- หน้าแรก
- เมื่อตัวแทนแสงจันทร์ขาวทำคนทั้งโลกบำเพ็ญเพียรจมกองน้ำตา
- บทที่ 6: ดูสบายตาขึ้นเยอะ
บทที่ 6: ดูสบายตาขึ้นเยอะ
บทที่ 6: ดูสบายตาขึ้นเยอะ
เจียงเหยียนลู่กำลังจะเอ่ยปากตกลง
ทว่ากลับได้ยินเสียงคนเรียกชื่อนางจากด้านหลังเสียก่อน
นางหันหน้าไปมอง ก็พบว่าเป็นศิษย์พี่ฉู่คนที่บอกให้นางไปรับโทษที่หอวินัยเมื่อคืนนี้
ศิษย์พี่ฉู่กล่าวด้วยสีหน้าจนใจ "ศิษย์น้องเจียง ผู้อาวุโสอิ่นเจิงให้นำตัวเจ้าไปรับโทษที่หอวินัย"
*
ศิษย์พี่ผู้ดูแลซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าต่างของหอวินัยจ้องมองเจียงเหยียนลู่อย่างเหม่อลอย
บรรดาศิษย์สำนักกระบี่ไท่เสวียนต่างปรารถนาให้ชั่วชีวิตนี้ไม่ต้องก้าวเท้าเข้ามาในหอวินัยเลยสักครั้ง
แต่เจียงเหยียนลู่กลับต่างออกไป
นางทำราวกับที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง ออกไปตอนเช้า พอเลิกเรียนตอนเที่ยงก็กลับมา
เจียงเหยียนลู่เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วส่งยิ้มให้ศิษย์พี่ที่ยังคงมีท่าทีงุนงงอยู่หลังบานหน้าต่าง "สวัสดีเจ้าค่ะศิษย์พี่"
นางเป็นฝ่ายยื่นมือออกไปหยิบป้ายรับโทษด้วยตัวเอง
ท่าทางของนางยังแฝงไปด้วยความเร่งรีบอยู่บ้าง
สีหน้าของนางเหมือนกับตอนที่เขาไปรับอาหารที่โรงทานไม่มีผิดเพี้ยน
ศิษย์พี่ผู้ดูแล: "..."
เขายื่นป้ายรับโทษให้เจียงเหยียนลู่ ปัดเป่าความคิดที่ล่องลอยออกไป แล้วกล่าวอย่างจริงจังตามกฎระเบียบว่า
"กฎสำนักกระบี่ไท่เสวียนข้อที่สี่ร้อยสี่สิบ ผู้ใดทำลายทรัพย์สินของสำนักในระดับปานกลาง ปรับหินวิญญาณสี่สิบก้อน ต้องสำนึกผิดในหอวินัยเป็นเวลาห้าชั่วยาม และคัดจดหมายสำนึกผิดหนึ่งพันคำ"
"ศิษย์น้องเจียง ก่อนออกจากหอวินัย อย่าลืมนำหินวิญญาณกับจดหมายสำนึกผิดมาส่งที่นี่ด้วย"
เจียงเหยียนลู่พยักหน้ารับอย่างมีมารยาท ก่อนจะหันหลังวิ่งตรงเข้าไปในโถงด้านใน
เมื่อเห็นนางกำลังจะเลี้ยวเข้าไปในโถงด้านใน ศิษย์พี่ผู้ดูแลก็รีบชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างแล้วตะโกนเรียกอย่างร้อนรน "ศิษย์น้องเจียง โปรดรอก่อน!"
เจียงเหยียนลู่จำต้องหยุดชะงัก
นางหันกลับมามองด้วยความงุนงง "ยังมีเรื่องอันใดอีกหรือเจ้าคะศิษย์พี่"
ถ้าไม่มี นางจะเข้าไปบำเพ็ญเพียรแล้วนะ
ความสุขุมของศิษย์พี่ผู้ดูแลแทบจะมลายหายไปเมื่ออยู่ต่อหน้าเจียงเหยียนลู่
เขากระแอมเบาๆ "รออีกคนหนึ่งก่อน"
สิ้นเสียงของเขา ร่างโปร่งเพรียวของใครคนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากทางหน้าประตู
เจียงเหยียนลู่มองดูให้ชัดเจน พลางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เหตุใดศิษย์น้องชายถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย
นางเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายเขาก่อน "ศิษย์น้อง"
ฉีเยว่ผู้มีผิวขาวผ่อง ริมฝีปากแดงเรื่อ และใบหน้าดูไร้พิษสง ส่งยิ้มให้อย่างขัดเขิน "ศิษย์พี่หญิง ศิษย์พี่ชาย"
ศิษย์พี่ผู้ดูแลส่งป้ายไม้รับโทษที่เหมือนกับของเจียงเหยียนลู่ทุกประการให้กับฉีเยว่ และกล่าวทวนสิ่งที่เพิ่งพูดไปเมื่อครู่อีกครั้ง
จากนั้นเขาก็กล่าวกับทั้งสองคนว่า
"ในเมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเรือนพักเป็นเพราะพวกเจ้าต่อสู้กัน พวกเจ้าก็ต้องรับโทษร่วมกัน"
"จำไว้ว่า ห้ามคัดลอกจดหมายสำนึกผิดเด็ดขาด หากมีเนื้อหาซ้ำซากเกินสามส่วน จะถือว่าเป็นการลอกเลียนแบบ"
"และหากเกิดการต่อสู้กันในห้องรับโทษอีก พวกเจ้าจะถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยน"
ห้องรับโทษที่ได้รับมอบหมายในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนเล็กน้อย
เจียงเหยียนลู่นั่งลงที่โต๊ะ ปรายตามองอุปกรณ์เครื่องเขียน แล้วเสียบป้ายรับโทษลงในร่องด้านข้างด้วยท่าทางคุ้นเคย
นางไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป รีบหลับตารวบรวมสมาธิเพื่อเข้าสู่สภาวะการบำเพ็ญเพียรอย่างรวดเร็ว
พลังวิญญาณรอบทิศทางแทบจะหมุนวนเป็นพายุ พุ่งทะลวงเข้าหาเจียงเหยียนลู่และหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณของนาง
เมื่อเวลาการรับโทษห้าชั่วยามใกล้จะสิ้นสุดลง เจียงเหยียนลู่ก็ลืมตาขึ้นและผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ
นางเหลือบมองกระดาษที่ยังคงว่างเปล่าบนโต๊ะ หยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มน้ำหมึก
หลังจากใช้ความคิดเพียงชั่วครู่ นางก็เริ่มตวัดพู่กันเขียนอย่างรวดเร็วดุจดาวตก
ในฐานะบัณฑิตหัวกะทิที่เรียนควบปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยระดับชั้นนำ เจียงเหยียนลู่ในตอนนั้นชอบการแข่งขันมากเสียจนเริ่มตีพิมพ์บทความวิชาการตั้งแต่เพิ่งเข้าเรียนปริญญาโทปีแรก
บทความวิชาการความยาวหลายพันคำยังไม่ใช่ปัญหาสำหรับนาง นับประสาอะไรกับแค่จดหมายสำนึกผิดหนึ่งพันคำ
เพียงชั่วอึดใจ กระดาษแผ่นนั้นก็เต็มไปด้วยตัวอักษรหวัดแกมบรรจงที่ทรงพลังและงดงาม
ในขณะเดียวกัน ฉีเยว่ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะฝั่งตรงข้าม ก็กำลังขีดเขียนอย่างดุเดือดเช่นกัน
เขารู้สึกว่าความคับแค้นใจของตนนั้นหนักหนายิ่งกว่าพวกมารร้ายที่ถูกสะกดไว้ในถ้ำร้อยอสูรเสียอีก
ฉีเยว่ไม่จำเป็นต้องบำเพ็ญเพียร เขาเพียงแค่ต้องนอนหลับให้เพียงพอในสถานที่ที่มีพลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์ เพื่อซ่อมแซมดวงจิตและฟื้นฟูตบะของเขา
หลังจากหลับไปนานกว่าสี่ชั่วยามก่อนจะตื่นขึ้นมา เขาก็จ้องมองกระดาษเปล่าอยู่พักใหญ่ กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าตนยังต้องคัดจดหมายสำนึกผิด!
หากไม่ใช่เพราะเจียงเหยียนลู่...
ทำไมเขาถึงต้องมาทนรับความอัปยศอดสูอยู่ที่นี่ด้วย!
เมื่อใดที่เขาสามารถทำลายสัญญากรรมเป็นตายได้ เขาจะฉีกร่างสตรีผู้นี้เป็นชิ้นๆ เพื่อระบายความแค้นอย่างแน่นอน!
คนหนึ่งเขียนด้วยความฮึกเหิม ส่วนอีกคนเขียนด้วยโทสะทะลุฟ้า ไม่มีใครแสดงออกถึงความสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย
ท้ายที่สุด ฉีเยว่ก็เขียนจดหมายสำนึกผิดเสร็จเกือบจะพร้อมๆ กับเจียงเหยียนลู่
เสียงดังกริ๊กเบาๆ สองครั้ง ป้ายรับโทษก็ถูกดันออกมาจากร่อง
เวลาการรับโทษสิ้นสุดลงแล้ว
เจียงเหยียนลู่วางพู่กันลง แล้วดึงป้ายไม้รับโทษออกมา
การควบคุมเวลาอย่างแม่นยำและไม่ปล่อยให้เสียเปล่าไปแม้แต่วินาทีเดียว คือหนึ่งในทักษะสำคัญของราชาแห่งการแข่งขัน!
เวลานี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว
แสงสว่างจากตะเกียงที่ไม่มีวันดับส่องประกายสว่างไสวไปตามโถงทางเดินแคบยาวของตำหนักด้านใน
ขณะที่เดินออกมาจากหอวินัย เจียงเหยียนลู่ก็เอ่ยถามฉีเยว่
"ศิษย์น้อง เรือนพักของเจ้าซ่อมเสร็จหรือยัง"
สายลมยามค่ำคืนพัดโชยมา ต้นฝูซางผลัดใบที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณร่วงหล่นลงมาสองสามใบ
ฉีเยว่ปรับอารมณ์ให้คงที่เรียบร้อยแล้ว
เขายื่นมือออกไปปัดใบไม้ที่ร่วงหล่นลงบนบ่า ส่ายหน้า แล้วตอบอย่างว่าง่ายว่า
"ยังขอรับ ชายชราที่หอจินเชวี่ยบอกว่า ตอนนี้วัสดุที่ต้องใช้ซ่อมแซมในสำนักหมดแล้ว เขาต้องลงเขาไปซื้อมาเพิ่ม จึงต้องใช้เวลาอีกสองสามวันถึงจะซ่อมเสร็จ"
เจียงเหยียนลู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวกับเขา
"ที่เรือนชิงลู่ของข้ายังมีห้องว่างอยู่ห้องหนึ่ง ทำไมเจ้าไม่มาพักกับข้าสักสองสามวันก่อนเล่า รอให้เรือนของเจ้าซ่อมเสร็จแล้วค่อยย้ายกลับไป"
ในฐานะศิษย์พี่หญิง นางย่อมทนเห็นศิษย์น้องของตนไปนอนในห้องที่เป็นรูโหว่ไม่ได้
ฉีเยว่ก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
จอมมารผู้สูงส่งอย่างเขา จะไปทนอยู่ในบ้านที่มีรูโหว่ได้อย่างไร
ฉีเยว่หลุบตาลง บนใบหน้าปรากฏร่องรอยของความขัดเขิน "ขอบคุณขอรับศิษย์พี่หญิง ท่านช่างใจดีเหลือเกิน"
ภายในเรือนชิงลู่เต็มไปด้วยต้นอวี้หลาน
ทันทีที่ฉีเยว่ก้าวเข้าไปใกล้ เขาก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้เตะจมูก
"ศิษย์พี่หญิงชอบดอกไม้หรือขอรับ" ฉีเยว่จงใจเปิดบทสนทนา หวังจะใช้โอกาสนี้ตีสนิทกับเจียงเหยียนลู่
เขากล่าวถ้อยคำที่ขัดกับใจตัวเอง "ข้าเองก็ชอบดอกไม้เหมือนกัน"
สายตาของเจียงเหยียนลู่ทอดมองไปยังดอกอวี้หลาน และทันทีที่ฉีเยว่พูดจบ นางก็ส่ายหน้า "ข้าไม่ชอบ"
ฉีเยว่: "..."
เจียงเหยียนลู่มองดูดอกอวี้หลานที่กำลังเบ่งบานเต็มลานบ้านเงียบๆ
แสงสีขาวจางๆ เปล่งประกายอยู่บนกลีบดอกไม้ที่ดูดซับพลังวิญญาณเข้าไป
สมัยที่นางยังคงถูกควบคุมด้วยเนื้อเรื่องในหนังสือ นางมักจะยึดเอาความชอบและไม่ชอบของเซียวเจวี๋ยมาเป็นของตนเองเสมอ
นางบังเอิญรู้มาว่าเซียวเจวี๋ยชอบดอกอวี้หลาน
ดังนั้นนางจึงคำนวณฤดูกาลอย่างระมัดระวัง แล้วลงเขาไปซื้อเมล็ดพันธุ์ดอกอวี้หลานมามากมาย นำมาปลูกไว้ในเรือนชิงลู่ และคอยฟูมฟักดูแลเป็นอย่างดีทุกวัน
ทว่าคนที่ชอบดอกอวี้หลานอย่างแท้จริงคือนางเอกของเรื่องอย่างอวิ๋นชิงต่างหาก
เซียวเจวี๋ยชอบมองดูนางดูแลดอกอวี้หลานในสวนทุกวัน
เขาก็แค่ใช้เงาของนางเพื่อบรรเทาความคะนึงหาที่มีต่ออวิ๋นชิงก็เท่านั้น
ตอนที่เจียงเหยียนลู่อ่านหนังสือ นางไม่ค่อยชอบเซียวเจวี๋ย พระเอกจอมเสแสร้งคนนี้สักเท่าไรนัก
หากเขาไม่เป็นฝ่ายเริ่มเข้ามาพัวพันกับตัวประกอบหญิงตั้งแต่แรก คนที่เป็นถึงศิษย์สืบทอดของเจินจวินเสวียนชิง และเป็นอัจฉริยะผู้มีรากปราณสวรรค์อย่างนาง จะยอมละทิ้งอนาคตอันสดใสเพื่อมาเป็นแค่ตัวแทนได้อย่างไร
จนต้องจบลงด้วยการระเบิดจินตันของตัวเองทิ้ง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เจียงเหยียนลู่ก็ขมวดคิ้ว ชักกระบี่ยาวออกมา แล้วตวัดมือออกไป
ปราณกระบี่สายหนึ่งกวาดผ่าน พัดเอาดอกอวี้หลานทั้งหมดในเรือนชิงลู่หลุดร่วงจนหมดสิ้น
เมื่อมองดูพื้นที่อันว่างเปล่าเบื้องหน้า เจียงเหยียนลู่ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "ดูสบายตาขึ้นเยอะเลย"