เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30: ชื่อเสียงของกองปราบมาร

บทที่ 30: ชื่อเสียงของกองปราบมาร

บทที่ 30: ชื่อเสียงของกองปราบมาร


บทที่ 30: ชื่อเสียงของกองปราบมารก็ไม่ได้ผลสักเท่าไหร่สินะ

หลินหมิงปรายตามองคนทั้งสองข้างกาย ก่อนที่สุดท้ายจะเป็นฝ่ายก้าวเท้าเข้าไปในหอชมจันทร์เป็นคนแรก

"นายท่านทั้งสาม"

ทันทีที่พวกเขาทั้งสามก้าวเข้ามาในหอชมจันทร์ แม่เล้าก็เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง

สายตาของนางกวาดมองทั้งสามคนทีละคน ทว่ากลับต้องชะงักงันไปชั่วครู่เมื่อสายตาปะทะเข้ากับซูเหลียนเสวี่ย

นางไม่ได้ชะงักเพราะซูเหลียนเสวี่ยเป็นสตรี เพราะถึงอย่างไรนางก็คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มาสามสี่สิบปีแล้ว ย่อมเคยพบเจอแขกมาทุกรูปแบบ แขกบางคนก็พาหญิงสาวจากข้างนอกมาร่วมสนุกกับสตรีในหอนางโลม หรือแขกบางคนที่เป็นสตรีแต่กลับมีรสนิยมชื่นชอบสตรีด้วยกันเองก็มีให้เห็น

ทว่าเหตุผลที่ทำให้นางถึงกับอึ้งไปก็คือ ความงดงามของซูเหลียนเสวี่ยนั้นช่างมากเกินไป... งดงามที่สุดเท่าที่นางเคยพบเจอมาในชีวิต จนทำให้นางนึกหาคำใดมาบรรยายความงามนั้นไม่ออกไปชั่วขณะ

หากแม่นางผู้นี้มาอยู่ที่หอชมจันทร์ของพวกนางล่ะก็ ตำแหน่งยอดคณิกาอันดับหนึ่งย่อมตกเป็นของนางอย่างไม่ต้องสงสัย

"กองปราบมารมาปฏิบัติหน้าที่"

หลินหมิงขี้เกียจพูดพร่ำทำเพลง เขาหยิบป้ายประจำตัวของกองปราบมารออกมาโดยตรง เพราะการอ้างตัวเป็นคนของกองปราบมารในราชวงศ์ต้ายานนั้นย่อมสะดวกสบายกว่ามาก

ทันทีที่ป้ายกองปราบมารปรากฏขึ้น ผู้คนรอบข้างต่างก็รู้สึกหวาดหวั่น บางคนถึงกับลอบเร้นกายออกจากหอชมจันทร์ไปอย่างเงียบเชียบ

"ใต้เท้าจากกองปราบมารก็มาหาความสำราญที่หอชมจันทร์ของข้าเช่นกันหรือเจ้าคะ?"

ทันทีที่เห็นป้าย รอยยิ้มบนใบหน้าของแม่เล้าก็ค่อยๆ จางหายไป

นางหาได้เกรงกลัวสิ่งที่เรียกว่ากองปราบมารไม่ เพราะยุคสมัยนี้ ใครก็ตามที่กล้าเปิดกิจการในนครหลวงเยียนย่อมต้องมีผู้หนุนหลังกันทั้งนั้น และผู้หนุนหลังของนางก็บังเอิญเป็นขั้วอำนาจที่ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวกองปราบมารเสียด้วย

ด้วยเหตุนี้ นางจึงสงบเยือกเย็นอย่างมากเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลินหมิง

ถึงกระนั้น บางครั้งนางก็ยังต้องไว้หน้ากองปราบมารอยู่บ้าง

"หอชมจันทร์ต้องปิดทำการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทุกคนจงออกไปให้หมด ห้ามผู้ใดอยู่รั้งแม้แต่คนเดียว"

หลินหมิงเอ่ยคำสั่ง

"นี่กองปราบมารคิดจะสั่งปิดหอชมจันทร์ของข้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?"

สีหน้าของแม่เล้าแปรเปลี่ยนไป น้ำเสียงของนางเริ่มแข็งกร้าวขึ้น

นี่ไม่ใช่การมาปฏิบัติหน้าที่สืบคดีแล้ว แต่มันคือการจงใจสั่งปิดหอชมจันทร์ของพวกนางชัดๆ

แน่นอนว่าแม่เล้าย่อมไม่มีทางยอมให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น และขุมอำนาจเบื้องหลังนางก็คงไม่ยอมเช่นกัน

"ข้าพูดชัดเจนแล้ว หอชมจันทร์ต้องปิดทำการชั่วคราว ส่วนจะเปิดอีกเมื่อใดนั้น ค่อยว่ากันอีกที"

หลินหมิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

ทว่าแม่เล้าที่อยู่ตรงหน้ากลับดูเหมือนจะไม่คิดไว้หน้ากองปราบมารเลยสักนิด

"กองปราบมารคิดจะหาเรื่องกับจวนหมิงอ๋องอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?"

แม่เล้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

นางงัดเอาชื่อผู้หนุนหลังออกมาข่มขู่โดยตรง หมิงอ๋อง พระอนุชาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้คุ้มกะลาหัวรายใหญ่ที่สุดของหอนางโลมแห่งนี้

"ข้าชักอยากจะรู้เสียแล้วสิ ว่าหอชมจันทร์ไปทำผิดอันใดมา กองปราบหารถึงได้อยากจะสั่งปิดนักหนา?"

ในเวลานั้นเอง น้ำเสียงหนึ่งก็ดังก้องลงมาจากชั้นสาม

ชายหนุ่มผู้หนึ่งค่อยๆ ก้าวลงบันไดมาจากชั้นสามโดยมีหญิงสาวขนาบข้างกาย ทว่าเมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับร่างของซูเหลียนเสวี่ย ดวงตาของเขาก็ทอประกายวาววับ เขาสะบัดสตรีข้างกายทิ้งทันที และเร่งฝีเท้าเดินลงมาโดยไม่รู้ตัว

กลิ่นอายอันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดลอยโชยมาเตะจมูก ซึ่งนั่นกระตุ้นความสนใจของหลินหมิงได้ในทันที

"คุณชายอวี๋"

เมื่อเห็นอวี๋เซี่ย แม่เล้าก็คลี่ยิ้มทักทาย

"แล้วเจ้าคือใครกัน?"

หลินหมิงเอ่ยถาม

"ข้าคือบุตรชายของเสนาบดีกรมพระคลังคนปัจจุบัน"

อวี๋เซี่ยตอบกลับด้วยสีหน้าเย่อหยิ่งจองหอง

"แม่นาง เราสองมาทำความรู้จักกันหน่อยดีหรือไม่?"

สายตาของอวี๋เซี่ยจับจ้องไปที่ซูเหลียนเสวี่ยโดยตรง

ส่วนทางด้านหัวหน้ากองเมิ่งหรันนั้น เขาย่อมไม่มีความสนใจในตัวตาแก่คนหนึ่งอยู่แล้ว

"ข้าไม่สนใจ"

ซูเหลียนเสวี่ยปรายตามองอวี๋เซี่ยด้วยสายตาเย็นชาแล้วตอบกลับ

ทว่าท่าทีเย็นชานี้กลับยิ่งกระตุ้นความปรารถนาของอวี๋เซี่ยให้ลุกโชน ทำให้อยากจะดึงร่างของซูเหลียนเสวี่ยเข้ามากอดและทะนุถนอมไว้อย่างบ้าคลั่ง

"บุตรชายเสนาบดีกรมพระคลังงั้นรึ? แล้วบิดาของเจ้ารู้หรือไม่เล่า ว่าเจ้าเอาเงินของเขามาผลาญเล่นในหอนางโลมเช่นนี้?"

หลินหมิงเอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ

มีเจ้าโง่หลงเสน่ห์ศิษย์น้องหญิงของเขาเพิ่มมาอีกคนแล้วสิ แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ใครใช้ให้นางงดงามถึงเพียงนี้กันล่ะ

"นั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า"

อวี๋เซี่ยจ้องมองหลินหมิงแล้วตอกกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

ในสายตาของเขา หลินหมิงก็เป็นแค่นายทหารระดับหัวหน้าหมู่ย่อยของกองปราบมารเท่านั้น เป็นเพียงมดปลวกที่เขาไม่จำเป็นต้องลดตัวไปใส่ใจเลยสักนิด

และนี่ก็เป็นเหตุผลที่เขาเลือกก้าวออกมารับหน้าแทน บางทีเขาอาจจะได้รับความดีความชอบจากท่านหมิงอ๋องบ้างก็เป็นได้

ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องที่บิดาจะรู้ว่าเขามาเที่ยวหอนางโลมหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องภายในครอบครัว คนนอกอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอน

"เหตุใดกองปราบหารถึงต้องมาสั่งปิดหอชมจันทร์ด้วย? หากเจ้าไม่มีเหตุผลที่ฟังขึ้น ก็ไสหัวออกไปซะ"

อวี๋เซี่ยเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด

เขาไม่เห็นเคยได้ยินเลยว่ามีเรื่องใหญ่โตอันใดเกิดขึ้นในราชสำนัก

และต่อให้หอชมจันทร์สมควรจะถูกปิดจริงๆ ก็ต้องมีราชโองการอย่างเป็นทางการ และผู้ที่มาก็ควรจะเป็นคนใหญ่คนโตจากกองปราบมาร ไม่ใช่สวะเช่นนี้

ตัวตนระดับหัวหน้าหมู่ย่อยกระจอกๆ ไม่อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย

ตอนนี้เขาเริ่มวางแผนหาวิธีรวบรัดซูเหลียนเสวี่ยมาครอบครองแล้ว คงจะน่าเสียดายแย่หากสาวงามระดับนี้ไม่ได้มาเป็นสตรีในเรือนของเขา เขาต้องชิงตัดหน้าคว้าตัวซูเหลียนเสวี่ยมาให้ได้ ก่อนที่พวกคุณชายคนอื่นๆ จะรู้ข่าว

"บุตรชายเสนาบดีกรมพระคลังกล้ากำเริบเสิบสานกับกองปราบมารถึงเพียงนี้เชียวรึ? ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของกองปราบมารก็ไม่ได้ผลสักเท่าไหร่สินะ"

หลินหมิงเดาะป้ายในมือเล่นพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

แน่นอนว่าคำพูดของหลินหมิงจงใจพูดกระทบกระเทียบหัวหน้ากองเมิ่งหรันที่อยู่ข้างๆ

การใช้สถานะของกองปราบมารนี่แทบจะไร้ประโยชน์สิ้นดี หากใครต่อใครก็คิดจะเหยียบย่ำรังแกพวกเขาได้ง่ายๆ แบบนี้

ผู้คนที่อยู่รอบข้างเมื่อได้ยินคำพูดของหลินหมิงก็รู้สึกทะแม่งๆ ราวกับว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้เป็นคนของกองปราบมารจริงๆ อย่างนั้นแหละ

"บังอาจนักที่กล้าแอบอ้างเป็นคนของกองปราบมาร!"

เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของอวี๋เซี่ยก็ดุดันขึ้นมาทันที

ในที่สุดเขาก็จับหางจิ้งจอกได้เสียที ไม่ว่าหลินหมิงจะเป็นคนของกองปราบมารหรือไม่ แต่ในเมื่อกล้าหลุดปากพูดจาเช่นนั้นออกมา เขาก็มีข้ออ้างให้สงสัยได้ว่าเป็นตัวปลอม

หากเป็นเช่นนั้น เขาก็สามารถหาช่องทางเล่นงานอีกฝ่ายได้สบายๆ

"อวี๋เซี่ย เจ้าช่างบังอาจนัก!"

จู่ๆ ร่างของคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากด้านหลังของพวกหลินหมิง และตวาดใส่อวี๋เซี่ยเสียงดัง

"เว่ยซิวหยวน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า อย่าหาเหาใส่หัวจะดีกว่า"

เมื่อเห็นเว่ยซิวหยวน อวี๋เซี่ยก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยเตือน

ทว่าเว่ยซิวหยวนกลับเมินเฉยต่อคำเตือนของอวี๋เซี่ย และเดินตรงดิ่งไปหาหัวหน้ากองเมิ่งหรันทันที

"เว่ยซิวหยวน คารวะท่านหัวหน้ากองขอรับ"

เว่ยซิวหยวนเอ่ยทำความเคารพอย่างนอบน้อม

ไม่ผิดแน่ บุคคลที่อยู่ตรงหน้าเขาคือหัวหน้ากองปราบมารแห่งต้ายาน ท่านหัวหน้ากองเมิ่งหรันอย่างแน่นอน

แม้ว่าเว่ยซิวหยวนจะเคยพบเห็นหัวหน้ากองเมิ่งหรันเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ใบหน้าของยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งระดับนี้ก็ถูกสลักลึกอยู่ในใจของเขา

เขาไม่คาดคิดเลยว่าบุคคลระดับนี้จะมาปรากฏตัวอยู่ในหอนางโลม

หากเขาไม่ได้ยินข่าวลือว่ากองปราบมารกำลังจะสั่งปิดหอชมจันทร์ เขาก็คงไม่เดินเข้ามา และคงไม่มีโอกาสได้พบกับท่านหัวหน้ากองเป็นแน่

"เจ้าคือบุตรชายของเว่ยกังสินะ"

หัวหน้ากองเมิ่งหรันมองเว่ยซิวหยวนพลางเอ่ยขึ้น

เว่ยกังคือแม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์ต้ายาน

"ขอรับ บิดาของข้าคือเว่ยกัง"

เว่ยซิวหยวนรีบพยักหน้ารับทันที

ในขณะเดียวกัน หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหลินหมิง และเริ่มนึกสงสัยในตัวตนที่แท้จริงของชายหนุ่มผู้นี้ขึ้นมาตงิดๆ

จบบทที่ บทที่ 30: ชื่อเสียงของกองปราบมาร

คัดลอกลิงก์แล้ว