- หน้าแรก
- เมื่อตัวแทนแสงจันทร์ขาวทำคนทั้งโลกบำเพ็ญเพียรจมกองน้ำตา
- บทที่ 30 โกรธจนหมดสติ
บทที่ 30 โกรธจนหมดสติ
บทที่ 30 โกรธจนหมดสติ
ปราณกระบี่ของอวิ๋นชิงก็เหมือนกับตัวนางที่ดูอ่อนโยนและไร้พิษภัย ทว่าแท้จริงแล้วกลับแฝงเร้นไปด้วยจิตสังหาร
เจียงเหยียนลู่ยังคงไม่สะทกสะท้าน
นางราวกับหุ่นเชิดที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คอยมองหาจุดอ่อนในเพลงกระบี่ของอวิ๋นชิงอยู่อย่างต่อเนื่อง
นางคอยแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเองอยู่ตลอดเวลา
จากตอนแรกที่ต้องถอยร่นมากกว่าอีกฝ่ายถึงสี่ก้าว กลายเป็นถอยมากกว่าสองก้าว จนกระทั่งสูสี และในที่สุดก็บีบบังคับให้อวิ๋นชิงต้องถอยร่นไปทีละก้าว
แม้วาช่วงนี้นางจะไม่ได้ใช้เวลาไปกับการนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรมากนัก
ทว่าด้วยการฝึกฝนเพลงกระบี่ หลอมโอสถ และวาดอักขระยันต์อย่างสม่ำเสมอ
พลังวิญญาณภายในร่างของนางจึงบริสุทธิ์และอุดมสมบูรณ์กว่าผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ ในระดับเดียวกันทั้งหมด
ขาดเพียงแค่โอกาสทะลวงขั้นเท่านั้น
เจียงเหยียนลู่ยิ่งสู้ยิ่งฮึกเหิม
อวิ๋นชิงเองก็ตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วเจียงเหยียนลู่ไม่ได้กำลังท้าประลองกระบี่กับตน แต่นางเพียงแค่ใช้ตนเป็นคู่ซ้อมเท่านั้น!
อวิ๋นชิงเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ นางหอบหายใจอย่างหนัก เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก
นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเจียงเหยียนลู่ถึงยังคงตื่นตัวได้ขนาดนั้น
ในชั่วขณะที่เหม่อลอย กระบี่ยาวของเจียงเหยียนลู่ก็ตวัดฟันลงมา
อวิ๋นชิงที่ตั้งตัวไม่ติดไม่อาจหลบหลีกได้พ้น นางถูกปราณกระบี่ทั้งเก้าสายซัดเข้าอย่างจังจนร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นอย่างแรง!
ทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในความเงียบงัน
ได้ยินเพียงเสียงของเจียงเหยียนลู่ดังขึ้นว่า "ศิษย์พี่ ลุกขึ้นมาสู้กันอีกรอบ!"
อวิ๋นชิงคือนางเอกในหนังสือ อีกทั้งยังมีรากวิญญาณคู่ธาตุทองและธาตุไฟ
ไม่ว่าจะเป็นด้านการบำเพ็ญเพียรหรือวิชากระบี่ นางก็นับว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่เก่งกาจที่สุดของสำนักกระบี่ไท่เสวียน
เจียงเหยียนลู่ได้ประลองกระบี่กับนางและได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายอย่างไม่คาดคิด
อวิ๋นชิงโกรธจัดกับคำพูดของนางจนกระอักเลือดออกมาคำโต
ชั่วแวบหนึ่ง ซินจู๋มองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองซ้อนทับอยู่ในตัวอวิ๋นชิง
บรรดาศิษย์คนอื่นๆ บนอัฒจันทร์ก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เจียงเหยียนลู่เพิ่งจะกล่าวจบ ร่างหนึ่งก็ทะยานลงมาจากอัฒจันทร์อย่างกะทันหัน แล้วมายืนขวางอยู่เบื้องหน้าอวิ๋นชิง
ฉีเยว่ตาไวสังเกตเห็นร่างนั้น เขาจึงกระโดดตามลงไปตามสัญชาตญาณโดยไม่ทันได้คิด และเข้าไปขวางหน้าเจียงเหยียนลู่ไว้ทันที
ทว่าเมื่อเท้าแตะพื้นเขาถึงเพิ่งตระหนักได้
ด้วยมีเหล่าผู้อาวุโสคอยคุ้มครองอยู่ข้างลานประลองอย่างลับๆ ถึงเขาไม่ลงมา เจียงเหยียนลู่ก็ไม่มีทางได้รับบาดเจ็บอยู่แล้ว
ฉีเยว่สูงกว่าเจียงเหยียนลู่เกือบหนึ่งศีรษะแล้ว เมื่อเขามายืนขวางอยู่ด้านหน้า ก็แทบจะบดบังวิสัยทัศน์ของนางไปจนหมดสิ้น
เจียงเหยียนลู่งุนงง "ศิษย์น้อง เจ้าลงมาทำไมกัน?"
ฉีเยว่หันหน้าไปกระซิบ "ศิษย์พี่ ข้าจะปกป้องท่านเอง"
เมื่อเห็นภาพบาดตาเช่นนี้ เซียวเจวี๋ยก็ถลึงตาด้วยความโกรธเกรี้ยว "เจียงเหยียนลู่! อวิ๋นชิงพ่ายแพ้แล้ว เจ้ายังคิดจะทำอะไรอีก?!"
เขาเฝ้าดูการประลองมาจากบนอัฒจันทร์ตลอด
เขาไม่คาดคิดเลยว่าเจียงเหยียนลู่จะเลื่อนขั้นระดับย่อยติดต่อกันหลายระดับ ซ้ำยังไล่ต้อนอวิ๋นชิงเสียจนแทบไม่มีโอกาสตอบโต้
เมื่อเห็นเจียงเหยียนลู่ชี้กระบี่ไปทางอวิ๋นชิงที่นอนกองอยู่บนพื้น เขาก็ทึกทักไปเองโดยสัญชาตญาณว่าเจียงเหยียนลู่กำลังจะลงมือทำร้ายอวิ๋นชิงต่อ
ด้วยความตื่นตระหนก เขาจึงทะยานลงมาจากลานประลองทันที
ครั้นเห็นฉีเยว่ออกมายืนขวางหน้าเจียงเหยียนลู่ เขาก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาล เขาจึงประกาศยอมแพ้แทนอวิ๋นชิงที่แทบไม่มีเรี่ยวแรงจะสู้ต่อโดยไม่ทันได้คิด
เดิมทีอวิ๋นชิงต้องการจะหยัดกายลุกขึ้นมาสู้ต่อ อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูปจนเกินไป
ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของเซียวเจวี๋ย นางก็รู้สึกเหมือนเลือดลมตีกลับขึ้นสมอง กระอักเลือดออกมาอีกคำโต ก่อนจะหมดสติไป
บนอัฒจันทร์
ซินจู๋สังเกตเห็นว่าทั้งเซียวเจวี๋ยและฉีเยว่ต่างก็ลงไปด้านล่างกันหมดแล้ว
นางจึงกระโดดลงจากลานประลองเช่นกัน แล้วไปยืนขวางหน้าเจียงเหยียนลู่กับฉีเยว่เพื่อปกป้องพวกเขา
"การประลองยังไม่ทันจบสิ้น ศิษย์พี่ใหญ่ก็ลงมาสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยว ขัดขวางการแข่งขัน แถมยังถือวิสาสะยอมแพ้แทนศิษย์พี่หญิงอีก ทำเช่นนี้ไม่ดูผิดกฎไปหน่อยหรือเจ้าคะ?"
"เมื่อครู่นี้ศิษย์พี่หญิงยังไม่ได้หมดสติเสียหน่อย ถึงแม้จะลุกขึ้นมาสู้กับลู่ลู่ต่อไม่ไหว แต่นางก็ยังมีแรงพอที่จะเอ่ยปากยอมแพ้ด้วยตัวเองนี่เจ้าคะ"
เซียวเจวี๋ยเม้มริมฝีปากบาง เตรียมจะเอ่ยปาก
ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง—
กรรมการผู้คุมการประลองสั่นกระดิ่งทองคำอีกครั้ง แล้วประกาศเสียงดังฟังชัด "ศิษย์ที่เข้าแข่งขันในรอบนี้คือเจียงเหยียนลู่และอวิ๋นชิง ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโปรดลงจากลานประลองกระบี่เดี๋ยวนี้"
ซินจู๋แค่นเสียงเย็นชา "ศิษย์พี่ใหญ่ เชิญเจ้าค่ะ"
เมื่อบนลานประลองเหลือเพียงเจียงเหยียนลู่ที่ยืนอยู่ และอวิ๋นชิงที่นอนแน่นิ่งไปแล้ว กรรมการจึงประกาศผล
"เจียงเหยียนลู่ เป็นฝ่ายชนะ"
อัฒจันทร์ที่เงียบสงบไปเนิ่นนาน พลันระเบิดเสียงเซ็งแซ่ขึ้นมาอีกครั้ง
"ข้าตาฝาดไปหรือเปล่า? ศิษย์พี่เจียงใช้พลังฝึกปรือขั้นสร้างรากฐาน เอาชนะศิษย์พี่หญิงที่อยู่ขั้นจินตันได้เนี่ยนะ?!"
"ใครกันที่บอกว่าศิษย์พี่เจียงเป็นเหมือนตั๊กแตนขวางรถม้า? มุดหัวหายไปไหนแล้วล่ะ?"
"เจียงเหยียนลู่ชนะจริงๆ หรือเนี่ย?!"
"ข้ารู้สึกว่าวิชากระบี่ของศิษย์พี่เจียงก้าวหน้าขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเลยนะ"
"ใช่แล้ว ช่วงนี้ข้าไปฝึกกระบี่ที่ยอดเขาชิงถัว ข้าเห็นศิษย์พี่เจียงทุกวันเลย ในขณะที่พวกเจ้ายังนอนหลับอุตุ นางก็ตื่นมาฝึกเพลงกระบี่แล้ว"
"ทำไมถึงไปเช้าขนาดนั้น? นางไม่หลับไม่นอนบ้างหรือไง?"
"ศิษย์พี่เจียงบอกว่าผู้บำเพ็ญเพียรไม่จำเป็นต้องนอนหรอก นางเป็นคนดีมากเลยนะ ตอนที่ข้าร่ายรำกระบี่ผิดท่า นางเห็นเข้าก็ยังช่วยเป็นธุระชี้แนะให้ข้าด้วย"
"ใช่ๆ ศิษย์พี่เจียงก็เคยช่วยข้าเหมือนกัน นางชี้แนะได้ตรงจุดเป๊ะเลย นางเก่งกาจถึงเพียงนี้ ข้าชอบนางเข้าแล้วสิ"
"ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปฝึกกระบี่ที่ยอดเขาชิงถัว!"
"ส่วนข้าจะกลับไปเก็บตัวบำเพ็ญเพียร ไว้ข้าทะลวงเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานได้เมื่อไหร่ พวกเราค่อยมาเจอกัน"
ตัดภาพมาอีกด้านหนึ่ง
หอตำราชั้นเจ็ด
เหล่าผู้อาวุโสหลายท่านกำลังจับกลุ่มล้อมรอบของวิเศษที่สามารถย้อนเวลาได้ พวกเขากำลังจดจ่ออยู่กับแสงและเงาที่ปรากฏอยู่บนนั้น
ทันทีที่กรรมการบนลานประลองประกาศชัยชนะของเจียงเหยียนลู่ ของวิเศษย้อนเวลาก็ฉายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในศาลเจ้าบนภูเขาให้เห็นอีกครั้ง
ร่างแรกที่ปรากฏในแสงและเงาคือเจียงเหยียนลู่ ซึ่งยืนอยู่บริเวณทางเข้าศาลเจ้า
เหล่าผู้อาวุโสสามารถมองเห็นความรู้สึกต่อต้านบนใบหน้าของนางได้อย่างชัดเจน ตลอดจนค่ายกลเสริมพลังที่นางร่ายเข้าใส่ใจกลางค่ายกลด้วย
ไม่นานนัก อวิ๋นชิงก็เดินเข้ามา
อวิ๋นชิงผู้ซึ่งมักจะดูอ่อนโยนและบอบบางเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสในสำนัก บัดนี้กลับกำลังก้าวเดินตรงไปยังรูปสลักหินสีดำทะมึนด้วยใบหน้าชั่วร้ายและฝีเท้าที่หนักแน่น
นางไม่มีความลังเลหรือความขัดแย้งในใจเลยแม้แต่น้อย
จากนั้นนางก็ชักกระบี่ออกจากฝัก แล้วฟาดฟันเข้าใส่แกนกลางของค่ายกล
"..."
หอตำราชั้นเจ็ดตกอยู่ในความเงียบสงัด
เสวียนชิงเจินจวินพลันแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมา
เขารู้ดีว่าเจียงเหยียนลู่ไม่มีทางทำลายค่ายกลอาคมแน่นอน
สีหน้าของเสวียนหมิงเจินจวินในเวลานี้น่าดูชมยิ่งนัก
เมื่อไม่กี่วันก่อน เขายังให้การรับรองกับเหล่าผู้อาวุโสอย่างมั่นอกมั่นใจอยู่เลยว่า คนที่ทำลายแกนค่ายกลย่อมไม่ใช่อวิ๋นชิงอย่างแน่นอน ทว่าเป็นอิ่นเจิ้งต่างหากที่ปรักปรำศิษย์ของเขา
ทว่าในวันนี้ ของวิเศษย้อนเวลากลับตบหน้าเขาเข้าอย่างจัง
เสวียนหมิงเจินจวินถึงกับพูดไม่ออก
ผู้อาวุโสอิ่นเจิ้งปรายตามองเสวียนหมิงเจินจวินแล้วกล่าวว่า "เสวียนหมิงเจินจวิน หอวินัยเตรียมจะนำตัวอวิ๋นชิงมารับโทษที่หอ ท่านคงไม่มีข้อโต้แย้งกระมัง?"
อวิ๋นชิงที่หมดสติไปบนลานประลองกระบี่ ยังไม่ทันถูกส่งตัวไปรับการรักษาที่โถงเฉิงชุน
ท่ามกลางสายตาของทุกคน นางก็ถูกศิษย์หอวินัยที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ดักหน้าเอาไว้ แล้วหามตัวไปรับโทษโบย
เซียวเจวี๋ยตามติดอวิ๋นชิงจากลานประลองกระบี่มาจนถึงหอวินัย
เขายังคงไม่ยอมเชื่อว่าอวิ๋นชิงเป็นคนทำลายค่ายกล "ผู้อาวุโสอิ่นเจิ้ง นี่เป็นการเข้าใจผิดหรือไม่ขอรับ? อวิ๋นชิงไม่ใช่คนเช่นนั้น นางไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่..."
ก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบ ผู้อาวุโสอิ่นเจิ้งก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
สีหน้าของผู้อาวุโสอิ่นเจิ้งเต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์ "เซียวเจวี๋ย เจ้ากังขาในภาพย้อนเวลาจากของวิเศษ หรือว่าไม่พอใจในการตัดสินใจของข้าและเหล่าผู้อาวุโสท่านอื่นกันแน่? ขนาดอาจารย์ของเจ้ายังไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแล้ว ไฉนเลยเจ้าถึงอยากจะก้าวก่ายเกินหน้าที่เล่า?"