- หน้าแรก
- สัญญารักฉบับมาเฟีย ภรรยาตัวแสบของนายน้อยเหยียน
- บทที่ 13 - ไม่ยอมเสียลูกเสือ ก็จับหมาป่าไม่ได้
บทที่ 13 - ไม่ยอมเสียลูกเสือ ก็จับหมาป่าไม่ได้
บทที่ 13 - ไม่ยอมเสียลูกเสือ ก็จับหมาป่าไม่ได้
บทที่ 13 - ไม่ยอมเสียลูกเสือ ก็จับหมาป่าไม่ได้
สำหรับความดื้อรั้นของคนขับรถ จู๋เชี่ยนอิ่งก็ไม่อยากจะพูดอะไรต่อ ในเมื่อเขาอยากจะตามก็ตามใจเขาเถอะ คิดซะว่ามีคนมาช่วยถือของเพิ่มอีกคนก็แล้วกัน
จู๋เชี่ยนอิ่งที่มีคนขับรถของตระกูลเหยียนเดินตามหลัง มุ่งหน้าตรงเข้าไปในร้านเพชรพลอยอย่างมีเป้าหมายชัดเจน
พอเดินเข้าไปปุ๊บ ก็มีพนักงานออกมาต้อนรับทันที แถมยังยิ้มแย้มแจ่มใส "คุณหนูห้า สนใจเครื่องประดับชิ้นไหนดีครับ?"
จู๋เชี่ยนอิ่งปรายตามองชายวัยสามสิบกว่าตรงหน้า รู้สึกแปลกใจที่เขายังจำเธอได้
ร้านเพชรพลอยร้านนี้ ไม่ใช่ว่าเธอเพิ่งจะเคยมาเป็นครั้งแรกหรอกนะ
แต่ที่ผ่านๆ มา เธอมาในฐานะตัวประกอบซะมากกว่า ส่วนใหญ่ก็คือมาเป็นเพื่อนคุณนายใหญ่ คุณนายรอง หรือคุณนายสาม พวกเธอเป็นคนซื้อ ส่วนตัวเธอกับน้องสาวจู๋เชี่ยนอวี่ รวมถึงแม่ เฉินจิ้ง ก็มีหน้าที่แค่มองตาปริบๆ เท่านั้น
ส่วนพอกลับไปแล้ว คุณนายใหญ่จะไปปั้นน้ำเป็นตัวอธิบายค่าใช้จ่ายก้อนโตให้นายท่านฟังยังไงนั้น จู๋เชี่ยนอิ่งก็ขี้เกียจจะไปสนใจ สรุปก็คือหลายปีที่ผ่านมา คุณนายใหญ่ คุณนายรอง คุณนายสาม และลูกๆ ของพวกเธอ ต่างก็แต่งตัวหรูหราฟู่ฟ่า เวลาออกไปข้างนอกก็ใช้จ่ายมือเติบ ส่วนแม่ของเธอกับน้องสาว ก็มีแต่ความซอมซ่ออนาถามาตลอด
จะทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อแม่ของเธอมีนิสัยอ่อนแอ ขี้กลัวซะขนาดนั้น การรักษาชีวิตรอดของสามแม่ลูกในดงคุณนายที่ร้ายกาจจนแทบจะกลืนกินคนได้ทั้งกระดูก ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว จะไปหวังความร่ำรวยอะไรอีกล่ะ?
จู๋เชี่ยนอิ่งเหลือบมองป้ายชื่อที่อกของชายคนนั้น "ผู้จัดการเติ้ง ฉันอยากซื้อจี้หยกที่เหมาะกับผู้สูงอายุน่ะค่ะ"
ของราคาถูกแต่หน้าตาดูดี จู๋เชี่ยนอิ่งไม่กล้าซื้อหรอก เพราะเธอยังไม่รู้นิสัยใจคอของนายหญิงเหยียนกับนายท่านเหยียนเลย
ส่วนของแพงๆ ตระกูลผู้ดีอย่างตระกูลเหยียนก็อาจจะพอใจอยู่บ้าง แต่เธอก็ไม่มีปัญญาซื้ออีก
คิดไปคิดมาตลอดทาง สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกซื้อจี้หยก ผู้ใหญ่น่าจะชอบของแบบนี้มากกว่า
ผู้จัดการเติ้งพาเธอไปที่เคาน์เตอร์หยกอย่างกระตือรือร้น "คุณหนูห้าอยากได้แบบตั้งโชว์หรือแบบพกติดตัวดีครับ?"
จู๋เชี่ยนอิ่งกวาดตามองเครื่องหยกในตู้กระจก "ขอฉันดูชิ้นที่ตั้งโชว์ตรงนั้นหน่อยค่ะ"
มันคือหยกแกะสลักรูปคทาหรูอี้สีขาว มีรอยด่างสีน้ำตาลอมเหลืองแซมอยู่บ้าง แกะสลักเป็นรูปผลพลับและเห็ดหลินจือ ผลพลับลูกอวบอ้วน หงายขั้วขึ้น ด้านข้างมีเห็ดหลินจือคู่หนึ่ง กิ่งก้านม้วนงอ พันรอบขั้วผลพลับ อีกด้านประดับด้วยเกสรดอกโบตั๋นคู่หนึ่ง
ผู้จัดการเติ้งเห็นจู๋เชี่ยนอิ่งจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์ ดูจากท่าทางแล้วคงจะถูกใจมาก จึงเริ่มอธิบาย "คุณหนูห้าครับ คทาหรูอี้ชิ้นนี้งานแกะสลักประณีตมาก รูปทรงน่ารัก ความหมายก็เป็นมงคล ดูสิครับ คำว่า 'ผลพลับ' พ้องเสียงกับคำว่า 'เรื่องราว' บวกกับเห็ดหลินจือ จึงมีความหมายว่า ขอให้ทุกเรื่องสมปรารถนา ส่วนดอกโบตั๋นเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งร่ำรวย เห็ดหลินจือและดอกโบตั๋นอยู่คู่กัน หมายถึงชีวิตคู่ที่สมบูรณ์พูนสุข มั่งมีศรีสุข ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะชอบของตั้งโชว์แบบนี้มากเลยครับ"
จู๋เชี่ยนอิ่งไม่พูดอะไร เอาคทาหรูอี้หยกมาถือไว้ในมือ พลิกดูอย่างละเอียดอยู่พักใหญ่ คำอธิบายของผู้จัดการเติ้ง เธอเห็นด้วยทุกประการ เพียงแต่...
สายตาของจู๋เชี่ยนอิ่งเหลือบไปมองป้ายราคาที่วางอยู่บนถาดอย่างรวดเร็ว: 88,000 หยวน
สำหรับคนในตระกูลจู๋ นอกจากสามแม่ลูกของจู๋เชี่ยนอิ่งแล้ว คงไม่มีใครคิดว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินก้อนใหญ่ แต่สำหรับจู๋เชี่ยนอิ่งแล้ว มันเป็นเงินก้อนใหญ่มากเลยทีเดียว เพราะมันเท่ากับค่าเทอมของเสี่ยวอวี่ถึงสองเทอมเลยนะ
แต่ถ้าไม่ยอมเสียลูกเสือ ก็จับหมาป่าไม่ได้ ถ้าเธอขี้เหนียวแม้กระทั่งเงินแค่นี้ แล้วเธอจะก้าวเข้าสู่ประตูตระกูลเหยียนอย่างมั่นคงได้ยังไงล่ะ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แววตาของจู๋เชี่ยนอิ่งก็หม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
เธอยอมรับว่า แรงจูงใจในการเอาอกเอาใจครั้งนี้ของเธอ ไม่บริสุทธิ์ใจเอาเสียเลย
แต่ในเมื่อนายน้อยเหยียนประกาศเงื่อนไขออกมาอย่างชัดเจนขนาดนั้น ก็แปลว่าเขาแค่ต้องการใช้เงินซื้อภรรยา ส่วนเรื่องอื่น เขาไม่ต้องการอะไรเลยไม่ใช่หรือไง?
ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็ไม่เห็นต้องรู้สึกผิดอะไรเลย
ยังไงซะ เธอก็แค่เล่นละครฉากใหญ่ตบตาผู้ใหญ่ไปพร้อมกับเขาแค่นั้นแหละ
คู่สามีภรรยาที่ต่อหน้าทำตัวรักใคร่กลมเกลียว แต่พอลับหลังกลับทำเหมือนคนแปลกหน้า มีให้เห็นเยอะแยะไป!
หลังจากที่ต่อสู้กับความรู้สึกและปลอบใจตัวเองเสร็จ จู๋เชี่ยนอิ่งก็หยิบบัตรออกมา กัดฟันจ่ายเงินไป
พอคิดว่าเงินที่เพิ่งหามาได้ไม่กี่วัน ต้องมามลายหายไปในพริบตา เธอก็รู้สึกเจ็บปวดใจลึกๆ
คนขับรถของตระกูลเหยียนตั้งใจจะไปส่งเธอถึงในบ้าน แต่เธอกลับให้เขาจอดรถแค่หน้าประตู แล้วเดินอ้อมไปเข้าทางประตูหลังแทน
ที่เธอทำแบบนี้ ก็เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับความกระตือรือร้นที่มากเกินไปและการแอบหยั่งเชิงของพ่อ
พอเข้าบ้านทางประตูหลัง เธอก็ย่องเงียบกลับห้องตัวเองอย่างระมัดระวัง ถอดซิมการ์ดออกจากโทรศัพท์เครื่องเก่าที่พังยับเยินบนพื้น แล้วเอาไปใส่ในโทรศัพท์เครื่องใหม่ที่นายน้อยเหยียนเพิ่งซื้อให้
พอเปิดเครื่องปุ๊บ เบอร์แรกที่เธอโทรหาก็คือสิงป๋อลุน
"ย่าหลุน วันก่อนนายช่วยโอนเงินห้าหมื่นหยวนให้เสี่ยวอวี่ใช่ไหม?"
เพราะเรื่องของนายน้อยเหยียน จู๋จื่อโจว พ่อของเธอ จึงหลอกให้จู๋เชี่ยนอวี่ น้องสาวของเธอ กลับมาบ้านด้วย จู๋เชี่ยนอิ่งห่วงน้องสาวมาก วันรุ่งขึ้นเลยให้สิงป๋อลุน เพื่อนสนิทของเธอ ไปส่งจู๋เชี่ยนอวี่ที่สนามบินอย่างปลอดภัย ส่วนเงินที่เธอให้เขาสะรองจ่ายไปก่อน ก็คือเงินค่าเทอมและค่าใช้จ่ายของเสี่ยวอวี่ในเทอมหน้านั่นเอง
จู๋เชี่ยนอวี่ น้องสาวของจู๋เชี่ยนอิ่ง อายุน้อยกว่าเธอสองปี ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่มหาลัย R เนื่องจากเธอไม่ยอมเรียนสาขาการจัดการโรงแรมตามความต้องการของพ่อ พ่อก็เลยตัดหางปล่อยวัด ไม่ส่งเสียค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ภาระทั้งหมดของจู๋เชี่ยนอวี่จึงตกมาอยู่ที่จู๋เชี่ยนอิ่ง
"อืม ฉันยังไม่รีบใช้เงินหรอก เธอสะดวกเมื่อไหร่ค่อยจัดการก็ได้ เป็นไงบ้าง เรื่องทางฝั่งเธอ?"
สิงป๋อลุนเป็นเพื่อนสนิทของจู๋เชี่ยนอิ่ง หลายปีมานี้ เขาก็กลายเป็นเหมือนสถาบันการเงินให้เธอกู้ยืมยามฉุกเฉินไปแล้ว
แต่ถึงจู๋เชี่ยนอิ่งจะยืมเงินไป ไม่นานเธอก็จะหาทางหาเงินมาใช้คืนให้จนได้ แถมยังคิดดอกเบี้ยให้เทียบเท่ากับดอกเบี้ยบัตรเครดิตอีกด้วย
"อืม ช่วงนี้ฉันช็อตจริงๆ คงต้องรออีกสักสองสามเดือนถึงจะคืนเงินนายได้นะ"
เงินที่จู๋เชี่ยนอิ่งเตรียมไว้จ่ายค่าเทอมให้น้องสาว เอาไปซื้อคทาหรูอี้หยกหมดแล้ว ก็เลยต้องยอมติดหนี้เพื่อนไปก่อน
"ไม่มีปัญหา เธอสะดวกเมื่อไหร่ค่อยคืนก็ได้ แล้วทางฝั่งนายน้อยเหยียนล่ะ เป็นยังไงบ้าง?" สิงป๋อลุนไม่ยอมปล่อยผ่านคำถามนี้ ถึงแม้เธอจะตั้งใจเปลี่ยนเรื่องก็ตาม
เรื่องนี้ จู๋เชี่ยนอิ่งเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน แถมต่อให้นายน้อยเหยียนยอมรับเธอจริงๆ ข่าวก็ควรจะออกมาจากทางฝั่งเขา ไม่ใช่ให้เธอเป็นคนป่าวประกาศ
"ตอนนี้ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่น่ะ รอดูไปก่อนแล้วกัน!"
คำตอบที่คลุมเครือของจู๋เชี่ยนอิ่ง เป็นการส่งสัญญาณให้คู่สนทนารู้อย่างชัดเจนว่า: พอแค่นี้เถอะ ฉันไม่อยากคุยเรื่องนี้แล้ว
สิงป๋อลุนรู้ใจเธอดี จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
"อ้อ วันก่อนเสี่ยวอวี่บอกว่ากำลังฝึกงานอยู่ที่ ซินอิ่ง เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ยัยหนูนี่เก่งไม่เบาเลยนะเนี่ย เข้าไปฝึกงานที่ซินอิ่งได้ด้วย"
จู๋เชี่ยนอิ่งเป็นคนหวงน้องสาว พอได้ยินแบบนี้ก็เริ่มไม่ค่อยพอใจ "เฮ้ หมายความว่าไงที่บอกว่า เข้าไปได้น่ะ? เสี่ยวอวี่เก่งมาตั้งนานแล้วนะ เธอเข้าไปได้เพราะความสามารถล้วนๆ ย่ะ!"
แน่นอนว่า จู๋เชี่ยนอิ่งรู้ดีว่าที่น้องสาวได้เข้าไปฝึกงานที่ซินอิ่ง ก็เพราะอาจารย์สอนภาษาต่างประเทศของเธอเป็นคนแนะนำให้
แต่จู๋เชี่ยนอิ่งก็รู้ดีเหมือนกันว่า ยิ่งบริษัทใหญ่โต กฎระเบียบก็ยิ่งเข้มงวด การมีคนแนะนำก็เรื่องนึง แต่จะผ่านการทดลองงานได้หรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน
ดังนั้น เธอจึงเชื่อมั่นว่าน้องสาวของเธอ มีความสามารถโดดเด่นจนคนอื่นต้องยอมรับจริงๆ
(จบแล้ว)