- หน้าแรก
- หลังเลิกรา ข้าทะลวงสิบขั้นในทุกวัน
- บทที่ 30: ก่อกำเนิดปราณแท้มหาปรมาจารย์ พละกำลังห้าแสนจิน
บทที่ 30: ก่อกำเนิดปราณแท้มหาปรมาจารย์ พละกำลังห้าแสนจิน
บทที่ 30: ก่อกำเนิดปราณแท้มหาปรมาจารย์ พละกำลังห้าแสนจิน
บทที่ 30: ก่อกำเนิดปราณแท้มหาปรมาจารย์ พละกำลังห้าแสนจิน
ลมปราณและโลหิตในร่างของเสิ่นถูหนานพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง วินาทีนี้เขารู้สึกราวกับว่าตนเองกลายเป็นก้อนเพลิงที่กำลังลุกโชนและแผดเผาร่างกายอย่างต่อเนื่อง
เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่ยากจะทนทาน ทั่วทั้งร่างทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
อุณหภูมิรอบบริเวณเริ่มพุ่งสูงขึ้นตามอุณหภูมิในร่างกายของเขาเช่นกัน
หลอดไฟภายในบ้านเริ่มกะพริบติดๆ ดับๆ อย่างต่อเนื่อง
"ทะลวงพันธนาการ ก่อกำเนิดปราณแท้!"
เสิ่นถูหนานคำรามก้องในใจ พร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวปะทุออกมาในชั่วพริบตา
คลื่นความร้อนที่มองไม่เห็นแผ่กระจายออกไปเป็นระลอกในทุกทิศทาง
.........
ในห้องข้างๆ
เสิ่นเมิ่งเหยาซึ่งกำลังดูดซับโอสถเพื่อบำเพ็ญเพียร พลันรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของตัวบ้าน ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ระคนประหลาดใจ
"นี่มันกลิ่นอายของปราณแท้มหาปรมาจารย์... หรือว่าพี่ชายของฉันจะเป็นมหาปรมาจารย์จริงๆ?"
เดิมทีเสิ่นเมิ่งเหยายังคงมีความเคลือบแคลงใจอยู่บ้าง แต่ในเมื่อเธอยังสามารถมาเกิดใหม่ได้ บางทีชะตาชีวิตของพี่ชายเธอในชาตินี้ก็อาจจะเปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน
ด้วยความสงสัย เสิ่นเมิ่งเหยาจึงเดินออกจากห้องและตรงไปยังหน้าประตูห้องของเสิ่นถูหนาน
"ก๊อก ก๊อก!"
เธอเคาะประตูเรียก ทว่าภายในห้องกลับเงียบสงัด
"พี่คะ หลับหรือยัง?" เสิ่นเมิ่งเหยาเอ่ยถาม
"เพิ่งหลับน่ะ มีอะไรหรือเปล่า?" เสียงตอบกลับดังมาจากด้านใน
เสิ่นเมิ่งเหยารีบตอบกลับ "ไม่มีอะไรค่ะ เมื่อกี้หนูแค่รู้สึกว่าบ้านมันสั่นแรงมาก นึกว่าแผ่นดินไหวซะอีก ตกใจแทบแย่"
"เมื่อกี้มันก็สั่นจริงๆ นั่นแหละ แต่พวกเราอยู่แถบชายฝั่งทะเล มีแผ่นดินไหวบ้างก็เป็นเรื่องปกติ!" เสียงของเสิ่นถูหนานดังลอดออกมาอีกครั้ง
เขาไม่ได้เปิดประตูออกมา
เสิ่นเมิ่งเหยามองลอดช่องรอยแยกประตูเข้าไปและไม่เห็นแสงสว่างใดๆ จึงเดาว่าพี่ชายคงจะหลับไปแล้วจริงๆ
เธอกำลังรบกวนเวลาพักผ่อนของเขาอยู่
"ก็จริงด้วย" เสิ่นเมิ่งเหยาขยับฝีเท้าถอยห่างออกจากหน้าประตูห้องของเสิ่นถูหนาน "งั้นหนูไม่กวนเวลาพักผ่อนของพี่แล้วนะคะ"
เธอรีบเดินกลับห้องพลางคิดว่าตัวเองคงจะคิดมากไปเอง หากบอกว่ามีมหาปรมาจารย์อยู่ในละแวกหมู่บ้านนี้ยังพอมีความเป็นไปได้มากกว่า
แต่การที่พี่ชายของเธอจะกลายเป็นมหาปรมาจารย์ด้วยวัยเพียงเท่านี้และในระยะเวลาสั้นๆ ขนาดนั้น แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังทำไม่ได้เลย
ต้องรู้ก่อนว่าในชาติก่อน เธอเป็นถึงจักรพรรดินี ซึ่งเป็นหนึ่งในขุมกำลังรบระดับสูงสุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์
หากพี่ชายของเธอเป็นนักสู้จริงๆ เธอควรจะสังเกตเห็นนานแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้
"ตั้งใจพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองดีกว่า!"
เธอสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วเริ่มกินโอสถเพื่อบำเพ็ญเพียรต่อ
..........
ภายในห้องของเสิ่นจื่อคัง
เวลานี้เขาไม่รับรู้ถึงสิ่งใดภายนอกเลย เอาแต่จดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญเพียร โดยหวังว่าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ผู้ฝึกยุทธ์ได้ในวันนี้ด้วยความช่วยเหลือจากโอสถ
แม้จะสัมผัสได้ถึงความวุ่นวายเมื่อครู่ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะซินเซิงเคยบอกไว้ว่า การจะเป็นผู้แข็งแกร่งได้นั้น ต้องมีสมาธิแน่วแน่และไม่ไขว้เขวไปกับสิ่งอื่น
เป้าหมายของเขาคือการเป็นมหาปรมาจารย์สูงสุด หรือแม้กระทั่งราชันย์เทพแห่งมวลมนุษย์ เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้
และในขณะเดียวกัน ชายชราผมขาวผู้มีนามว่าซินเซิง ก็กำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะคอมพิวเตอร์
เขาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเอ่ยขึ้นว่า "กลิ่นอายเริ่มแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ดูเหมือนว่าพี่ชายของจื่อคังน่าจะเป็นอัจฉริยะนะ"
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ใส่ใจนัก ต่อให้เป็นอัจฉริยะแล้วอย่างไรล่ะ?
ในอนาคตจะมีอัจฉริยะปรากฏขึ้นมากมาย แต่การจะไปถึงระดับราชันย์เทพนั้น แม้แต่อัจฉริยะก็ยังทำไม่ได้ง่ายๆ
ในเมื่อเขาเลือกเสิ่นจื่อคังแล้ว นี่ก็คือโชคชะตา และเขาจะไม่เปลี่ยนใจไปเลือกคนอื่นง่ายๆ
.........
ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้
ในห้องของพ่อเสิ่นและแม่เสิ่น
สองสามีภรรยายังไม่นอน พวกเขาเองก็กำลังใช้โอสถเพื่อเพิ่มพูนพลังลมปราณและโลหิตเช่นกัน
แม้ว่าพวกเขาจะมีอายุระดับหนึ่งแล้ว ทำให้การดูดซับโอสถเหล่านี้ช้ากว่าพวกคนหนุ่มสาวมาก
แต่ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ และการเพิ่มพูนลมปราณและโลหิตก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขา
การเพิ่มลมปราณและโลหิตไม่เพียงแต่ช่วยเสริมพละกำลัง แต่ยังช่วยชะลอวัยได้อีกด้วย
ทั้งสองคนก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของตัวบ้านอย่างรุนแรงเช่นกัน
เมื่อพวกเขาลืมตาขึ้น บ้านก็หยุดสั่นแล้ว
ในเวลานี้
ภายนอกหน้าต่าง จันทร์กระจ่างลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า
แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านหมู่มวลใบไม้ ทอดเงากระจัดกระจายราวกับเศษหิมะที่หลงเหลืออยู่
พ่อเสิ่นทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มือล้วงหยิบบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาตามความเคยชิน
แต่จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาอันเย็นเยียบหนาวสั่นคู่หนึ่ง
"สูบอีกแล้วเหรอ? เลิกนิสัยแบบนี้ไม่ได้หรือไง?" แม่เสิ่นเอ่ยดุ
เธอเกลียดกลิ่นบุหรี่เป็นที่สุดและเคยบอกพ่อเสิ่นมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาก็ไม่ยอมฟัง เอาแต่อ้างว่าเลิกไม่ได้
ต่อมาทั้งสองก็ทำข้อตกลงกันว่าเขาจะสูบได้ไม่เกินวันละสามมวน และวันนี้พ่อเสิ่นก็กำลังจะสูบเกินโควตาแล้ว
"มันเคยชินน่ะ!" พ่อเสิ่นหัวเราะแห้งๆ อย่างเก้อเขิน
แม่เสิ่นถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า "คุณนี่ไม่เคยจะสนใจถูหนานบ้างเลย ลูกต้องออกไปเผชิญโลกข้างนอกคนเดียว มันไม่ง่ายเลยนะ!"
"ผมรู้หน่า!" พ่อเสิ่นมองดูหมู่กิ่งไม้ที่ไหวเอนอยู่ด้านนอก "แต่ถูหนานเป็นคนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีมาตั้งแต่เด็กแล้ว"
"ถึงผมจะไม่รู้ว่าเขาไปเอาโอสถราคาแพงกับชุดสูทพวกนั้นมาจากไหนก็เถอะ!"
พ่อเสิ่นรู้สึกตกใจเมื่อนึกถึงชุดสูทตัวนั้น เพราะเขาแอบไปค้นหาชื่อแบรนด์ในอินเทอร์เน็ตมาแล้ว
ชุดสูทตัวหนึ่งราคาอย่างน้อยก็หลักแสนหยวน ซึ่งถือเป็นเงินก้อนใหญ่มาก
แต่เขาก็รู้ดีว่าของที่ลูกชายให้มา ไม่มีทางรับคืนไปเด็ดขาด และเขาคงไม่ยอมฟังคำทัดทานของพวกเขาด้วย
ลูกชายของพวกเขาเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองแถมยังดื้อรั้นสุดๆ นิสัยแบบนี้ก็ถอดแบบมาจากเขานี่แหละ
"ถูหนานคงต้องลำบากมามากแน่ๆ!" แม่เสิ่นรู้สึกปวดใจแทนลูกชายเล็กน้อย
พ่อเสิ่นลากเก้าอี้มานั่งลงแล้วกล่าวว่า "ใช่ เขาคงลำบากมามาก แต่ในเมื่อลูกไม่ยอมพูด เราก็ไม่ควรไปคาดคั้นเขาหรอก"
เขารู้จักนิสัยลูกชายดี คาดคั้นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี
สิ่งที่พวกพึงกระทำก็คือการไม่สร้างความลำบากใจให้กับลูกนั่นเอง
.........
ภายในห้องของเสิ่นถูหนาน
คลื่นความร้อนในห้องได้สลายตัวไปแล้ว
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจางหายไปนานแล้ว พลังที่เหนือชั้นยิ่งกว่าลมปราณและโลหิตกำลังไหลเวียนอยู่ภายในร่างของเสิ่นถูหนาน
ปราณแท้มหาปรมาจารย์!
และระดับการฝึกตนของเขาก็ก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์แปดดาวแล้วในตอนนี้
หลังจากการก่อกำเนิดปราณแท้มหาปรมาจารย์ พละกำลังของเขาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน
เดิมที พละกำลังของปรมาจารย์ยุทธ์แปดดาวควรจะอยู่ที่ประมาณสี่แสนจิน
แต่ตอนนี้เสิ่นถูหนานรู้สึกได้เลยว่าพละกำลังของเขาต้องมีมากกว่านั้นอย่างแน่นอน มันน่าจะทะลุไปถึงห้าแสนจินแล้ว
นี่คือผลพลอยได้จากการก่อกำเนิดปราณแท้มหาปรมาจารย์ก่อนเวลาอันควร
เสิ่นถูหนานสัมผัสได้ถึงปราณแท้มหาปรมาจารย์สายนี้ มันสามารถไหลเวียนภายในร่างกายได้อย่างอิสระและถูกขับเคลื่อนได้ดั่งใจนึก
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ทดสอบมันในห้องนี้ เพราะมิฉะนั้น หากปราณแท้มหาปรมาจารย์ปะทุขึ้นมา มันคงทำให้ห้องที่เขาอยู่พังครืนลงมาเป็นแน่
พลังระดับนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวในทีวีว่า มีมหาปรมาจารย์ในเมืองใหญ่คนหนึ่ง ขณะนอนหลับอยู่ที่บ้านแล้วฝันถึงสัตว์อสูรดุร้าย
เขาก็เผลอปลดปล่อยปราณแท้มหาปรมาจารย์ออกมา และต่อยบ้านตัวเองจนพังทลาย
เพื่อนบ้านต่างพากันตกใจกลัวจนต้องโทรแจ้งตำรวจกลางดึก
แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้เป็นมหาปรมาจารย์ แต่เขาก็ครอบครองพลังที่มหาปรมาจารย์เท่านั้นที่จะควบคุมได้ไปแล้ว
เสิ่นถูหนานหยิบรีโมทขึ้นมาเปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อเตรียมระบายความร้อนที่อบอวลอยู่ในห้อง
แม้จะไม่มีคลื่นความร้อนแผ่ออกมาแล้ว ทว่าช่วงนี้ยังเป็นฤดูร้อน ถึงจะเป็นตอนกลางคืนอากาศก็ยังอบอ้าวอยู่ดี
ผนวกกับการทะลวงระดับของเขาที่ทำให้อุณหภูมิในห้องพุ่งสูงขึ้น ยิ่งทำให้ห้องรู้สึกร้อนอบอ้าวเข้าไปใหญ่
หลังจากเปิดเครื่องปรับอากาศ ลมเย็นที่ถูกสูบฉีดเข้ามาก็ทำให้อุณหภูมิเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
สิบนาทีต่อมา ห้องก็กลับมาเย็นฉ่ำและสดชื่นอีกครั้ง
เสิ่นถูหนานอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแล้วหลับสนิทไป
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดสาดส่องเข้ามา ลำแสงที่สาดกระเซ็นระยิบระยับแยงตาจนเสิ่นถูหนานต้องลืมตาตื่น
เมื่อคืนนี้เขาหลับฝันดีเสียด้วย
เสิ่นถูหนานสวมเสื้อผ้า เขามองไปที่ชุดสูทบนโต๊ะ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ใส่มัน
ยังไงซะของชิ้นนี้ก็ค่อนข้างแพง เหมาะสำหรับใส่ออกงานในวันสบายๆ มากกว่า
แต่วันนี้ เขาต้องเดินทางไปยังป่าสัตว์อสูรเพื่อทำภารกิจที่สองให้สำเร็จ
ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าป่าสัตว์อสูรเป็นสถานที่ที่อันตรายสุดขีด
ทว่าตอนนี้เขาแข็งแกร่งขึ้นแล้ว จึงรู้สึกว่ามันก็ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษนัก
หลังจากแปรงฟัน ล้างหน้า และทานอาหารเช้าเสร็จ
เสิ่นถูหนานก็ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ขึ้นรถโดยสารประจำทางที่แทบจะว่างเปล่าในยามเช้ามุ่งหน้าสู่ป่าสัตว์อสูร
สองชั่วโมงต่อมา เสิ่นถูหนานก็ลงจากรถและมาถึงบริเวณด้านนอกของกำแพงเมืองอันสูงตระหง่าน
บริเวณแนวกำแพงเมือง มีเหล่าทหารหาญที่ดูองอาจดุจกองทัพพยัคฆ์หมาป่ายืนตัวตรงแหน่วประจำการคุ้มกันสถานที่แห่งนี้อย่างเข้มงวด
เสิ่นถูหนานเดินเข้าไปใกล้ เขาเคยได้ยินมาว่าการจะเข้าไปในป่าสัตว์อสูรได้นั้น ต้องแสดงรหัสการนัดหมายเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเขาเป็นถึงยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ เขาจึงเพียงแค่หยิบตราสัญลักษณ์ออกมาแสดง
ทหารทั้งสองนายเปลี่ยนท่าทีเป็นเคารพนบนอบทันทีเมื่อได้เห็นตราสัญลักษณ์นั้น
"เชิญด้านในเลยครับท่าน!"
ทหารเปิดด่านตรวจและอนุญาตให้เสิ่นถูหนานผ่านเข้าไปได้
สิ่งนี้ทำให้เสิ่นถูหนานรู้สึกว่าตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์ยุทธ์นี่มันมีประโยชน์จริงๆ
โลกใบนี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมได้รับสิทธิพิเศษมากมาย
ถึงอย่างนั้น การที่ต้องนัดหมายก่อนเข้าป่าสัตว์อสูรก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการปกป้องผู้อ่อนแอเช่นกัน
เสิ่นถูหนานเดินผ่านด่านตรวจประตูเมืองเข้าไปแล้วเงยหน้าขึ้นมอง
ห่างออกไปไม่ไกลนักมีทะเลสาบใสแจ๋ว ซึ่งเขาสามารถมองเห็นฝูงปลาแหวกว่ายอยู่ในน้ำได้อย่างชัดเจน
ถัดจากทะเลสาบไปคือผืนป่าทึบอันกว้างใหญ่ไพศาล
ต้นไม้บางต้นถูกแสงแดดสาดส่องจนเห็นสีสันชัดเจน
ขณะที่ต้นไม้อีกส่วนหนึ่งกลับซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ปราศจากแสงตะวันส่องถึง
"เสิ่นถูหนาน"
ทันใดนั้น ที่บนเรือลำเล็กกลางทะเลสาบไม่ไกลนัก ก็มีใครบางคนโบกมือและตะโกนเรียกชื่อเสิ่นถูหนาน