- หน้าแรก
- สัญญารักฉบับมาเฟีย ภรรยาตัวแสบของนายน้อยเหยียน
- บทที่ 31 - เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับตระกูลจู๋
บทที่ 31 - เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับตระกูลจู๋
บทที่ 31 - เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับตระกูลจู๋
บทที่ 31 - เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับตระกูลจู๋
ในที่สุดจู๋เชี่ยนอิ่งก็ยอมลงมากินมื้อค่ำที่ชั้นล่าง เพราะเฉินจิ้งผู้เป็นแม่ของเธอมาตามด้วยตัวเอง
กับคนอื่น จู๋เชี่ยนอิ่งสามารถเมินเฉยหรือพูดจาเย็นชาใส่ได้ แต่กับผู้เป็นแม่ที่แสนจะขี้ขลาดและไม่เคยปกป้องลูกคนนี้ เธอไม่เคยแข็งกร้าวใส่ได้ลงคอเลยสักครั้ง
แม้ว่านับตั้งแต่จำความได้ เธอจะมองแม่ด้วยสายตาที่เกลียดเหล็กไม่เป็นเหล็กกล้ามาตลอดก็ตาม
แต่ไม่ว่าแม่จะทำผิดพลาดสักกี่หมื่นกี่พันครั้ง ท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงคนนี้ก็คือแม่ที่ให้กำเนิดเธอและน้องสาวมา
เธอสามารถเศร้าใจในความโชคร้ายและโกรธเคืองในความไม่สู้คนของแม่ได้ แต่เธอทอดทิ้งแม่ไม่ได้
"อิ่งเอ๋อร์ หลายวันก่อนไปเที่ยวที่ไหนมาล่ะ? แกนี่เที่ยวเพลินจนเกือบทำเอาพ่อแกหัวใจวายตายอยู่แล้วนะ!"
จู๋เชี่ยนอิ่งเพิ่งจะหย่อนตัวลงนั่ง นมอุ่นๆ ยังไม่ทันตกถึงท้อง จูเส้าเฟินที่นั่งอยู่ข้างจู๋จื่อโจวก็เริ่มยิงธนูอาบยาพิษใส่ทันที
"คุณนายใหญ่ ฉันไปเที่ยวที่ไหนกันล่ะคะ ฉันไปทำงานต่างหาก ไม่อย่างนั้นคงไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อของขวัญไปเยี่ยมเยียนที่คฤหาสน์ตระกูลเหยียนหรอกค่ะ!"
พอจู๋เชี่ยนอิ่งนึกถึงกล่องผ้าไหมฉบับนักสะสมและหยกหรูอี้ราคาแปดหมื่นแปดพันหยวนที่ให้ไป เธอก็เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงทรวง!
แต่จากท่าทีของนายน้อยเหยียนในวันนี้ การจ่ายเงินก้อนโตนี้ออกไปก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่เหมือนกัน
"อิ่งเอ๋อร์ แกพูดแบบนี้ไม่ถูกนะ ถ้าแกจะไปเยี่ยมเยียนคฤหาสน์นายน้อยเหยียน อยากจะจัดเตรียมอะไรก็แค่เบิกเงินจากคุณนายใหญ่ก็สิ้นเรื่อง แกต้องเชื่อสิว่าคุณนายใหญ่ของแกไม่ใช่คนที่แยกแยะเรื่องหนักเบาไม่ออกหรอก"
คำพูดของจู๋จื่อโจวนั้นมีศิลปะในการเจรจาอย่างมาก
เห็นได้ชัดเลยว่า ในสายตาของผู้เป็นพ่อและคนอื่นๆ จู๋เชี่ยนอิ่งที่ยังไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับนายน้อยเหยียนนั้นไร้ค่าราวกับขนนก แต่พอได้เกี่ยวพันกับนายน้อยเหยียนขึ้นมา จู๋เชี่ยนอิ่งก็มีค่าหนักอึ้งดั่งขุนเขาไท่ซานทันที
จู๋เชี่ยนอิ่งกระดกนมอุ่นๆ รวดเดียวจนหมดแก้ว วางแก้วลงบนโต๊ะเสียงดัง "ตึง" แล้วยกหลังมือขึ้นเช็ดคราบนมที่มุมปาก
"พ่อคะ ฉันจะเอาอะไรไปเยี่ยมตระกูลเหยียน มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน ทำไมต้องไปเบิกกับคุณนายใหญ่ด้วยล่ะคะ? เรื่องใหญ่เรื่องอื่น เด็กกะโปโลอย่างฉันอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ ฉันยังพอแยกแยะได้ค่ะ"
น้ำเสียงของจู๋เชี่ยนอิ่งราบเรียบมาก ซ้ำร้ายตอนที่พูด ใบหน้าของเธอยังประดับไปด้วยรอยยิ้มด้วยซ้ำ!
แต่ทุกคนในห้องนี้ต่างฟังออกว่า เธอกำลังกระทบกระเทียบเรื่องที่จูเส้าเฟินไม่เคยเหลียวแลเธอกับจู๋เชี่ยนอวี่น้องสาวมาตลอดหลายปีนี้นั่นเอง!
สีหน้าของจูเส้าเฟินย่อมดูไม่จืด แต่เธอก็อาละวาดออกมาไม่ได้ ในเมื่อจู๋เชี่ยนอิ่งไม่ได้พูดเจาะจงอะไรออกมาตรงๆ
จูเส้าเฟินข่มความโกรธไว้แล้วปั้นยิ้มประจบ "อิ่งเอ๋อร์ ดูแกพูดเข้าสิ เรื่องของแกกับนายน้อยเหยียนก็คือเรื่องใหญ่ของตระกูลจู๋เรา จะนับว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของแกได้ยังไงล่ะ? ไหนลองบอกมาสิว่าอยากได้อะไร เดี๋ยวคุณนายใหญ่จะพาไปซื้อเอง"
จู๋เชี่ยนอิ่งนึกขำในใจ คนตระกูลนี้ทั้งตระกูล นอกจากเฉินจิ้งแม่ของเธอที่เป็นคนไม่ได้ความแล้ว คนอื่นๆ ล้วนเป็นพวกไม้หลักปักเลน เก่งกาจเรื่องการดูทิศทางลมและประจบสอพลอเป็นที่หนึ่ง
"ใช่แล้วล่ะ ลูกลองบอกมาสิว่าอยากได้อะไร เดี๋ยวพ่อกับแม่ใหญ่จะพาไปจัดการให้" จู๋จื่อโจวรีบผสมโรงทันที
หัวใจของเขาแขวนเติ่งอยู่กลางอากาศมานานครึ่งเดือนแล้ว พอได้ยินว่าจู๋เชี่ยนอิ่งจะไปเยือนตระกูลเหยียน นั่นก็หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างลูกสาวกับนายน้อยเหยียนไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเพราะการหนีออกจากบ้านครึ่งเดือนของเธอใช่ไหม?
แม้จู๋จื่อโจวจะยอมลดตัวลงมามากขนาดนี้แล้ว แต่จู๋เชี่ยนอิ่งก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมอ่อนข้อให้เลย
"พ่อคะ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะไปแบกหนามขอขมา มันไม่เกี่ยวกับพวกพ่อหรอกค่ะ" จู๋เชี่ยนอิ่งพูดอย่างจริงจัง
คนเป็นพ่ออย่างเขา ไม่เคยเห็นหัวลูกสาวคนนี้เลยแม้แต่น้อย ในอดีต ความผิดพลาดที่เธอเคยก่อ เธอต้องเป็นคนเผชิญหน้าแบกรับมันด้วยตัวเองมาตลอด
ดังนั้น ครั้งนี้ก็เหมือนกัน
และแน่นอนว่า หลังจากนี้ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับตระกูลเหยียนจะดีหรือร้าย มันก็ไม่เกี่ยวกับตระกูลจู๋อยู่ดี
แววตากระอักกระอ่วนพาดผ่านดวงตาของจู๋จื่อโจว แต่เขาก็ยอมโอนอ่อนให้ ซึ่งก็หาได้ยากยิ่ง แน่นอนว่าเขาไม่ได้ยอมโอนอ่อนให้จู๋เชี่ยนอิ่ง แต่ยอมให้แก่นายน้อยเหยียนและตระกูลเหยียนที่อยู่เบื้องหลังเธอต่างหาก
"อิ่งเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้พ่ออาจจะมีอะไรที่ไม่เข้าท่าไปบ้าง วันหลังลูกค่อยมาคิดบัญชีกับพ่อก็แล้วกัน แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ลองคิดดูให้ดีก่อนเถอะว่าจะไปขอขมานายน้อยเหยียนกับพ่อแม่ของเขายังไง นั่นน่ะคือเรื่องใหญ่"
จู๋จื่อโจวยังไม่ลืมความอับอายที่ตัวเองไปเยือนคฤหาสน์ตระกูลเหยียนหลายครั้งในช่วงที่ลูกสาวหายตัวไป แต่กลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบ
จู๋เชี่ยนอิ่งจ้องหน้าจู๋จื่อโจวด้วยความไม่เข้าใจอย่างยิ่ง "ทำไมฉันต้องไปขอขมาพ่อแม่เขาด้วยล่ะ?"
ยังไม่มีใครเล่าเรื่องที่นายน้อยเหยียนพารูปิดมาเยี่ยมเยือนตระกูลจู๋ให้จู๋เชี่ยนอิ่งฟังเลย ดังนั้น เธอจึงไม่รู้เลยว่าในวันที่เธอจากไป ครอบครัวตระกูลเหยียนทั้งสามคนได้ฉีกหน้าพ่อของเธอไปเรียบร้อยแล้ว
จู๋จื่อโจวขยิบตาให้เฉินจิ้ง เป็นเชิงบอกให้เธอเล่าให้ลูกสาวฟัง
เฉินจิ้งมักจะเชื่อฟังคำสั่งของจู๋จื่อโจวอย่างเคร่งครัดเสมอ พอได้รับสัญญาณ เธอก็วางชามและตะเกียบลง คว้ามือลูกสาวมาจับไว้ แล้วเล่าเรื่องที่ครอบครัวตระกูลเหยียนมาเยือนในวันนั้นจนสุดท้ายต้องกลับไปอย่างหัวเสียให้ฟังคร่าวๆ
จู๋เชี่ยนอิ่งกัดริมฝีปากฟังที่แม่เล่า ตอนแรกก็แอบร้อนใจอยู่บ้าง ท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนายน้อยเหยียนก็เป็นแค่ข้อตกลงปากเปล่าเท่านั้น ถ้าไปล่วงเกินเขากับผู้อาวุโสทั้งสองเข้าจริงๆ ต่อให้พวกเขาประกาศยกเลิกงานแต่ง เธอก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้อยู่ดี
แต่พอจู๋เชี่ยนอิ่งคิดทบทวนดูอีกที จากท่าทีและคำพูดของนายน้อยเหยียนในวันนี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้เก็บเรื่องวันนั้นมาใส่ใจเลย ไม่อย่างนั้น คนใจแคบอย่างเขาคงไม่ปิดปากเงียบเรื่องนี้สนิทหรอก
จู๋เชี่ยนอิ่งที่เริ่มมั่นใจในใจขึ้นมาบ้าง ไม่ได้แสดงความมั่นใจนั้นออกมาทางสีหน้า แต่หลังจากได้ยินว่าพ่อกับแม่ไปขอเข้าพบตระกูลเหยียนหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ สีหน้าของเธอก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้น
"พ่อคะ เรื่องนี้พวกพ่อไม่ต้องยุ่งหรอกค่ะ ฉันจัดการเอง"
จู๋เชี่ยนอิ่งไม่มีทางใจดีบอกจู๋จื่อโจวหรอกว่า นายน้อยเหยียนไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลย
และเธอยิ่งไม่มีทางบอกจู๋จื่อโจวด้วยว่า ก่อนที่เธอจะจากไป เธอได้บอกกล่าวนายน้อยเหยียนไว้แล้ว แถมยังส่งของขวัญสำหรับผู้อาวุโสไปให้ในวันนั้นเลยด้วย
ตราบใดที่ผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลเหยียนยังมีเหตุผล พวกเขาก็คงไม่กล่าวโทษอะไรเธอหรอก
พอจู๋จื่อโจวเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของจู๋เชี่ยนอิ่ง และนึกถึงคำพูดถากถางที่ตัวเองเคยได้รับก่อนหน้านี้ เขาก็รู้สึกว่าช่วงนี้ตัวเองยังไม่สมควรออกหน้าจริงๆ
"ถ้าอย่างนั้นก็ตกลง ลูกไปเยี่ยมท่านผู้เฒ่าเหยียนกับคุณนายผู้เฒ่าเหยียนก่อนเถอะ รอให้พวกเขาหายโกรธเมื่อไหร่ พวกเราค่อยหาเวลานั่งคุยเรื่องงานแต่งของลูกกับนายน้อยเหยียนกันอีกที"
จู๋เชี่ยนอิ่งกลอกตาในใจ "เอาไว้ค่อยว่ากันเถอะ..."
จู๋เชี่ยนอิ่งเดาไว้แล้วว่าที่พ่อเรียกเธอมากินข้าว จุดประสงค์ไม่ได้อยากให้เธอมากินข้าวหรอก แต่เป็นเพราะเรื่องงานแต่งของเธอกับนายน้อยเหยียนต่างหาก
ก็ถูกของเขา เธออายุยี่สิบแล้ว ตลอดเวลายี่สิบปีมานี้ พ่อแก่ๆ คนนี้เคยสนใจด้วยหรือว่าเธอจะกินข้าวลงหรือไม่?
เดิมทีเธอก็ยังอิ่มอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกินอะไรไม่ลงเข้าไปใหญ่ เธอดื่มนมจนหมด คีบผักเข้าปากส่งๆ ไปสองสามคำ แล้วบอกว่าอิ่มก่อนจะลุกออกจากโต๊ะ
เธอไม่อยากอยู่ร่วมกับคนพวกนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียว จะบอกว่ามากินข้าว สู้บอกว่ามาฟังคำนินทาว่าร้ายยังจะเหมาะกว่าเสียอีก
และก็เป็นอย่างที่คิด เท้าหน้าของเธอเพิ่งจะก้าวพ้นห้องอาหาร เธอก็ได้ยินเสียงคุณนายสามฟางไฉ่ผิงพูดกับแม่ว่า "อาจิ้ง เธอนี่นะ ถ้ามีเวลาก็หัดสอนมารยาทพื้นฐานให้อิ่งเอ๋อร์บ้างเถอะ ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเหยียนน่ะ ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ที่สุดเลยนะ"
เห็นไหมล่ะ คนยังเดินไปไม่ทันพ้นระยะเลย ธนูลับลอบกัดก็ยิงตามหลังมาอย่างเมามันส์แล้ว
หึๆ หาว่าเธอไม่มีมารยาทงั้นเหรอ?
ต่อให้จู๋เชี่ยนอิ่งคนนี้จะไม่มีมารยาทจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงซึ่งอาศัยการปีนขึ้นเตียงเจ้านายเพื่อไต่เต้าอย่างเธอจะมาสั่งสอนหรอกนะ
(จบแล้ว)