยู่บนโซฟา จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตู "ใครคะ?"

"คุณจู๋ ผมฉินซิวครับ เอากระเป๋ามาส่งให้ครับ!"

จู๋เชี่ยนอิ่งลุกไปเปิดประตู คนที่ยืนอยู่หน้าประตูก็คือฉินซิวจริงๆ

จู๋เชี่ยนอิ่งรับกระเป๋ามาสะพาย "คุณฉินคะ ของที่อยู่ข้างใน รบกวนหาคนไปเก็บให้หน่อยนะคะ"

ฉินซิวพยักหน้ารับคำ จู๋เชี่ยนอิ่งก็ถามต่อ "คุณฉินคะ แล้วเพื่อนๆ ของฉัน..."

"คุณจู๋วางใจได้ครับ พวกคุณชายสิงทานอาหารเช้าเสร็จก็กลับกันไปแล้วครับ"

จู๋เชี่ยนอิ่งขมวดคิ้ว นั่นก็แปลว่า เมื่อคืนนายน้อยเหยียนก็ยังดึงดันบังคับให้พวกเขาค้างที่นั่นอยู่ดีสินะ?

"ขอบคุณค่ะ!" จู๋เชี่ยนอิ่งกล่าวขอบคุณ แล้วก้าวเดินไปที่ลิฟต์

"คุณจู๋ครับ เดี๋ยวผมไปส่งคุณนะครับ" ฉินซิวรีบเดินตามมา

จู๋เชี่ยนอิ่งฝืนทนความปวดเมื่อยตามร่างกาย โบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวฉันมีธุระต้องไปทำต่อ ขอบคุณนะคะ"

ความดื้อรั้นของจู๋เชี่ยนอิ่ง ขนาดนายน้อยเหยียนยังเอาไม่อยู่ นับประสาอะไรกับฉินซิว?

จู๋เชี่ยนอิ่งโบกมือลาฉินซิวที่ดึงดันจะเรียกรถแท็กซี่ให้เธอ พอรถแล่นออกสู่ถนนใหญ่ เธอก็หยิบโทรศัพท์ออกมาปลดล็อก หน้าจอปรากฏสายที่ไม่ได้รับหลายสาย ทุกสายล้วนเป็นของสิงป๋อลุน เวลาที่โทรมามีตั้งแต่เมื่อคืนหลังจากที่เธอออกไป และเพิ่งจะโทรมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อกี้นี้เอง

เธอกดปุ่มโทรกลับ สัญญาณดังแค่ตื๊ดเดียว ปลายสายก็รับทันที

เสียงร้อนรนของสิงป๋อลุนพุ่งทะลุเข้ามาในหูของเธอ "อิ่งเอ๋อร์ เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"

"ไม่เป็นไร ฉันจะเป็นอะไรได้ล่ะ? แล้วพวกนายล่ะ คนของเขาไม่ได้ทำอะไรลำบากใจพวกนายใช่ไหมเมื่อคืน?"

จู๋เชี่ยนอิ่งไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นอะไรจริงๆ เพราะเรื่องแบบเมื่อคืน ยังไงมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว การได้ทำไปซะก่อน ก็ถือว่าเป็นการทำให้ความสัมพันธ์ชัดเจนขึ้นเร็วขึ้น ในแง่หนึ่งมันก็เป็นผลดีกับเธอ

อย่างน้อยที่สุด ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเธอกับเขา นอกจากสัญญาปากเปล่าแล้ว ก็ยังมีความสัมพันธ์ทางพฤตินัยเพิ่มมาอีกอย่าง

แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางวาจาหรือพฤตินัย มันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อนายน้อยเหยียนยอมรับมันเท่านั้นแหละ

แต่ความสัมพันธ์ซ้อนสองชั้นแบบนี้ โดยรวมแล้วมันก็ต้องปลอดภัยกว่าความสัมพันธ์ชั้นเดียวอยู่แล้วล่ะ

ต้องยอมรับเลยว่า ตอนแรกจู๋เชี่ยนอิ่งไม่เคยมีความหวังลมๆ แล้งๆ อะไรกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนายน้อยเหยียนเลย

แต่หลังจากได้เจอกับสามีภรรยาตระกูลเหยียน อาจจะเป็นเพราะทั้งคู่ดีกับเธอมากจริงๆ สภาพจิตใจของเธอในช่วงไม่กี่ชั่วโมงนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อย

เพียงแต่ การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นั้น ถูกความจริงเมื่อคืนทำลายจนย่อยยับไปหมดแล้ว

เธอรู้ตัวดีมาตลอดว่าสถานะของตัวเองไม่ได้สวยงามอะไรนัก แต่นั่นมันไม่ใช่ความผิดของเธอ ดังนั้น เธอจึงไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองต้องมารู้สึกผิดหรือต้องชดใช้เวรกรรมอะไรกับสถานะการเป็นลูกที่เกิดจากเมียน้อยเลย

แต่นายน้อยเหยียนกลับเหยียบย่ำเธอจนจมดินต่อหน้าเพื่อนๆ ของเธอ

ถ้าไม่ใช่เพราะคำพูดของเขา เธอคงไม่รู้เลยว่าเขารังเกียจสถานะการเป็นลูกเมียน้อยของเธอมากขนาดนั้น

แต่ถึงจะรู้ว่าเขาดูถูกเธอแค่ไหน เธอกลับต้องยอมบากหน้าเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องความปลอดภัยของเพื่อนๆ

ในเรื่องนี้ เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ไปต่อว่านายน้อยเหยียนได้หรอก เพราะเมื่อเทียบกับนายน้อยเหยียนแล้ว ตัวเธอเองก็ไม่ได้สูงส่งไปกว่าเขาเลย เพราะข้อเสนอที่ใช้ค่ำคืนอันแสนหวานเพื่อแลกกับความปลอดภัยของพวกสิงป๋อลุน เธอเป็นคนเสนอเอง เขาแค่รับข้อตกลงของเธอเท่านั้น

ดังนั้น กับความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยการแลกเปลี่ยนนี้ การจะมีความหวังอะไรไปก็เป็นได้แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้นแหละ

"เขาจะมาทำอะไรพวกเราได้ ก็แค่ให้พวกเราปาร์ตี้สนุกสุดเหวี่ยงในห้องวีไอพีทั้งคืนเท่านั้นแหละ"

น้ำเสียงสบายๆ ของสิงป๋อลุน ทำให้ความกังวลที่หนักอึ้งในใจของจู๋เชี่ยนอิ่งค่อยๆ เบาบางลงไปบ้าง

"อืม ทุกคนปลอดภัยก็ดีแล้ว อีกสองสามวันเดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวขอโทษนะ ที่ทำให้ต้องมาตกใจกันแบบนี้ ขอโทษจริงๆ"

จนถึงตอนนี้ จู๋เชี่ยนอิ่งก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี งานปาร์ตี้ที่ควรจะสนุกสนาน กลับต้องมาเจอกับความตกใจเพราะการปรากฏตัวของนายน้อยเหยียน

"อิ่งเอ๋อร์ พวกเราน่ะไม่เป็นไรหรอก! ว่าแต่เธอเถอะ เขาไม่ได้ทำอะไรร้ายแรงกับเธอจริงๆ ใช่ไหม?" สิงป๋อลุนดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อคำพูดของจู๋เชี่ยนอิ่งนัก

"ย่าหลุน อย่าดูถูกฉันนักสิ!" จู๋เชี่ยนอิ่งแกล้งทำเสียงร่าเริงตอบกลับไป

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 52 - ทำดีด้วยยังจะมารังเกียจอีก?

คัดลอกลิงก์แล้ว