- หน้าแรก
- มหายุคจ้าวพิภพ ฉันเบิกพลังสายเทวตำนาน
- บทที่ 30 การลงทุนหน้าเลือด
บทที่ 30 การลงทุนหน้าเลือด
บทที่ 30 การลงทุนหน้าเลือด
หลังจากเลือกอาหารที่ชอบในโรงอาหารแบบบริการตัวเองเสร็จ หลี่ซวนกำลังจะหาที่นั่ง ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นกลุ่มคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาเข้าเสียก่อน
คนเหล่านี้ล้วนเป็นเพื่อนร่วมชั้นจากโรงเรียนมัธยมที่สาม และในหมู่พวกเขายังมีหัวหน้าห้องอย่างซุนเสวี่ยเยว่อยู่ด้วย
หากจำไม่ผิด เพื่อนร่วมชั้นหลายคนรวมถึงซุนเสวี่ยเยว่ ได้ขึ้นไปยังศูนย์รวมองค์กรบนชั้นสาม และเซ็นสัญญาทาสไปแล้ว
ตอนนี้เวลาล่วงเลยมาค่อนวันแล้ว เขาเองก็อยากรู้ว่าการพัฒนาของพวกเธอคืบหน้าไปถึงไหน และค่อนข้างอยากรู้อยากเห็นอยู่ไม่น้อย
หลี่ซวนถือถาดอาหารเดินตรงเข้าไปหาและนั่งลงร่วมโต๊ะ
เมื่อเห็นหลี่ซวนนั่งลง ทุกคนก็เอ่ยทักทายเขาอย่างอบอุ่นทันที
ไม่มีฉากดราม่าเหยียดหยามดูถูกเหมือนในละครหลังข่าวแต่อย่างใด
ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนมีศักยภาพที่จะกลายเป็นจ้าวพิภพในอนาคต
แม้ความน่าจะเป็นจะต่ำ แต่ก็ไม่มีใครกล้ารับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอีกฝ่ายจะไม่มีทางสอบผ่านการทดสอบจ้าวพิภพ
หากไปล่วงเกินใครเข้าในตอนนี้ แล้ววันหน้าคนผู้นั้นดันได้เป็นจ้าวพิภพขึ้นมา พวกเขาคงได้ตายโดยไม่รู้ตัวเป็นแน่
เว้นแต่จะเป็นคนโง่เขลา ย่อมไม่มีใครบ้าพอที่จะเที่ยวไปหาเรื่องล่วงเกินผู้คนในช่วงเวลานี้
ทันทีที่หลี่ซวนนั่งลง เขาก็ได้ยินซุนเสวี่ยเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า
"เพื่อนๆ เชื่อฉันเถอะ พวกนายควรไปหาบริษัทร่วมลงทุนที่เชื่อถือได้ที่ศูนย์รวมองค์กรบนชั้นสามจริงๆ นะ ตั้งแต่ฉันได้รับเงินทุนสนับสนุน แนวโน้มการพัฒนาเผ่าพันธุ์ในอาณัติของฉันก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด แถมความเร็วยังเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นสิบเท่าตัวเลยนะ!"
ทันทีที่เธอกล่าวจบ บรรยากาศก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที เพื่อนร่วมชั้นที่ใจร้อนคนหนึ่งพรวดพราดลุกขึ้นยืน นัยน์ตาของเขาเป็นประกายด้วยความกระตือรือร้น ก่อนจะรีบเอ่ยถามว่า
"หัวหน้าห้อง เธอขอยืมพลังต้นกำเนิดมาเท่าไหร่กันแน่? แล้วตอนนี้ขนาดเผ่าพันธุ์ของเธอใหญ่แค่ไหนแล้ว?"
ริมฝีปากของซุนเสวี่ยเยว่โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างมั่นใจ เธอไม่คิดจะปิดบังและตอบกลับไปตามตรงว่า
"ฉันไม่ได้โลภมากหรอกนะ ฉันยืมพลังต้นกำเนิดมาแค่สามพันหน่วยเท่านั้น"
"ส่วนจำนวนเผ่าพันธุ์น่ะเหรอ..."
เธอจงใจลากเสียงยาวเพื่อดึงความสนใจของทุกคน
"ตอนนี้มันทะลุสี่พันตัวไปแล้ว และตามที่ฉันคาดไว้ การทะลวงผ่านห้าพันตัวก่อนเช้าวันพรุ่งนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร"
"พระเจ้าช่วย! หัวหน้าห้อง จำนวนเผ่าพันธุ์ของเธอทะลุสี่พันไปแล้วเหรอเนี่ย! ความเร็วระดับนี้มันเร็วยิ่งกว่าจรวดซะอีก!"
เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งอุทานออกมาพลางกระโดดขึ้นจากที่นั่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ต้องรู้ก่อนว่า ผู้ฝึกหัดจ้าวพิภพส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ ล้วนมีจำนวนเผ่าพันธุ์วนเวียนอยู่แค่หลักร้อยเท่านั้น ส่วนคนที่สามารถทะลวงผ่านหลักพันไปได้นั้นนับว่าหาได้ยากยิ่งดั่งขนฟีนิกซ์และกิเลน
จำนวนเผ่าพันธุ์ของซุนเสวี่ยเยว่ใกล้จะทะลวงผ่านห้าพันตัว ซึ่งในสายตาของพวกเขาแล้ว นั่นหมายความว่าการที่ซุนเสวี่ยเยว่จะสอบผ่านการทดสอบจ้าวพิภพนั้นถือเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
ทว่าซุนเสวี่ยเยว่กลับไม่ได้มีท่าทีลำพองใจแต่อย่างใด ในทางกลับกัน เธอดูถ่อมตัวมากยิ่งขึ้น
"ความเร็วของฉันถือว่าช้ามากแล้วนะ ฉันได้ยินมาว่ามีคนเก่งกาจคนหนึ่งยืมพลังต้นกำเนิดไปห้าพันหน่วย ตอนนี้เขามีเผ่าพันธุ์ทะลุหนึ่งหมื่นตัวไปแล้ว ด้วยความเร็วในการพัฒนาอันน่าสะพรึงกลัวของเขา การสอบผ่านการทดสอบจ้าวพิภพในอนาคตคงเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ"
"ก้าวล้ำไปหนึ่งก้าว ย่อมนำหน้าไปตลอดกาล ฉันขอแนะนำอย่างจริงใจให้ทุกคนขึ้นไปบนชั้นสามตอนนี้ เพื่อขอยืมพลังต้นกำเนิดมาเร่งการพัฒนาของพวกนายเถอะ มิฉะนั้น ด้วยความคืบหน้าของพวกนายในตอนนี้ การจะผ่านการทดสอบจ้าวพิภพคงจะเป็นเรื่องยากลำบากอย่างแสนสาหัส"
"หัวหน้าห้องพูดถูก! เพื่อที่จะได้เป็นจ้าวพิภพ เราต้องทุ่มสุดตัว!"
เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งที่จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ถูกจุดประกายด้วยคำพูดของซุนเสวี่ยเยว่ ชูแขนขึ้นและตะโกนลั่น
"ใช่แล้ว! ฉันวางแผนจะไปหาเงินทุนที่ศูนย์รวมองค์กรเดี๋ยวนี้เลย มีใครอยากไปกับฉันบ้าง?" เพื่อนร่วมชั้นอีกคนกล่าวเสริม นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น
สิ้นเสียงคำกล่าวนั้น เสียงตอบรับอย่างกระตือรือร้นจากเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ก็ดังขึ้นมาทันที เสียงสะท้อนแห่งความเห็นด้วยหลั่งไหลราวกับกระแสน้ำ
"ไปด้วยกันเถอะ!"
"นับฉันด้วย เราจะก้าวหน้าไปด้วยกัน!"
...เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างแสดงเจตจำนงของตนออกมาแล้ว มีเพียงหลี่ซวนที่ยังคงนั่งนิ่งอย่างใจเย็นโดยไม่ปริปากพูดอะไร
เพื่อนร่วมชั้นชายที่นั่งอยู่ข้างๆ สะกิดแขนเขาเบาๆ และเอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า
"หลี่ซวน นายวางแผนจะทำยังไง? อยากไปลองเสี่ยงดวงกับพวกเราไหม?"
หลี่ซวนส่ายหน้าเบาๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปาก
"ขอบใจสำหรับคำชวนนะ แต่พวกนายไปกันเถอะ ฉันขอคิดดูอีกที"
เหตุผลที่เขาปฏิเสธ นอกเหนือจากการที่ไม่ต้องการเงินทุนร่วมลงทุนจริงๆ แล้ว เขายังรู้สึกตะหงิดๆ ว่าซุนเสวี่ยเยว่ดูเหมือนจะจงใจพูดเกินจริงเกี่ยวกับข้อดีของการกู้ยืม ซึ่งดูไม่ต่างอะไรกับหน้าม้าที่ถูกจัดฉากมาเป็นอย่างดี
ใช่แล้ว หน้าม้า
ในความคิดของเขา ซุนเสวี่ยเยว่น่าจะได้รับผลประโยชน์จากศูนย์รวมองค์กร เพื่อมาปลุกปั่นผู้ฝึกหัดจ้าวพิภพหน้าใหม่ที่อ่อนหัดเหล่านี้ให้ไปกู้ยืมเงินโดยเฉพาะ
ยิ่งไปกว่านั้น เขาสงสัยอย่างหนักว่าหลังจากขอยืมพลังต้นกำเนิดจากศูนย์รวมองค์กรมาแล้ว สถานการณ์ที่แท้จริงคงไม่ได้สวยหรูอย่างที่ซุนเสวี่ยเยว่บรรยายเอาไว้
หากมันราบรื่นอย่างที่เธออ้างจริงๆ ตอนนี้ซุนเสวี่ยเยว่ก็ควรจะยุ่งอยู่กับการพัฒนาโลกตั้งต้นของเธอสิ จะมีเวลาว่างมาวิ่งเต้นเป็นนายหน้าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น ไม่มีหลักฐานแน่ชัด
การพูดออกไปพล่อยๆ โดยไม่มีหลักฐานยืนยัน นอกจากจะไม่สามารถโน้มน้าวใครได้แล้ว ยังอาจส่งผลร้ายย้อนกลับมาและก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็นอีกด้วย
หลี่ซวนเป็นคนประเภทที่เกลียดความวุ่นวาย ดังนั้นการอยู่ให้ห่างจากเรื่องขัดแย้งพรรค์นี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เมื่อเห็นว่าหลี่ซวนไม่อยากไปจริงๆ ทุกคนก็เลิกเซ้าซี้เขา
ภายใต้การนำของซุนเสวี่ยเยว่ พวกเขาทั้งหมดก็พากันเดินเกาะกลุ่มมุ่งหน้าไปยังศูนย์รวมองค์กรบนชั้นสาม
ตามที่ซุนเสวี่ยเยว่กล่าวเอาไว้ การไปกันเป็นกลุ่มจะได้รับส่วนลดพิเศษ ดังนั้นเพื่อนร่วมชั้นเหล่านี้จึงตั้งใจที่จะไปกู้ยืมจากบริษัทเดียวกับที่ซุนเสวี่ยเยว่กู้มา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ซวนก็มั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าซุนเสวี่ยเยว่ต้องเป็นหน้าม้าอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากมองดูเพื่อนร่วมชั้นรอบๆ ตัวจากไปจนหมด หลี่ซวนก็สวาปามอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็วปานพายุหมุน
เขากำลังจะลุกขึ้นและเดินจากไป ทว่าจู่ๆ ชายหนุ่มร่างผอมเพรียวผิวพรรณขาวเนียนดุจหยกก็ทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามเขาอย่างหน้าตาเฉย ใบหน้าของเขาแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์
"เฮ้ เพื่อน สนใจหาเงินทุนร่วมลงทุนบ้างไหม? ฉันเป็นพนักงานขายมืออาชีพจากบริษัทจวี้สือ! ขอแค่พยักหน้า ฉันรับประกันเลยว่าจะหาอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในตลาดมาให้แน่"
ชายหนุ่มกะพริบตา เอ่ยด้วยสีหน้าจริงใจ
หลี่ซวนเลิกคิ้วขึ้น สายตาของเขากวาดมองชายหนุ่ม ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างขบขัน
"โอ้? นายไม่ใช่ผู้ฝึกหัดจ้าวพิภพหรอกเหรอ? ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นคนของบริษัทจวี้สือไปได้ล่ะ?"
ต้องรู้ก่อนว่า มีเพียงผู้ฝึกหัดจ้าวพิภพเท่านั้นที่สามารถเข้าออกห้องปลุกพลังและโรงอาหารปลุกพลังได้อย่างอิสระ
หัวหน้าขององค์กรขนาดใหญ่ต่างๆ ล้วนถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ ทำได้เพียงพักอยู่ภายในศูนย์รวมองค์กรบนชั้นสามอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเท่านั้น
หากใครกล้าลักลอบเข้ามาในเขตหวงห้ามแห่งนี้ ผลที่ตามมาย่อมยากจะจินตนาการได้ มีตั้งแต่การถูกจองจำตลอดชีวิตไปจนถึงตกตายในทันที
ด้วยเหตุนี้ หลี่ซวนจึงมั่นใจว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีทางเป็นพนักงานประจำของบริษัทจวี้สือได้อย่างแน่นอน
"ฮี่ฮี่ เพื่อนเอ๋ย อย่าจริงจังไปหน่อยเลย" ชายหนุ่มที่ถูกเปิดโปงตัวตนไม่มีทีท่าว่าจะตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากลับอธิบายด้วยรอยยิ้มว่า "ฉันก็แค่รับจ้างทำสารพัดให้บริษัทจวี้สือเพื่อหาเงินค่าขนมเป็นรายได้เสริมก็เท่านั้นเอง"
กล่าวจบ เขาก็เปลี่ยนเรื่องและเริ่มโฆษณาขายของอย่างไม่ลดละ
"เพื่อนเอ๋ย ฉันดูออกนะว่ากระดูกของนายไม่ธรรมดา พรสวรรค์ก็โดดเด่น เผ่าพันธุ์ในอาณัติที่นายปลุกขึ้นมาได้จะต้องยอดเยี่ยมมากแน่ๆ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบริษัทจวี้สือ การสอบผ่านการทดสอบจ้าวพิภพจะไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ เลยหรือ? การที่เราได้มาพบกันท่ามกลางผู้คนมากมายในวันนี้ ถือเป็นพรหมลิขิตอย่างแท้จริง ขอเพียงนายนินยอมรับการลงทุนจากพวกเรา ฉันสัญญาเลยว่าจะให้ส่วนลดนายสิบเปอร์เซ็นต์ตอนที่นายต้องคืนทุน!"
"โอ้? แล้วส่วนลดสิบเปอร์เซ็นต์ที่ว่ามันเท่าไหร่กันล่ะ?" หลี่ซวนแกล้งถามด้วยความสงสัย
"ฮี่ฮี่ ง่ายนิดเดียว!"
ชายหนุ่มชูนิ้วขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ "ยกตัวอย่างเช่น ถ้านายยืมพลังต้นกำเนิดไป 100 หน่วย หลังจากหักส่วนลดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว นายก็แค่ต้องคืนเก้าหมื่นหน่วยเท่านั้นเอง!"
โคตรหน้าเลือด!
ใบหน้าของหลี่ซวนดำทะมึนลงทันที จากนั้นเขาก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
การที่จ้าวพิภพจะให้ผู้ฝึกหัดจ้าวพิภพยืมพลังต้นกำเนิดนั้น แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่มันก็ไม่น่าจะบ้าบอคอแตกขนาดที่ยืม 100 คืนเก้าหมื่นไหมล่ะ?
ส่วนต่างของมันห่างกันเป็นร้อยๆ เท่าเลยนะ
การที่คนธรรมดาจะหาพลังต้นกำเนิดมาได้นั้น ไม่ได้ง่ายดายเหมือนกับพวกจ้าวพิภพหรอกนะ
มิน่าล่ะ พวกผู้ฝึกหัดจ้าวพิภพที่ไปขอยืมพลังต้นกำเนิด พอสอบตกขึ้นมา ถึงได้ลงเอยด้วยการทำงานใช้หนี้ให้เจ้าหนี้ไปตลอดชีวิต กลายเป็นเพียงลูกจ้างที่ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้
สำหรับคนธรรมดา การจะหาพลังต้นกำเนิดมากมายขนาดนั้นมาคืน ก็ไม่ต่างอะไรกับความฝันลมๆ แล้งๆ
"เพื่อน อย่าเพิ่งรีบไปสิ!" เมื่อเห็นหลี่ซวนหันหลังเดินหนี ชายหนุ่มก็รีบลุกขึ้นและตะโกนเรียกเสียงดัง "ถ้านายคิดว่าดอกเบี้ยมันแพงไป เรายังเจรจากันได้นะ!"
ทว่าไม่ว่าเขาจะตะโกนเรียกอย่างเอาเป็นเอาตายแค่ไหน หลี่ซวนก็ทำราวกับไม่ได้ยิน เขาเดินออกจากโรงอาหารไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่หางตา...