เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 - เธอเลี้ยงง่ายจะตาย

บทที่ 32 - เธอเลี้ยงง่ายจะตาย

บทที่ 32 - เธอเลี้ยงง่ายจะตาย


บทที่ 32 - เธอเลี้ยงง่ายจะตาย

นายน้อยเหยียนกลับถึงบ้านในเวลาหกโมงครึ่งตามปกติ นายหญิงเหยียนที่ได้ข่าวจากฉินซิวล่วงหน้าแล้ว ก็พุ่งเข้ามาหาเขาราวกับสายลม

"ลูกชาย ได้ยินว่าอิ่งเอ๋อร์กลับมาแล้วเหรอ?" นายหญิงเหยียนยืนอยู่ตรงหน้าลูกชายด้วยสีหน้าเปี่ยมความหวัง

นายน้อยเหยียนตอบ "อืม" คำหนึ่ง แล้วยื่นถุงที่ถือมาให้แม่ของตน

"นี่อะไรน่ะ?"

นายหญิงเหยียนมองถุงนั้นด้วยสีหน้ารังเกียจ ตอนนี้สิ่งที่เธออยากรู้มีแค่ข่าวคราวของจู๋เชี่ยนอิ่งเท่านั้น เรื่องอื่นต่อให้เป็นเพชรนิลจินดาล้ำค่าเธอก็ไม่สนใจ

"ขนมที่จู๋เชี่ยนอิ่งทำ ไม่เอาเหรอ?"

นายน้อยเหยียนเห็นสีหน้ารังเกียจของแม่ตัวเองอย่างชัดเจน จึงทำท่าจะดึงกลับคืนมา

ใบหน้าของนายหญิงเหยียนเปลี่ยนเป็นเบิกบานราวกับมีสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน ดอกไม้ผลิบานทันที เธอยื่นมือออกไปรับ "อิ่งเอ๋อร์ตั้งใจทำมาให้พวกเราเหรอ? เอาสิ! ต้องเอาอยู่แล้ว!"

มือของนายน้อยเหยียนกลับไวกว่านักมายากล เขายืดตัวตรง ยื่นมือส่งถุงนั้นไปวางแหมะไว้บนหลังตู้รองเท้าทรงสูงปรี๊ด

"ตั้งใจทำมาให้พวกแม่ที่ไหนกันล่ะ ทำมาให้ผมต่างหาก!" นายน้อยเหยียนวัยยี่สิบแปดปี กลับแสดงสีหน้าไม่พอใจราวกับเด็กที่ถูกแย่งของเล่น

ในหมู่ผู้หญิงด้วยกัน นายหญิงเหยียนก็ไม่ได้เตี้ยนัก แต่เมื่อเทียบกับลูกชายที่สูงร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตร เธอก็กลายเป็นคนตัวเล็กบอบบางไปเลย

กับถุงที่ลูกชายวางทิ้งไว้ข้างบน เธอก็ทำได้แค่มองตาปริบๆ และถอนหายใจ

"เหล่าเหยียน มานี่หน่อย!" เธอผู้รู้สันดานลูกชายดี ตะโกนเรียกสามีที่อยู่ทางฝั่งห้องนั่งเล่น

เหยียนป๋อรีบวางหนังสือพิมพ์ลงแล้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาทันที "ลูกชาย แกแกล้งแม่อีกแล้วนะ!"

แม้ห้องนั่งเล่นตระกูลเหยียนจะกว้างขวาง แต่คนตระกูลนี้ก็เป็นพวกเสียงดังฟังชัด ดังนั้นบทสนทนาระหว่างลูกชายกับภรรยา เขาที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นจึงได้ยินชัดเจนทุกคำ

ความสูงของเหยียนป๋อสูสีกับนายน้อยเหยียน เขาไปยืนซ้อนหลังภรรยา เอื้อมมือหยิบถุงลงมาได้อย่างง่ายดาย แล้วยัดใส่มือของนายหญิงเหยียน

"แม่ไม่ใช่หมาซะหน่อย จะเรียกว่าแกล้งได้ไง?" ทว่าผู้อาวุโสทั้งสองกลับไม่สนใจเขา หันหลังเดินเข้าห้องนั่งเล่นไปแล้ว

นายน้อยเหยียนเปลี่ยนรองเท้าเสร็จ ก็หันไปพูดกับแม่ตัวเองที่กำลังอุ้มถุงวิ่งร่าเข้าห้องนั่งเล่นอย่างอารมณ์ดีว่า "แม่ เหลือไว้ให้ผมบ้างนะ!"

สิบกว่าวันที่นายหญิงเหยียนกลับมาอยู่บ้าน เธอได้สืบเรื่องของจู๋เชี่ยนอิ่งจากลุงไห่มาไม่น้อย และแน่นอนว่ารวมถึงเรื่องที่ลูกชายของเธอถูกยั่วโมโหจนต้องรีบขับรถจากเมือง H กลับมากลางดึก แต่กลับอารมณ์ดีขึ้นมาเพราะขนมแห่งความรักของจู๋เชี่ยนอิ่งด้วย...

"วันนั้นแกกินไปแล้วไม่ใช่รึไง? ของพวกนี้ ก็ยกให้ฉันกับพ่อแกกินจะเป็นอะไรไป?"

เขาว่ากันว่าเมื่อคนเราอายุถึงเกณฑ์หนึ่ง วุฒิภาวะทางอารมณ์จะค่อยๆ ถดถอย ยิ่งแก่ก็ยิ่งกลับไปเป็นเด็ก

กฎข้อนี้ช่างแม่นยำเหลือเกินเมื่อนำมาใช้กับนายหญิงเหยียน

ใครจะไปนึกว่า หญิงชราตัวเล็กๆ ตรงหน้าที่ทั้งตะกละและหวงของกินราวกับเด็กคนนี้ ครั้งหนึ่งจะเคยเป็นถึงผู้ทรงอิทธิพลที่ครอบครองพื้นที่ฝ่ายหนึ่ง ทำเอาชายฉกรรจ์ในวงการนักเลงมากมายต้องอกสั่นขวัญแขวนเพียงแค่ได้ยินชื่อ?

และท้ายที่สุดแล้ว ขนมพวกนี้ ผู้อาวุโสทั้งสองก็ไม่ได้เหลือทิ้งไว้ให้ลูกชายเลยแม้แต่ชิ้นเดียวจริงๆ

เช้าวันต่อมา นายหญิงเหยียนตื่นแต่เช้าตรู่อีกครั้ง เพราะเธอได้ยินจากลูกชายว่าจู๋เชี่ยนอิ่งจะมาเยี่ยมเยียนที่บ้านในตอนหกโมงเย็น เธอจึงรีบตื่นมาปรึกษากับลุงไห่เรื่องอาหารค่ำ

"แม่ เอาแบบง่ายๆ ก็พอแล้ว จู๋เชี่ยนอิ่งไม่ได้เป็นใครสักหน่อย เธอเลี้ยงง่ายจะตาย ไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษมาต้อนรับเธอหรอก ทำเหมือนอาหารมื้อปกตินั่นแหละ"

นายน้อยเหยียนยังไม่ลืมภาพการสวาปามอาหารอย่างตะกละตะกลามราวกับสุนัขหิวโซของจู๋เชี่ยนอิ่งในวันนั้น

นายหญิงเหยียนถลึงตาใส่เขา "พูดบ้าๆ นี่เป็นครั้งแรกที่อิ่งเอ๋อร์มาเยี่ยมเยียนอย่างเป็นทางการ จะทำลวกๆ ได้ยังไง?"

"แม่ เธอมาตั้งหลายครั้งแล้วนะ!" นายน้อยเหยียนเถียงอย่างไม่ยอมแพ้

แต่นายหญิงเหยียนขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับลูกชาย เธอลุกขึ้นเดินไปทางระเบียง ลุงไห่ที่แสนฉลาดก็รีบคว้าสมุดเมนูอาหารบนโต๊ะมากอดไว้ แล้วรีบสาวเท้าตามไปติดๆ

ทางฝั่งตระกูลเหยียน นายหญิงเหยียนกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเตรียมตัวเพื่อสร้างความประทับใจที่ดีให้กับว่าที่ลูกสะใภ้ในการมาเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรก หวังให้เธอรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน

แต่ทางฝั่งตระกูลจู๋ จู๋เชี่ยนอิ่งกลับถูกจู๋จื่อโจวบังคับปลุกให้ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนนี้เธอกำลังนั่งรวมอยู่กับผู้อาวุโสหลายคนของตระกูลจู๋ในห้องนั่งเล่น เพื่อปรึกษาหารือเรื่องที่เธอจะไปเยือนตระกูลเหยียนในค่ำวันนี้

จู๋เชี่ยนอิ่งที่อารมณ์บูดจากการถูกปลุกยังไม่ทันหาย นั่งตีหน้าตายไร้อารมณ์ฟังพ่อ คุณนายใหญ่ คุณนายรอง และคุณนายสาม ช่วยกันออกความเห็นเจื้อยแจ้ว

คุณนายใหญ่จูเส้าเฟินบอกว่า "ซื้อเหล้าชั้นดีไปสักสองขวดสิ ถึงจะไม่ชอบดื่ม แต่เก็บสะสมไว้ก็เพิ่มมูลค่าได้ดีทีเดียวนะ"

คุณนายรองเว่ยรั่วมานบอกว่า "ส่งบัตรสมาชิกระดับวีไอพีของสโมสรหรูตระกูลจู๋ไปให้สักสองใบดีกว่าไหม ยังไงซะเศรษฐีสมัยนี้ก็เน้นเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพกันทั้งนั้นแหละ"

คุณนายสามฟางไฉ่ผิงบอกว่า "มอบภาพวาดชื่อดังดีกว่า ฉันได้ยินมาว่าทั้งท่านผู้เฒ่าเหยียนและคุณนายผู้เฒ่าเหยียนต่างก็ชื่นชอบการสะสมของเก่ากันนะ"

ส่วนเฉินจิ้งคนเป็นแม่ ไม่ได้หือไม่อื้อสักคำ นั่งเป็นอากาศธาตุอยู่ข้างๆ จู๋เชี่ยนอิ่ง ไม่ได้ปริปากพูดอะไรเลย

ส่วนจู๋จื่อโจว ก็รู้สึกว่าที่ทั้งสามคนพูดมามันก็มีเหตุผลทั้งนั้น ชั่งน้ำหนักไปมา สุดท้ายก็เลือกใช้วิธีประนีประนอม

"เอาอย่างนี้แล้วกัน ให้ไปทั้งสามอย่างเลย พวกเธอคิดว่าไง?"

บรรดาคุณนายทั้งสามต่างเผยสีหน้าตกใจแกมอิจฉาออกมาทันที เพราะของทั้งสามอย่างนี้รวมกัน ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลยนะ

แต่ถึงจู๋จื่อโจวจะใจป้ำยอมทุ่มทุนสร้างหาได้ยากขนาดนี้ จู๋เชี่ยนอิ่งก็ไม่คิดจะรับน้ำใจของเขา

"พ่อคะ ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน ไม่รบกวนให้พวกพ่อต้องมาเหนื่อยใจหรอกค่ะ!"

คุณนายทั้งสามถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด แม้พวกเธอจะออกความเห็นกันเจื้อยแจ้ว แต่ในใจใครบ้างล่ะที่จะไม่แอบคิดคำนวณผลประโยชน์?

ตระกูลจู๋มีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่ ทุกคนอาจจะไม่รู้แน่ชัด แต่ถ้าจู๋เชี่ยนอิ่งซื้อของขวัญครั้งนี้ไปห้าล้าน ทรัพย์สินส่วนกลางก็จะหายวับไปห้าล้านแบบเห็นๆ

มีเพียงจู๋จื่อโจวเท่านั้นที่ถูกคำพูดของจู๋เชี่ยนอิ่งทำเอาหน้าม้านจนเริ่มมีน้ำโห

"อิ่งเอ๋อร์ ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเหยียนไม่ใช่ครอบครัวธรรมดาๆ นะ ลูกคงไม่ได้คิดจะหิ้วกระเช้าผลไม้ไปส่งๆ หรอกใช่ไหม?"

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะความไม่ใส่ใจ จู๋จื่อโจวเลยไม่ค่อยเข้าใจลูกสาวคนนี้สักเท่าไหร่ แต่เขากลับสังหรณ์ใจว่าความกังวลของเขาไม่ได้ไร้เหตุผลเลย

ลูกสาวคนนี้ ตั้งแต่เขาเริ่มหันมาสังเกตเธอ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ ล้วนแฝงไปด้วยความขบถและดื้อรั้นเอาแต่ใจทุกกระเบียดนิ้ว

ด้วยนิสัยที่แหกคอกและทำตามอำเภอใจขนาดนี้ ต่อให้เธอจะทำเรื่องนอกคอกแค่ไหนก็คงไม่น่าแปลกใจ

ในสายตาของจู๋จื่อโจวตอนนี้ จู๋เชี่ยนอิ่งได้ถูกจัดไปอยู่ในหมวดเด็กใจแตกที่เกินเยียวยาเสียแล้ว

เพียงแต่ เขาจำได้ชัดเจนว่าลูกสาวคนนี้มักจะว่านอนสอนง่ายและเชื่อฟังมาตลอด การดำรงอยู่ของเธอช่างจืดจางจนผู้คนแทบจะมองข้ามไปได้อย่างง่ายดาย

แล้วทำไมเวลาผ่านไปแค่ครึ่งเดือนกว่าๆ นิสัยใจคอของเธอถึงได้เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือขนาดนี้ล่ะ?

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าในใจเขาจะประเมินลูกสาวคนนี้ไว้อย่างไร ภายนอกเขาก็ยังคงแสดงท่าทีเป็นคุณพ่อผู้อ่อนโยนและเมตตา

ยังไงซะ เธอก็มีสิทธิ์เป็นถึงว่าที่นายหญิงน้อยของตระกูลเหยียนเชียวนะ! ต่อให้เขาต้องเทิดทูนเธอไว้บนหิ้งเหมือนจักรพรรดิ ก้มกราบเช้ากราบเย็น เขาก็ต้องยอมทำ!

จู๋เชี่ยนอิ่งไม่ได้คิดจะหิ้วแค่กระเช้าผลไม้ไปอย่างเสียมารยาทขนาดนั้น แต่เพื่อยั่วโมโหจู๋จื่อโจว เธอจึงเลิกคิ้วขึ้นทันที

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ? คนตระกูลเหยียนไม่ใช่คนหรือไง? ทุกวันพวกเขาก็ต้องกิน ดื่ม ขับถ่าย แล้วก็นอนเหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ?"

จู๋จื่อโจวแทบจะหน้ามืดสลบไปเพราะความโกรธ ในตอนนั้นเอง เขาก็เริ่มรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาลึกๆ

ลูกสาวที่มีนิสัยเย่อหยิ่งจองหองและไม่เห็นหัวใครแบบนี้ ถ้าไปเยือนตระกูลเหยียนเข้าจริงๆ มีหวังได้ล่วงเกินคนในตระกูลเหยียนจนหมดสิ้นแน่ๆ!

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 32 - เธอเลี้ยงง่ายจะตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว