- หน้าแรก
- สัญญารักฉบับมาเฟีย ภรรยาตัวแสบของนายน้อยเหยียน
- บทที่ 8 - ต้องไปพบผู้ใหญ่?
บทที่ 8 - ต้องไปพบผู้ใหญ่?
บทที่ 8 - ต้องไปพบผู้ใหญ่?
บทที่ 8 - ต้องไปพบผู้ใหญ่?
"พอกลับถึงบ้านก็ไม่ได้กินเหรอ?" นายน้อยเหยียนดึงสติกลับมา แต่ก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ ตามหลักแล้ว เมื่อวานตอนบ่ายที่เธอออกไปก็ยังไม่เย็นมาก พอกลับถึงบ้านก็ยังไม่น่าจะถึงเวลาอาหารเย็นด้วยซ้ำ
แถมคนขับรถ พอกลับมาก็ยังมารายงานยืนยันกับเขาเป็นพิเศษว่า ส่งเธอถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว
"ฉันเหนื่อยแทบตาย พอกลับไปหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย หลับยาวมาจนถึงเช้าตรู่ แถมยังตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์อีกต่างหาก..." จู๋เชี่ยนอิ่งข้ามเรื่องที่ตื่นขึ้นมากลางดึกไปหน้าตาเฉย พอพูดถึงโทรศัพท์เมื่อเช้า ก็ยังทำท่าฮึดฮัดไม่พอใจอยู่
นายน้อยเหยียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ ความเห็นอกเห็นใจที่หาได้ยากยิ่งก่อตัวขึ้นเงียบๆ ใบหน้าที่เย็นชาก็ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขายกมือขึ้นโบกไปมา ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนพ่อบ้านก็เดินเข้ามา "นายน้อยครับ!"
"ไปดูในครัวซิว่ามีอะไรกินบ้าง ยกมาให้หมด"
ชายวัยกลางคนคนนี้คือพ่อบ้านของตระกูลเหยียน ทุกคนเรียกเขาว่าลุงไห่
"ยกมาที่นี่เหรอครับ?" ลุงไห่ทำหน้าประหลาดใจสุดๆ!
คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เขาเห็นนายน้อยเติบโตมาตั้งแต่แบเบาะจนกลายเป็นชายหนุ่มที่สง่างามและมีความสามารถแบบนี้ เขารู้ดีว่านายน้อยจะต้องทานอาหารในห้องอาหารเท่านั้น และคนอื่นก็ต้องทำตาม เพราะนายน้อยบอกว่า ควรทำกิจกรรมต่างๆ ในที่ที่จัดไว้ให้ จริงๆ แล้ว เป็นเพราะเขาทนกลิ่นอาหารในห้องนั่งเล่นไม่ได้ต่างหาก!
พอลุงไห่ทัก นายน้อยเหยียนก็โบกมืออย่างรำคาญใจ "ห้องอาหาร!"
ห้องอาหารกับห้องครัวตั้งอยู่ติดกันที่มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่น โดยมีผนังกระจกใสพร้อมประตูอัตโนมัติกั้นแยกส่วนออกจากห้องนั่งเล่น
จู๋เชี่ยนอิ่งกินซาลาเปาแสนอร่อยอย่างตะกละตะกลาม สายตาก็มองออกไปที่ห้องนั่งเล่นเป็นระยะ ก็เห็นภาพนายน้อยเหยียนนั่งเอนหลังพิงโซฟาฟังผู้ช่วยพิเศษรายงานเรื่องงานอย่างชัดเจน
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่จู๋เชี่ยนอิ่งกำลังอ้าปากกว้างยัดฮะเก๋าเข้าปากไปทั้งชิ้น สายตาที่บังเอิญมองออกไป ก็ไปสบเข้ากับดวงตาของนายน้อยเหยียนที่กำลังส่งสายตาแปลกๆ มาพอดี
จู๋เชี่ยนอิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนใจนิดหน่อย แต่พอคิดดูอีกที ตัวเองก็ไม่ใช่คนที่มีกิริยามารยาทงดงามอะไรอยู่แล้ว ให้เขารับรู้ความจริงตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่าปล่อยให้เขาวาดฝันแล้วต้องมาผิดหวังทีหลัง
จากนั้น เธอก็ได้เห็นสีหน้ารังเกียจพาดผ่านดวงตาและใบหน้าของเขาตามที่คาดไว้ ทำให้เธอยิ่งมั่นใจว่า นายน้อยเหยียนคนนี้เป็นพวกยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางและชอบควบคุมผู้อื่นขั้นรุนแรง
เฮ้อ...
อุตส่าห์คิดว่าความทุกข์ทรมานจบสิ้นลงแล้ว ที่ไหนได้ แค่หนีจากกรงเล็บมาร ไปตกหลุมพรางที่มืดมิดยิ่งกว่าเดิมเท่านั้นเอง...
จู๋เชี่ยนอิ่งดึงสายตากลับมาอย่างเซ็งๆ ไม่รู้ว่ากินจนอิ่มแล้ว หรือว่ารสชาติขนมจีบซาลาเปาที่เหลือมันไม่อร่อยเอาซะเลย ความเร็วในการกินของเธอลดลงอย่างเห็นได้ชัด แถมยังดูเหม่อลอย ท้ายที่สุด เธอก็เลิกกินไปดื้อๆ นั่งเท้าคางมองวิวสวนดอกไม้ด้านนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
"คุณหนูห้า อิ่มแล้วหรือครับ?"
ลุงไห่คอยรับใช้สมาชิกในตระกูลเหยียนมาหลายปี สิ่งที่ถนัดที่สุดคือการอ่านสีหน้าเจ้านาย ระหว่างที่พูด เขาก็ยื่นผ้าขนหนูอุ่นๆ ให้เธออย่างรู้หน้าที่
จู๋เชี่ยนอิ่งหันกลับมา รับผ้าขนหนูไปแล้วเอ่ยขอบคุณ
"คุณหนูห้า อยากรับชาสักถ้วยแก้เลี่ยนไหมครับ?"
ลุงไห่ปรายตามองขนมจีบซาลาเปาบนโต๊ะที่ถูกกวาดเรียบไปกว่าครึ่ง แอบตกใจในใจ ปริมาณอาหารที่จัดไว้บนโต๊ะนี้ เป็นปริมาณที่เจ้านายทั้งสามคนกินรวมกันเลยนะ เธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ดูบอบบางน่าทะนุถนอม ทำไมถึงกินจุยิ่งกว่านายน้อยอีกล่ะเนี่ย?
เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่า ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าตาของนายน้อยเหยียนทำให้เธอหมดความอยากอาหาร อาหารบนโต๊ะนี้ เธอคงซัดเรียบไปเจ็ดแปดส่วนแล้ว
"ไม่เป็นไรค่ะ... ขอบคุณนะคะ!"
จู๋เชี่ยนอิ่งไม่อยากจะรบกวนพ่อบ้านวัยกลางคนตรงหน้า เธอลุกขึ้นผลักเก้าอี้ออก แล้วเดินออกไป
ถึงแม้จู๋เชี่ยนอิ่งจะอยากรู้จุดประสงค์ที่นายน้อยเหยียนเรียกเธอมาตั้งแต่เช้าตรู่ แต่เมื่อเห็นเขายังคงตั้งใจฟังผู้ช่วยพิเศษรายงานเรื่องอะไรสักอย่างอยู่ เธอก็ไม่กล้าเข้าไปขัดจังหวะอย่างเสียมารยาท จึงค่อยๆ เดินย่องไปที่ชั้นวางของเพื่อหยิบเป้ของตัวเอง แล้วไปนั่งที่โซฟาใกล้ระเบียงที่หันหน้าออกไปรับวิวสวนดอกไม้กว้างใหญ่
เธอหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากเป้ แล้วก็จมดิ่งลงไปในหนังสือทันที
"น่าสนุกจังเลยนะ?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายลอยอยู่เหนือหัว จู๋เชี่ยนอิ่งสะดุ้ง ปิดหนังสือฉับ เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้เขา "คุยธุระเสร็จแล้วเหรอคะ?"
สำหรับการกระทำที่เหมือนจะจงใจเมินคำถามของเขา ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ทำให้นายน้อยเหยียนรู้สึกขัดใจเล็กน้อย
"อ่านอะไรอยู่ล่ะ? อ่านซะใจจดใจจ่อเชียว!" ชายหนุ่มยืนปักหลักอยู่ข้างหลังเธอ ล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยมือทั้งสองข้าง
จู๋เชี่ยนอิ่งรีบยัดหนังสือใส่เป้อย่างรวดเร็ว "ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เบื่อๆ ก็เลยหยิบมาเปิดดูเล่นๆ"
เธอก้มหน้าก้มตารูดซิปเป้ นายน้อยเหยียนที่ยืนอยู่ข้างหลัง ก็มองไปที่หลังคอสีน้ำผึ้งของเธออย่างเป็นธรรมชาติ
วันนี้เธอยังคงมัดผมหางม้าดูทะมัดทะแมงเหมือนเคย สวมเสื้อยืดตัวโคร่งสบายๆ อาจเป็นเพราะเธอผอมเกินไป หรือไม่ก็เสื้อหลวมเกินไป คอเสื้อจึงเอียงไปด้านหนึ่ง เผยให้เห็นหัวไหล่ครึ่งซีก
พูดกันตามตรง เธอแต่งตัวมิดชิดมาก แต่กลับให้ความรู้สึกเซ็กซี่อย่างไม่ตั้งใจอยู่เสมอ อย่างเช่นในตอนนี้
ในฐานะผู้ชายปกติ นายน้อยเหยียนละสายตาไปไม่ได้ ดวงตาลึกล้ำทอดมองลงมา ภายใต้เงาของคอเสื้อ เขามองเห็นผิวขาวเนียนบริเวณใต้หัวไหล่ได้อย่างเลือนราง
ดูเหมือนว่าผิวจริงของเธอจะค่อนข้างขาว แต่ผิวที่โดนแดดกลับเป็นสีน้ำผึ้งสุขภาพดี แสดงว่าปกติเธอคงเป็นผู้หญิงที่ชอบออกกำลังกายมากแน่ๆ
ก็สมควรอยู่หรอก คนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย จะเอาพละกำลัง ความกล้าหาญ และความเด็ดเดี่ยวมาจากไหน ถึงปีนขึ้นมาจากหุบเขาลึกด้วยกำลังของตัวเองได้?
"ปกติชอบอ่านหนังสือเหรอ?"
นายน้อยเหยียนเป็นคนดื้อรั้น ถ้าไม่ได้คำตอบจากคำถามนี้ เขาก็คงไม่ยอมเลิกรา
แต่จู๋เชี่ยนอิ่งกลับตอบรับแค่ "อืม" สั้นๆ ลุกขึ้นยืน ถอยหลังไปสองก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง แล้วค่อยเงยหน้าขึ้นมองเขา
"คุณเรียกฉันมาแต่เช้าทำไมคะ? ไม่ใช่บอกให้ฉันรอคุณไปสู่ขอที่บ้านอย่างสงบหรือไง?"
ดวงตากลมโตสีดำขลับของเธอเหมือนกับทะเลสาบที่สงบนิ่ง น้ำเสียงก็เรียบเฉย แตกต่างจากผู้หญิงปราดเปรียวราวกับกระต่ายป่าที่นายน้อยเหยียนได้สัมผัสเมื่อวานราวกับคนละคน
"แม่ฉันอยากเจอเธอ!" นายน้อยเหยียนโพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
จู๋เชี่ยนอิ่งกำลังก้มลงไปหยิบเป้ พอได้ยินคำพูดของเขา ร่างกายก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้ ก็คว้าเป้ขึ้นมาแล้วยืนตัวตรง
"ฉันนึกว่า... น่าจะเป็นเรื่องของวันหลังซะอีก" จู๋เชี่ยนอิ่งพึมพำ รู้สึกตะหงิดๆ ว่าเรื่องราวดูจะคลาดเคลื่อนไปจากที่คิดไว้
การที่นายน้อยเหยียนจัดการแข่งขันเลือกภรรยาแบบพิลึกพิลั่นจนเป็นข่าวครึกโครมขนาดนี้ ทำให้จู๋เชี่ยนอิ่งปักใจเชื่อไปแล้วว่า นายน้อยเหยียนคนนี้เป็นผู้ชายที่ต่อต้านประเพณีและชอบแหกคอกสุดๆ
เรื่องคลุมถุงชนตามใจพ่อแม่ สำหรับเขาแล้ว มันก็แค่เรื่องไร้สาระ เพราะฉะนั้น เขาจะยอมพาเธอไปแนะนำให้แม่เขารู้จักอย่างว่าง่ายเนี่ยนะ?
ตีให้ตายเธอก็ไม่เชื่อหรอก!
"เมื่อวานเธอยังทำท่าอยากแต่งงานกับฉันจนตัวสั่นอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? ทำไมล่ะ? เปลี่ยนใจแล้วเหรอ?"
นายน้อยเหยียนพินิจพิจารณาผู้หญิงตรงหน้าอย่างจริงจัง เธอบอกว่าอายุยี่สิบ นอกจากใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์แล้ว ส่วนอื่นมีตรงไหนที่เหมือนคนอายุยี่สิบบ้าง?
ไม่ว่าจะเป็นไหวพริบปฏิภาณ ความช่างสังเกต หรือแม้แต่เขี้ยวเล็บที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งมักจะเผลอกางออกมาข่วนคนอื่นเสมอในยามคับขัน ล้วนแต่ไม่ใช่สิ่งที่เด็กสาววัยยี่สิบควรจะมีเลยสักนิด
(จบแล้ว)