- หน้าแรก
- เมื่อตัวแทนแสงจันทร์ขาวทำคนทั้งโลกบำเพ็ญเพียรจมกองน้ำตา
- บทที่ 20 ใครกันแน่ที่ควรจะกลัว?
บทที่ 20 ใครกันแน่ที่ควรจะกลัว?
บทที่ 20 ใครกันแน่ที่ควรจะกลัว?
เจียงเหยียนลู่แปะยันต์เร่งฝีเท้าและยันต์เคลื่อนย้ายลงบนร่างอีกครั้งโดยไม่ลังเล แล้ววิ่งหนีไปทางด้านหลัง!
ปั๋วอี้แค่นเสียงเย็นชา
เป็นเพราะมันเผลอไผลไปชั่วขณะ จึงตกหลุมพรางเล็กๆ น้อยๆ ของเจียงเหยียนลู่เข้า
แต่ตอนนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว!
ปั๋วอี้เปลี่ยนใจแล้ว
มันไม่คิดจะสังหารเจียงเหยียนลู่โดยตรงอีกต่อไป
ในเมื่อเจียงเหยียนลู่กล้าเล่นตุกติกกับมัน มันก็จะทรมานนางให้สาสม!
สัตว์ร้ายอ้าปากกว้าง พ่นกลุ่มหมอกสีดำทมิฬตกลงมากระแทกตรงหน้าเจียงเหยียนลู่ สกัดเส้นทางของนางเอาไว้
เจียงเหยียนลู่ดึงยันต์ออกจากร่างอย่างรวดเร็ว และหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน
นางหันขวับ ชักกระบี่จิ่วเทียนออกมา แล้วฟาดฟันเข้าใส่ปั๋วอี้
แผงลอยริมถนนพลิกคว่ำ เครื่องประดับ ผลไม้ และถุงหอมหล่นกระจายเกลื่อนพื้น
ถนนสายยาวตกอยู่ในความโกลาหลทันที
ผู้คนที่มาเที่ยวงานวัดส่วนใหญ่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรในขั้นรวบรวมลมปราณและขั้นสร้างรากฐาน
ชั่วชีวิตนี้พวกเขาไม่เคยพบเห็นสัตว์ประหลาดมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
เมื่อได้เห็นปั๋วอี้ที่น่าสะพรึงกลัว พวกเขาจึงกรีดร้องและวิ่งหนีเตลิดไปคนละทิศคนละทาง
โคมไฟร่วงหล่นลงพื้นและถูกเหยียบย่ำจนแหลกเหลว ประกายไฟกระเด็นไปติดแผงลอย เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นทั่วทุกแห่งหน
เลือดของปั๋วอี้หยดติ๋งลงมา
มันเพิ่งควบแน่นกลุ่มหมอกดำทะมึนจนเป็นรูปเป็นร่าง เตรียมจะซัดออกไป
ทันใดนั้นมันก็สังเกตเห็นบุรุษผู้หนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเจียงเหยียนลู่ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
ปฏิกิริยาแรกของปั๋วอี้เมื่อเห็นบุรุษผู้นี้...
คือการวิ่งหนีสุดชีวิต!
มันไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงมีสัญชาตญาณเช่นนี้ต่อผู้บำเพ็ญเพียรที่ดูอ่อนแอคนหนึ่ง
มันไม่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเผ่ามารหรือสัตว์ประหลาดใดๆ จากตัวเขาเลย
ทว่ามันกลับสัมผัสได้ถึงอันตราย
ความอยากรู้อยากเห็นของปั๋วอี้เอาชนะสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด
ขณะที่เตรียมจะปลดปล่อยหมอกดำที่ร่ายเอาไว้ ดวงตากลมโตแสนชั่วร้ายของมันก็กวาดมองไปที่ฉีเยว่อีกครั้ง
ฉีเยว่เงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน
ภายใต้ความมืดมิดอันหนักอึ้งของยามราตรี นัยน์ตาดำขลับอันเย็นชาของฉีเยว่จ้องมองปั๋วอี้ที่ลอยอยู่กลางอากาศ
วินาทีที่สบตากัน
หัวใจของปั๋วอี้ก็กระตุกวูบ!
ความหวาดกลัวที่ลึกซึ้งถึงสภาวะวิญญาณแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างในพริบตา!
นี่คือการสะกดข่มทางสายเลือดอย่างสมบูรณ์แบบ!
ปั๋วอี้ตระหนักได้ในทันที!
ในที่สุดมันก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดมันจึงรู้สึกหวาดกลัวทุกครั้งที่เห็นชายผู้นี้!
เพราะเขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรเลยสักนิด!
สายเลือดเผ่าพันธุ์ของเขาสูงส่งยิ่งกว่ามันเสียอีก!
สายตาของฉีเยว่เย็นชา เขาขมวดคิ้วลง
สัตว์ประหลาดต่ำต้อยตัวหนึ่ง กล้าดีอย่างไรมาทำกำเริบเสิบสานต่อหน้าเขา!
ความหวาดกลัวที่ฝังลึกในใจของปั๋วอี้เพิ่มพูนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
มันสั่นเทาเป็นเจ้าเข้าในทันที
หมอกดำที่เตรียมจะซัดใส่เจียงเหยียนลู่และฉีเยว่ถูกดึงกลับอย่างกะทันหัน ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอันแรงกล้าที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นของปั๋วอี้
มันซัดหมอกดำนั้นไปทางด้านหลังแทน
และบังเอิญไปกระแทกเข้ากับเซียวเจวี๋ยและอวิ๋นชิงที่เพิ่งเดินทางมาจากศาลเจ้าบนภูเขาพอดี
เซียวเจวี๋ยรีบรวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดที่มี แปลงเป็นโล่คุ้มกันกำบังอยู่เบื้องหน้าเขากับอวิ๋นชิง
ทว่าเขาก็ยังถูกแรงกระแทกอันมหาศาลซัดจนลอยละลิ่ว และร่วงกระแทกพื้นอย่างแรง
อวิ๋นชิงรู้สึกราวกับอวัยวะภายในกำลังเคลื่อนผิดที่ผิดทาง
นางกระอักเลือดออกมาและรีบคลานเข้าไปหาเซียวเจวี๋ยด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"ศิษย์พี่ใหญ่!"
ยามนี้อวิ๋นชิงหวาดกลัวสุดขีดแล้วจริงๆ
พลังวิญญาณของนางไม่เสถียร และการทำลายแกนค่ายกลก็ทำให้ร่างกายของนางถึงขีดจำกัดแล้ว ตอนนี้นางไม่กล้าใช้พลังวิญญาณสุ่มสี่สุ่มห้าอีกต่อไป
คนเพียงคนเดียวในที่นี้ที่สามารถปกป้องนางได้ก็คือเซียวเจวี๋ย
หากเซียวเจวี๋ยลุกไม่ขึ้น นางก็ต้องตายเช่นกัน!
อวิ๋นชิงร้องไห้น้ำตานองหน้า "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ"
เซียวเจวี๋ยกระอักเลือด เอามือกุมหน้าอก แล้วเอ่ยช้าๆ ว่า "ข้าไม่เป็นไร"
เจียงเหยียนลู่ชะงักงันไปชั่วขณะ
นางไม่รู้เลยสักนิดว่าปั๋วอี้เป็นบ้าอะไรขึ้นมา
มันวิ่งไล่กวดมาอย่างดุดันแท้ๆ แต่กลับซัดหมอกดำไปทางด้านหลังเสียอย่างนั้น
ต่อให้มีตาอยู่หลังหัว ก็ไม่น่าจะแยกแยะทิศทางไม่ออกกระมัง?
ทันใดนั้น เจียงเหยียนลู่ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ผันผวนจากด้านหลัง
นางหันกลับไปและพบกับฉีเยว่
เด็กหนุ่มหลุบตาลงแล้ว
เจียงเหยียนลู่ตกใจมาก "ศิษย์น้อง เจ้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อใด!"
นางมั่นใจว่าศิษย์น้องของนางไม่ได้อยู่แถวนี้ตอนที่นางมาถึง
เขาเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานได้ไม่นาน ไม่มีทางต่อกรกับปั๋วอี้ได้เลย
หากเขาหาที่หลบซ่อนตัวแล้วรอให้ผู้อาวุโสอิ่นเจิ้งมาช่วย หรือวิ่งหนีไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง
แต่การที่ศิษย์น้องมายืนอยู่ข้างกายนาง มีแต่จะพาให้มาตายเปล่าเสียมากกว่า!
ฉีเยว่เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ความดุดันในแววตาหายไปจนหมดสิ้น บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"ข้าเชื่อฟังคำสั่งของศิษย์พี่ จึงไปตามหาศิษย์พี่ซินจู๋บนถนน ข้าไม่เห็นศิษย์พี่ซินจู๋ แต่เห็นท่านอยู่ตรงนี้คนเดียว ข้าเลยรีบวิ่งมาขอรับ"
"ศิษย์พี่ เกิดอะไรขึ้นที่นี่หรือขอรับ" ฉีเยว่ชี้ไปที่ปั๋วอี้ซึ่งกำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอยู่กลางอากาศ แล้วเอ่ยถาม "นั่นมันสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวอะไรกัน ข้ากลัวเหลือเกิน!"
เสียงของฉีเยว่ไม่ได้จงใจปิดบังเลยแม้แต่น้อย และมันก็ลอยเข้าหูของปั๋วอี้อย่างชัดเจน
ปั๋วอี้ถึงกับพูดไม่ออก
ใครกันแน่ที่เป็นสัตว์ประหลาดน่ากลัว?
ใครกันแน่ที่ควรจะกลัว?
ถ้าเจ้ากลัวจริงๆ ก็ช่วยเก็บแรงกดดันทางสายเลือดที่สะกดข่มข้าอยู่นี่กลับไปทีสิ!
หลังจากฉีเยว่ตะโกนบอกว่าตัวเองกลัวเสร็จ เขาก็ชักกระบี่ยาวออกมาขวางหน้าเจียงเหยียนลู่ไว้แล้วเอ่ยว่า "ศิษย์พี่ ข้าจะปกป้องท่านเอง"
เขาเงยหน้ามองปั๋วอี้กลางอากาศ แววตาไม่ปรากฏร่องรอยความหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น เปลวเพลิงด้านข้างก็ลุกโชนขึ้น ทว่าแสงไฟริบหรี่กลับไม่อาจสาดส่องเข้าไปถึงนัยน์ตาดำมืดของฉีเยว่ได้
เขาไม่รู้ว่าเจียงเหยียนลู่ไปล่วงเกินปั๋วอี้ได้อย่างไรในเวลาเพียงหนึ่งเค่อ
โชคดีที่เขาเพิ่งจะประทับรอยสลักเอาไว้บนร่างนาง จึงตามมาได้ทันเวลา
หากช้ากว่านี้อีกนิด เจียงเหยียนลู่คงต้องตายด้วยน้ำมือของปั๋วอี้จริงๆ!
เมื่อนึกถึงพันธสัญญาความเป็นความตายที่ผูกมัดชีวิตของพวกเขาทั้งสองไว้ แววตาของฉีเยว่ก็ยิ่งเยือกเย็นลงไปอีก
แรงกดดันทางสายเลือดที่ปลดปล่อยออกมาก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ปั๋วอี้ยิ่งสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
มันแทบอยากจะคุกเข่าโขกศีรษะให้ฉีเยว่ เพื่ออ้อนวอนขอให้เขาปล่อยมันไป
แต่มันไม่อาจควบคุมร่างกายของตัวเองได้เลย
โลหิตข้นหนืดสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งร่างของมัน
ภาพฉากนี้ทำให้บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างบนถนนยาวต่างตื่นตระหนกตกใจ
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อึกทึกครึกโครม ฉีเยว่ปรายตามองเจียงเหยียนลู่พลางเอ่ยว่า "ศิษย์พี่ ที่นี่อันตรายเกินไปแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ!"
เจียงเหยียนลู่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเลยว่าปั๋วอี้เป็นบ้าอะไรไป
ด้วยความช่วยเหลือของยันต์ นางยังพอต้านทานปั๋วอี้ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนกว่าศิษย์พี่ซินจู๋จะพากำลังเสริมกลับมา
อย่างไรก็ตาม นางไม่กล้ารับประกันว่าศิษย์น้องของนางจะปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนเช่นกัน
เพื่อความปลอดภัยของศิษย์น้อง เจียงเหยียนลู่จึงตัดสินใจพาเขาขี่กระบี่หนีไปก่อน
วินาทีที่กระบี่จิ่วเทียนกลายสภาพเป็นลำแสงและพุ่งทะยานหายไป กลิ่นอายกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวปั๋วอี้ก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
มันหวาดกลัวฉีเยว่จนไม่กล้าไล่ตามเจียงเหยียนลู่ไป
แต่มันยังจำสตรีผู้มีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับเจียงเหยียนลู่ได้
ในเมื่อฆ่าเจียงเหยียนลู่ไม่ได้ มันก็จะฆ่านางแทน!
ความเร็วในการขี่กระบี่เหาะเหินนั้นรวดเร็วยิ่งนัก
เมืองแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากเขาเผิงไหล
ขณะที่พวกเขากำลังเข้าใกล้สำนักกระบี่ไท่เสวียน ฉีเยว่ที่อยู่ในมุมซึ่งเจียงเหยียนลู่มองไม่เห็น ก็ลอบตบกลุ่มหมอกดำที่เขาชิงมาจากปั๋วอี้และเตรียมการไว้ล่วงหน้า เข้าสู่ห้วงทะเลวิญญาณของตนเองอย่างแรง
แต่เขารู้สึกว่าเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอ
เจียงเหยียนลู่มีนิสัยรอบคอบระแวดระวัง นางจะต้องสงสัยพฤติกรรมผิดปกติของปั๋วอี้ในคืนนี้อย่างแน่นอน
เขาต้องลบล้างความน่าสงสัยของตนเองทิ้งไปให้หมด
เมื่อคิดได้ดังนี้ ฉีเยว่จึงเสกแสงสีดำวาบขึ้นที่ปลายนิ้ว แล้วทะลวงเข้าสู่ห้วงทะเลวิญญาณของตนเองโดยตรง
ดวงตาของเขามืดดับลง และสูญเสียสติสัมปชัญญะไป
วินาทีต่อมา ร่างของเขาก็ร่วงหล่นลงจากกระบี่ยาวทันที
เจียงเหยียนลู่ "!!!"