- หน้าแรก
- สัญญารักฉบับมาเฟีย ภรรยาตัวแสบของนายน้อยเหยียน
- บทที่ 12 - ดูเหมือนจะยอมหยุดแล้วจริงๆ
บทที่ 12 - ดูเหมือนจะยอมหยุดแล้วจริงๆ
บทที่ 12 - ดูเหมือนจะยอมหยุดแล้วจริงๆ
บทที่ 12 - ดูเหมือนจะยอมหยุดแล้วจริงๆ
ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ คงกำลังขบคิดคำพูดของจู๋เชี่ยนอิ่งอยู่
จู๋เชี่ยนอิ่งถือโทรศัพท์รออย่างใจเย็น ไม่ได้เร่งรัดอะไร จนกระทั่งได้ยินเสียงจากในสายที่ฟังดูไม่สบอารมณ์นัก แต่เห็นได้ชัดว่ายอมอ่อนข้อให้แล้ว "ก็ได้ เธอกลับไปรอที่บ้านแล้วกัน!"
จู๋เชี่ยนอิ่งแอบถอนหายใจโล่งอก "ขอบคุณค่ะ นายน้อยเหยียน!"
"เอาโทรศัพท์ให้ฉินซิว!" ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่านายน้อยท่านนี้ไม่อยากจะเสวนาอะไรกับเธอให้มากความแล้ว
โชคดีที่เธอก็ไม่อยากจะทนฟังน้ำเสียงกระด้างๆ ที่ฟาดงวงฟาดงาของเขาเหมือนกัน พอได้ยินแบบนั้น เธอก็รีบยื่นโทรศัพท์ส่งให้ฉินซิวราวกับได้รับอภัยโทษ "เขาเรียกคุณค่ะ!"
ฉินซิวรับโทรศัพท์มา เอ่ยปากด้วยความหวาดหวั่น "นายน้อย มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?"
"ให้ลุงไห่จัดคนไปส่งเธอกลับ แล้วนายเข้ามาช่วยฉันเตรียมเอกสารหน่อย"
จากน้ำเสียงของนายน้อยเหยียน ดูเหมือนจะไม่ได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนเมื่อกี้แล้ว ฉินซิวนอกจากจะชื่นชมจู๋เชี่ยนอิ่งแล้ว ก็ยังแอบดีใจกับตัวเองเงียบๆ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้าทำให้นายน้อยเหยียนโกรธถึงขั้นนั้นได้ อย่างน้อยเขาก็ต้องหืดขึ้นคอกว่าจะทำให้พายุอารมณ์ของนายน้อยเหยียนสงบลงได้
แต่ครั้งนี้ จู๋เชี่ยนอิ่งแค่พูดโทรศัพท์ไม่กี่ประโยค ไฟโกรธของนายน้อยเหยียนก็มอดลงไปเยอะเลย ดูท่าแล้ว การมีเจ้านายหญิงอย่างจู๋เชี่ยนอิ่งเพิ่มมาอีกคน ก็คงไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป
จู๋เชี่ยนอิ่งไม่อยากอยู่ให้เป็นเป้าสายตา จึงเดินลงบันไดไป ลุงไห่เอาโทรศัพท์เครื่องใหม่ที่เพิ่งมาส่งมายื่นให้เธอ "คุณหนูห้า โทรศัพท์ของคุณครับ"
จู๋เชี่ยนอิ่งรับมา เปิดดู "เอ๊ะ? ทำไมมีสองเครื่องล่ะคะ?"
"นายน้อยบอกให้เตรียมไว้เป็นเครื่องสำรองครับ!" ลุงไห่ไม่กล้าเอาคำพูดเป๊ะๆ ของเจ้านายมาบอกเธอหรอก
ตอนนั้นนายน้อยเหยียนบอกว่า "ยัยเด็กนั่นอารมณ์ร้ายจะตาย ส่งไปให้สองเครื่องเลย!"
จู๋เชี่ยนอิ่งเลิกคิ้ว ไม่เชื่อคำพูดของลุงไห่เลยสักนิด คนอย่างนายน้อยเหยียนเนี่ยนะ จะเป็นคนเอาใจใส่และคิดถึงคนอื่นขนาดนี้?
แต่เอาเถอะ มีคนให้โทรศัพท์ฟรีๆ มาตั้งเครื่องนึง ก็เป็นเรื่องดี ส่วนแรงจูงใจของอีกฝ่ายจะเป็นอะไร ก็ช่างมันเถอะ
"รบกวนลุงไห่ฝากขอบคุณนายน้อยเหยียนให้ฉันด้วยนะคะ!"
ไม่ว่าในใจจู๋เชี่ยนอิ่งจะคิดยังไงกับนายน้อยเหยียน แต่เรื่องมารยาทและท่าทีที่แสดงออกภายนอก เธอทำได้ไร้ที่ติเสมอ
"คุณหนูห้าเกรงใจเกินไปแล้วครับ อ้อ แล้วนี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่นายน้อยฝากไปให้นายท่านจู๋ เมื่อวานฉุกละหุกไปหน่อย เลยลืมฝากให้คุณหนูห้าครับ"
จู๋เชี่ยนอิ่งปรายตามองกล่องของขวัญที่ห่ออย่างสวยงามกล่องนั้น เดาได้เลยว่า นายน้อยเหยียนคงไม่ได้เป็นคนเตรียมเองหรอก น่าจะเป็นลุงไห่ที่จัดการให้มากกว่า ไม่งั้นคนอย่างนายน้อยเหยียน จะมาเสียเวลาทำเรื่องจุกจิกเอาใจคนอื่นแบบนี้ทำไม?
"ลุงไห่คะ ลุงเกรงใจเกินไปแล้ว ของขวัญนี้ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ!"
ใช้เข่าคิดก็รู้ว่า ของขวัญที่ตระกูลใหญ่โตอย่างตระกูลเหยียนเตรียมให้ ไม่มีทางเป็นของราคาถูกแน่นอน ถ้าเอาไปให้พ่อ คงถูกใจพ่อจนยิ้มหน้าบานแน่ๆ
แต่สำหรับพ่อที่ไม่เคยทำหน้าที่พ่อเลยสักนิด ทำไมเธอต้องทำให้เขาพอใจด้วยล่ะ?
ทั้งสองคนเกรงใจและผลักไสกันอยู่นาน ในที่สุดจู๋เชี่ยนอิ่งก็ยืนกรานไม่รับของขวัญ ลุงไห่หมดปัญญา ก็เลยต้องยอมแพ้
ตอนที่จู๋เชี่ยนอิ่งขึ้นรถ เธอก็ไม่ลืมหันมาบอกลุงไห่ที่ยืนอยู่ข้างนอกรถว่า "ลุงไห่คะ ฝากบอกนายน้อยเหยียนด้วยนะคะว่า ฉันจะเตรียมของขวัญไว้รอรับสายเขาค่ะ"
เชื่อเถอะว่า ลุงไห่เป็นพ่อบ้านที่ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมมาก นอกจากจะคอยรับใช้นายน้อยเหยียนแล้ว เขาก็ยังรับใช้นายหญิงและนายท่านเหยียนด้วย การสร้างความประทับใจดีๆ ให้เขาไว้ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน
หลังจากนั้น ลุงไห่ก็นำกาแฟที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆ ไปเสิร์ฟที่ห้องทำงาน เห็นนายน้อยเหยียนยกกาแฟขึ้นจิบ แต่เขาก็ยังไม่ยอมออกไป
"มีอะไร?" นายน้อยเหยียนปรายตามองลุงไห่
"ผมถือวิสาสะเตรียมของขวัญไว้ชุดนึง ตั้งใจจะฝากคุณหนูห้าไปให้นายท่านจู๋ แต่คุณหนูห้าไม่ยอมรับครับ"
นายน้อยเหยียนรับคำเรียบๆ "อืม" ดูเหมือนไม่อยากจะคุยเรื่องของจู๋เชี่ยนอิ่งต่อ "ได้เวลาแล้ว ลุงไปรับพ่อกับแม่เถอะ"
พ่อบ้านรับคำแล้วถอยออกไป ฉินซิว ผู้ช่วยพิเศษที่อยู่ข้างๆ นายน้อยเหยียน ก็ยกกาแฟขึ้นจิบเหมือนกัน
"นายน้อยครับ คุณจู๋คนนั้น..."
ตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ฉินซิวเพิ่งจะกล้าเอ่ยถึงจู๋เชี่ยนอิ่งให้นายน้อยเหยียนฟัง
"หืม?"
นายน้อยเหยียนวางแก้วกาแฟลงแล้ว นิ้วรัวพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว
คนภายนอกส่วนใหญ่ก็คงคิดเหมือนจู๋เชี่ยนอิ่ง คือได้ยินแต่ชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของนายน้อยเหยียน ก็เลยคิดว่าเขาเป็นคุณชายเพลย์บอย วันๆ เอาแต่ลอยชายผลาญเงินกงสีไปวันๆ ยังไงซะ แค่ดูแลธุรกิจของตระกูลเหยียนและตระกูลถง ก็มีเงินให้เขากินเที่ยวใช้จ่ายไปได้อีกหลายสิบชาติแล้ว
แต่แทบจะไม่มีใครรู้เลยว่า ความสามารถในการบริหารงานของเขานั้นเหนือกว่าพ่อของเขาเสียอีก ส่วนธุรกิจด้านมืดของตระกูลถง เขาก็บริหารจัดการได้อยางราบรื่น หลายปีมานี้ ไม่เคยมีข่าวคราวเรื่องการแตกคอกันภายในตระกูลถงหลุดรอดออกมาให้ได้ยินเลย เห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าจะเป็นโลกมืดหรือโลกสว่าง เขาก็สามารถคุมเกมได้อย่างอยู่หมัด
ดังนั้น ที่เขาบอกว่าไม่มีเวลาไปรับผู้ใหญ่ทั้งสองที่สนามบิน จึงไม่ใช่เรื่องโกหก
ฉินซิวลอบมองนายน้อยเหยียนอย่างระมัดระวัง เห็นว่าถึงเจ้านายจะตั้งอกตั้งใจทำงาน แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะขัดจังหวะ เขาจึงพูดต่อ
"นายน้อยครับ ผมคิดว่าคุณจู๋เชี่ยนอิ่งคนนี้ก็ดีนะครับ"
จริงๆ แล้ว เขาอยากจะบอกว่า เธอค่อนข้างพิเศษ ไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป ไม่เหยาะแหยะ ไม่อ่อนแอ
แต่เขาเดาว่าถ้าเขาพูดมากไป นายน้อยเหยียนคงไม่มีความอดทนฟัง เขาจึงสรุปสั้นๆ แค่คำว่า 'ก็ดี'
"อืม!" นายน้อยเหยียนก็ยังคงตอบรับสั้นๆ อย่างราบเรียบ แต่ที่น่าแปลกใจคือ เขาไม่ได้เถียงกลับ
ความตั้งใจเดิมของฉินซิวคือ อยากจะพูดจาหว่านล้อมให้จู๋เชี่ยนอิ่งสักหน่อย เพื่อกันไม่ให้เจ้านายผูกใจเจ็บเธอ
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว การกระทำของเขาดูเหมือนจะเกินความจำเป็นไปหรือเปล่านะ?
ดูท่าเจ้านายของเขาจะไม่ได้โกรธจู๋เชี่ยนอิ่งเลยสักนิด สงสัยเขาจะคิดมากไปเอง
ฉินซิวคิดหาคำพูดเพื่อจะหยั่งเชิงเจ้านายอีกครั้ง แต่กลับได้ยินนายน้อยเหยียนพูดขึ้นมาว่า "เรื่องของถงเฟิง อย่าให้แม่ฉันรู้นะ"
ถงเฟิง ถ้านับญาติกันแบบฝืนๆ ก็ถือว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของนายน้อยเหยียน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นญาติฝั่งแม่ของนายน้อยเหยียน น่าจะเป็นลูกของลูกพี่ลูกน้องของนายหญิงเหยียนอะไรทำนองนั้น
ช่วงนี้หมอนี่เอาชื่อตระกูลถงไปแอบอ้างหากินที่ต่างมณฑลจนได้เงินไปก้อนโต เมื่อไม่กี่วันก่อน นายน้อยเหยียนเพิ่งจะพาฉินซิวไปจัดการด้วยตัวเองมาหมาดๆ
นานๆ ทีแม่จะกลับมาบ้าน นายน้อยเหยียนไม่อยากให้เธอต้องมาอารมณ์เสียกับเรื่องพวกนี้
"ครับ ผมเข้าใจแล้ว" ฉินซิวไม่ได้เพิ่งมาทำงานกับนายน้อยเหยียนวันแรก เขารู้ดีว่าถึงแม้นายน้อยเหยียนจะชอบทำตัวนอกลู่นอกทาง จนทำให้นายหญิงเหยียนโมโหจนเต้นผางอยู่บ่อยๆ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว เขาเป็นลูกที่กตัญญูมาก
เพราะฉะนั้น ถึงแม้ตอนแรกเขาจะไม่ได้อยากแต่งงาน แต่ตอนนี้พอเลือกจู๋เชี่ยนอิ่งมาได้ ดูเหมือนเขาจะยอมหยุดแล้วจริงๆ
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสรุปที่ฉินซิวในฐานะคนนอกสังเกตเห็นจากการกระทำในช่วงสองวันที่ผ่านมา
ส่วนความคิดที่แท้จริงในใจของเจ้านายนั้น ฉินซิวก็ยอมรับว่าเขาไม่มีความสามารถพอที่จะคาดเดาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
กลับมาที่จู๋เชี่ยนอิ่ง คนที่ไปส่งเธอก็คือคนขับรถคนเดิมเมื่อเช้า
เมื่อรถแล่นออกจากสวนใหญ่ตระกูลเหยียน จู๋เชี่ยนอิ่งก็บอกคนขับรถว่า "พี่คะ เดี๋ยวส่งฉันลงที่ห้างสรรพสินค้าซื่อเม่าก็พอนะคะ ฉันจะไปซื้อของหน่อย"
คนขับรถชะงักไปนิด "คุณหนูห้าครับ ต้องขอโทษด้วยครับ ลุงไห่สั่งไว้ว่า ต้องส่งคุณให้ถึงบ้านครับ"
"แต่ฉันอยากไปซื้อของนี่นา จะให้ไปส่งฉันถึงบ้าน แล้วฉันต้องนั่งรถย้อนกลับมาอีกเหรอคะ?" จู๋เชี่ยนอิ่งรู้สึกเพลียใจกับความเถรตรงของคนขับรถคนนี้จริงๆ
คนขับรถคิดอยู่ครู่หนึ่ง "งั้นเอาอย่างนี้ดีไหมครับ ผมไปเป็นเพื่อนคุณซื้อของ ซื้อเสร็จแล้ว ผมค่อยไปส่งคุณที่บ้าน"
(จบแล้ว)