- หน้าแรก
- เศษวันเวลาที่เหลือไว้ ณ ฉางอาน
- บทที่ 19 แม่นมกู้
บทที่ 19 แม่นมกู้
บทที่ 19 แม่นมกู้
หลินจิ่นเหยียนเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูห้องโถง หลินจิ่นอันก็พาหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ถือกล่องอาหารเดินเข้ามาในห้อง
เมื่อเห็นหญิงผู้นั้น หลินจิ่นเหยียนก็แย้มยิ้มพลางเอ่ยถาม แม่นมกู้ ท่านเอาของอร่อยอะไรมาให้ข้าหรือ
แม่นมกู้ยิ้มพร้อมกับวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะแล้วกล่าวว่า
คุณชายสั่งให้บ่าวไปซื้อนกพิราบมาเมื่อเช้านี้ นำมาตุ๋นกับยาบำรุงนานถึงสองชั่วยามเต็มๆ ได้เป็นน้ำแกงนกพิราบ แล้วก็ยังมีน้ำสาลี่เคี่ยวที่คุณหนูชอบทานด้วยเจ้าค่ะ
หลินจิ่นเหยียนและหลินจิ่นอันนั่งลงที่โต๊ะ มองดูอาหารสองถ้วยที่แม่นมกู้ยกออกมา หลินจิ่นเหยียนก็ยิ้มจนตาหยีพลางเอ่ย
แค่ได้กลิ่นก็หอมแล้ว ลำบากแม่นมแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณพี่ชายด้วยนะ
หลินจิ่นอันเอ่ย ไม่ต้องขอบใจหรอก ขอแค่เจ้าไม่ร้องไห้ขี้มูกโป่งเวลาเห็นหน้าพี่ก็พอ เจ้าอยากกินอะไรพี่จะซื้อให้เจ้าทุกอย่างเลย
แม่นมกู้ให้สาวใช้นำชามและตะเกียบมา ตักน้ำแกงมาวางไว้ตรงหน้าหลินจิ่นเหยียนแล้วกล่าวว่า
ยาบำรุงในน้ำแกงนี้ บ่าวใส่ตามเทียบยาที่ฮูหยินทิ้งไว้ให้ ล้วนเป็นยาบำรุงธาตุฤทธิ์อุ่น คุณหนูรีบดื่มตอนร้อนๆ เถิดเจ้าค่ะ ดูสิ คุณหนูคงจะตกใจมาก ป่วยคราวนี้ผอมลงไปตั้งเยอะ บ่าวไพร่ที่คอยติดตามดูแลกันประสาอะไร ถึงปล่อยให้คุณหนูไปเล่นอยู่ริมน้ำตามลำพังได้ หากมารดาของคุณหนูยังอยู่ ไม่รู้ว่าจะปวดใจมากเพียงใด
พูดไปแม่นมกู้ก็อดไม่ได้ที่จะขอบตาแดงก่ำ นางเป็นบ่าวที่เกิดในจวนตระกูลกู้ เป็นแม่นมสินเดิมที่ติดตามกู้ชิงหลานแต่งเข้าจวนตระกูลหลินมาได้เพียงสองปี กู้ชิงหลานก็ต้องมาจากไปเพราะตกเลือดตอนคลอดบุตร ทิ้งคู่แฝดชายหญิงคู่นี้ไว้ให้นาง นางเพียงคนเดียวย่อมดูแลไม่ทั่วถึง ทำได้เพียงคอยดูแลคนหนึ่ง แล้วหมั่นไปแวะเวียนดูอีกคนหนึ่ง
โชคดีที่ทั้งตระกูลกู้และตระกูลหลินต่างก็รักใคร่เอ็นดูเด็กทั้งสองเป็นอย่างมาก ทั้งแม่นม สาวใช้ เสื้อผ้าและอาหารการกินในจวนล้วนจัดเตรียมไว้อย่างดีที่สุด เมื่อเด็กทั้งสองโตขึ้นจนหย่านมและแยกเรือนกันอยู่ ตระกูลหลินจึงปลดแม่นมที่เกินความจำเป็นออกไป เหลือเพียงแม่นมแซ่โจวให้คอยดูแลอยู่ข้างกายหลินจิ่นเหยียน
ส่วนนางนั้นคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายหลินจิ่นอัน เวลาว่างก็มักจะมาแวะเวียนดูหลินจิ่นเหยียนที่เรือนเหยียนอวี้
เมื่อเห็นแม่นมกู้เสียใจ หลินจิ่นเหยียนก็รีบเอ่ยปลอบใจ
แม่นมอย่าเสียใจไปเลย ท่านดูสิ ตอนนี้เหยียนเอ๋อร์หายดีแล้ว คืนนั้นเหยียนเอ๋อร์ซุกซนเอง ตอนที่ตามไปเล่นกับพี่เย่ว์เสวี่ย เหยียนเอ๋อร์วิ่งไปที่ริมน้ำเองจนพลัดตกลงไป วันหน้าเหยียนเอ๋อร์จะระวังตัวให้มากเจ้าค่ะ
หลินจิ่นอันก็กล่าวเสริมว่า แม่นมอย่าเป็นเช่นนี้เลย ตั้งแต่เหยียนเอ๋อร์ตกน้ำก็กลายเป็นคนขี้อ้อนและเจ้าน้ำตา หากท่านเป็นเช่นนี้ ประเดี๋ยวก็พากันร้องไห้ไปอีกหรอก
เมื่อแม่นมกู้ได้ยินดังนั้นก็รีบเก็บความสงสารเอาไว้ แล้วเอ่ยเร่งให้หลินจิ่นเหยียนดื่มน้ำแกงอย่างอ่อนโยน
ทั้งสองมองดูหลินจิ่นเหยียนดื่มน้ำแกงจนหมดด้วยรอยยิ้ม หลังจากเก็บชามและตะเกียบแล้ว แม่นมกู้ก็บ่นอุบอิบขึ้นมา
คุณหนูเย่ว์เสวี่ยผู้นี้ก็จริงๆ เลย พาคุณหนูออกไปแล้วก็ไม่ดูแลให้ดี หากไม่เห็นแก่ที่นางเป็นหลานสาวของฮูหยินผู้เฒ่า ทั้งฮูหยินผู้เฒ่ายังรักใคร่เอ็นดูนางมาก บ่าวคงต้องต่อว่านางสักสองสามประโยคแน่
เมื่อหลินจิ่นเหยียนได้ยินเช่นนั้น แววตาก็วูบไหวพลางกล่าวว่า รู้ว่าท่านย่าชอบนางก็ทนเอาหน่อยเถิดเจ้าค่ะ จะได้ไม่ทำให้ท่านย่าขุ่นเคืองใจ เพียงแต่...
พูดถึงตรงนี้ หลินจิ่นเหยียนก็มองออกไปข้างนอก เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่หน้าประตู จึงโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วเอ่ยเสียงเบา
เพียงแต่คืนนั้นนางเป็นคนพาข้าออกไปแท้ๆ แต่พอข้าตกน้ำนางกลับไม่ปริปากพูดถึงเรื่องนี้สักคำ แถมยังทำให้ท่านย่าสงสารและเอ็นดูนางมากขึ้นไปอีก นางไม่ได้ดูใสซื่อเหมือนอย่างที่เห็นภายนอกหรอกนะเจ้าคะ
หลินจิ่นอันขมวดคิ้วถาม ญาติผู้พี่ทำไมถึงไม่พูดล่ะ กลัวถูกลงโทษหรือ
หลินจิ่นเหยียนกล่าว นางมาอาศัยอยู่ในจวนของเรา การที่นางกลัวว่าจะถูกลงโทษแล้วถูกส่งตัวกลับบ้านเกิดที่ซางหยางก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เรื่องที่ข้าตกน้ำแม้นางจะไม่ปริปากพูดสักคำ แต่นางก็คุกเข่าสวดมนต์ขอพรให้ข้าจนเป็นลม ตอนนี้ข้าก็ปลอดภัยดีแล้ว หากขืนเอาเรื่องนี้มาพูดอีก ผู้คนก็จะมองว่าข้าเป็นคนใจจืดใจดำ ดังนั้นพวกเรารู้อยู่แก่ใจก็พอว่านางเป็นคนมีแผนการล้ำลึก อย่าได้แพร่งพรายหรือแสดงท่าทีใดๆ ออกมา ขอเพียงคอยระวังนางเอาไว้ก็พอ
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่นมกู้และหลินจิ่นอันต่างก็ตกอยู่ในห้วงความคิด