- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นจอมนาง ทำไมศิษย์พี่ของข้าถึงเพี้ยนนัก
- บทที่ 9: ศิษย์พี่ของข้าคืออัจฉริยะวิถีกระบี่งั้นหรือ?!
บทที่ 9: ศิษย์พี่ของข้าคืออัจฉริยะวิถีกระบี่งั้นหรือ?!
บทที่ 9: ศิษย์พี่ของข้าคืออัจฉริยะวิถีกระบี่งั้นหรือ?!
บทที่ 9: ศิษย์พี่ของข้าคืออัจฉริยะวิถีกระบี่งั้นหรือ?!
ศิษย์พี่ของนางผู้นี้คืออัจฉริยะในวิถีกระบี่อย่างนั้นหรือ?
ปราณกระบี่แหลกสลายไปจนหมดสิ้น
ภายใต้เจตจำนงกระบี่ขั้นสมบูรณ์แบบของหลินหมิง ปราณกระบี่เหล่านั้นล้วนถูกฟันจนมลายหายไปในพริบตา
ทว่าการโจมตีของอวี๋ชินเหยาก็พุ่งเข้ามาซ้ำอีกระลอกทันทีที่ปราณกระบี่ไม่กี่สายนั้นสลายไป
เพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายอวี๋ชินเหยา หลินหมิงจึงเป็นฝ่ายชิงสลายเจตจำนงกระบี่ของตนทิ้งเสีย
แต่การต่อสู้ครั้งนี้ก็ยืดเยื้อมานานพอแล้ว ถึงเวลาต้องจบมันเสียที
"ศิษย์น้องอวี๋ เจ้าแพ้แล้วล่ะ"
ปลายกระบี่ของหลินหมิงหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าอวี๋ชินเหยา ห่างจากลำคอของนางไปไม่ถึงความกว้างของหนึ่งนิ้วโป้ง
"ท่านแม่บอกชัดๆ ว่าข้าจะชนะแท้ๆ"
เมื่อเห็นเช่นนั้น อวี๋ชินเหยาก็เก็บกระบี่ยาวของตนด้วยสีหน้าที่เผยให้เห็นถึงความไม่ยินยอมเล็กน้อย
ท่านแม่ของนางบอกไว้ชัดเจนว่านางสามารถเอาชนะศิษย์พี่ได้ แต่สุดท้ายนางก็พ่ายแพ้ให้เขาอีกจนได้
"สิ่งที่ท่านเจ้าแห่งยอดเขาอวี๋กล่าวมาก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว เพียงแต่ช่วงนี้ข้าบังเอิญทะลวงระดับการบ่มเพาะขึ้นมาได้นิดหน่อยเท่านั้นเอง"
หลินหมิงเอ่ยปลอบใจนาง
หากเทียบกับฝีมือในอดีตของเขา เขาอาจจะไม่ใช่คู่มือของอวี๋ชินเหยาจริงๆ
แต่น่าเสียดายที่เขาดันมี 'การทะลวงระดับ' เล็กๆ น้อยๆ เสียก่อน
โกหกทั้งเพ
ซูเหลียนเสวี่ยรู้ดีว่าหลินหมิงกำลังโกหกคำโต ระดับฝีมือเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาจากการเพิ่งทะลวงระดับการบ่มเพาะเพียงอย่างเดียว
หลินหมิงคงจะซุกซ่อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขามาโดยตลอดแน่ๆ
ศิษย์พี่ของนางผู้นี้คู่ควรกับคำว่า 'อัจฉริยะ' ในด้านพรสวรรค์แห่งวิถีกระบี่อย่างแท้จริง
แม้แต่ในดินแดนเบื้องบน เขาก็ยังคู่ควรกับสองคำนี้
นางไม่คาดคิดเลยว่าศิษย์พี่ของนางจะซ่อนคมไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้
ชั่วขณะหนึ่ง ซูเหลียนเสวี่ยก็เริ่มรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตัวศิษย์พี่ของนางขึ้นมาทีละน้อย
เหตุใดผู้ที่มีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้จึงต้องจงใจปิดบังมันเอาไว้ด้วยเล่า?
"ครั้งหน้า ครั้งหน้าข้าจะต้องเอาชนะท่านให้ได้แน่"
อวี๋ชินเหยาฮึดฮัด ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้
ท่าทางเช่นนั้นของนางดูน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย
"ถ้าเช่นนั้น ข้าจะรอรับคำท้าของเจ้าในครั้งหน้านะ"
หลินหมิงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม
ตามข้อตกลงของพวกเขา การประลองของเดือนนี้ถือเป็นอันสิ้นสุดลง หากนางต้องการท้าประลองกับเขาอีก ก็ต้องรอจนถึงเดือนหน้า
"เดือนหน้าก็เดือนหน้าสิ"
อวี๋ชินเหยากล่าว
"แล้วเจ้าจะอยู่ทานมื้อเที่ยงด้วยกันก่อนหรือไม่?"
หลินหมิงเอ่ยถาม
"เห็นแก่ที่ท่านอุตส่าห์เอ่ยปากชวน คุณหนูอย่างข้าจะยอมไว้หน้าท่านสักครั้งก็แล้วกัน"
อวี๋ชินเหยาพยักหน้ารับทันที
พอคิดถึงอาหารรสเลิศที่หลินหมิงเป็นคนทำ อวี๋ชินเหยาก็รู้สึกราวกับว่ากระเพาะของนางกำลังร่ำร้องด้วยความหิวโหยขึ้นมาทันที
อาหารฝีมือของหลินหมิงนั้นอร่อยกว่าของที่คนในโรงอาหารทำเป็นไหนๆ
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้สิ่งยั่วใจอย่างอาหารรสเลิศ อวี๋ชินเหยาจึงอยู่รั้งที่ยอดเขาจื่อเฉินต่อไปเป็นการชั่วคราว
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเที่ยงวันอย่างรวดเร็ว
หลินหมิงเดินไปยังทะเลสาบเล็กๆ เหนือน้ำตก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาใช้เลี้ยงฝูงปลาวิญญาณเอาไว้
"เจ้าก็แล้วกัน"
สายตาของหลินหมิงตกลงบนตัวปลาเกล็ดแพรหางดำ เขายื่นมือออกไปคว้าจับอย่างรวดเร็ว ปลาตัวนั้นก็หลุดพ้นจากผืนน้ำในทะเลสาบและเข้ามาอยู่ในกำมือของเขาทันที
ปลาเกล็ดแพรหางดำพยายามดิ้นรนขัดขืน ทว่าการดิ้นรนของมันกลับไร้ผลเมื่ออยู่ต่อหน้าหลินหมิง และมันก็ถูกหิ้วกลับไปยังห้องครัว
"สองคนนั้นไปสนิทสนมกันรวดเร็วปานนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?"
หลินหมิงปรายตามองหญิงสาวสองคนที่อยู่ไม่ไกลนัก
ซูเหลียนเสวี่ยกับอวี๋ชินเหยาไปนั่งลงพูดคุยกันตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
เมื่อครู่นี้พวกนางยังไม่รู้จักกันเลยแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับกำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติเสียแล้ว
หลินหมิงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีวัตถุดิบที่รอให้เขาจัดการอยู่อีก
มีดทำครัวปรากฏขึ้นในมือของหลินหมิง
สันมีดถูกฟาดลงบนหัวของปลาเกล็ดแพรหางดำอย่างจัง
ด้วยพละกำลังของหลินหมิง ปลาเกล็ดแพรหางดำจึงสลบเหมือดไปในทันที
ลำดับต่อไปก็คือการแล่เนื้อด้วยมีด
เวลาผ่านไปไม่นาน อาหารกลิ่นหอมฉุยที่ส่งควันกรุ่นหลายจานก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะหิน
อวี๋ชินเหยามารออยู่ที่โต๊ะหินตั้งนานแล้ว สายตาของนางจับจ้องไปที่จานปลาเกล็ดแพรหางดำโดยไม่ยอมละสายตาไปไหน
"ข้าชอบกินปลาที่สุดเลย"
อวี๋ชินเหยากล่าวด้วยความใจร้อน
"ถ้าอย่างนั้นก็กินให้เยอะๆ ล่ะ"
หลินหมิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
"งั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ!"
อวี๋ชินเหยารีบคีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งเข้าปากทันที
ในชั่วพริบตา ความรู้สึกเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูกก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง
ซูเหลียนเสวี่ยเองก็ไม่ได้ทำตัวเกรงใจ นางกวาดอาหารบนโต๊ะหินเข้าปากอย่างรวดเร็วเช่นกัน
นางไม่มีทางพลาดสิ่งใดก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อการบ่มเพาะของนางอย่างแน่นอน
และแล้ว อาหารส่วนใหญ่บนโต๊ะหินก็ตกไปอยู่ในท้องของหญิงสาวทั้งสองคน โดยเฉพาะปลาเกล็ดแพรหางดำตัวนั้น เกือบสองในสามส่วนล้วนถูกอวี๋ชินเหยากินเข้าไปทั้งสิ้น
"จริงสิ ศิษย์พี่ อีกสามวันข้าจะไปที่เมืองหมิงซาน ท่านอยากจะไปต้วยกันหรือไม่?"
อวี๋ชินเหยาเงยหน้ามองหลินหมิงแล้วเอ่ยถาม
"เจ้าจะไปทำอะไรที่เมืองหมิงซานรึ?"
หลินหมิงถามกลับ
เมืองหมิงซานเป็นเมืองที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยภูเขาหยวนซวี มันเป็นสถานที่ที่ผู้บ่มเพาะจำนวนมากมาพำนักอาศัย ฝึกฝน และทำการค้าขายแลกเปลี่ยน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของภูเขาหยวนซวี ห่างออกไปหลายร้อยลี้
"อีกเจ็ดวันจะมีการจัดงานประมูลขึ้นที่เมืองหมิงซาน และมีของที่ข้าต้องการอยู่ในงานประมูลครั้งนั้นพอดี"
อวี๋ชินเหยาเอ่ยตามความจริง
เป็นเพราะมีของที่นางต้องการอย่างเจาะจง นางจึงต้องเดินทางไปที่เมืองหมิงซานด้วยตัวเอง
"ศิษย์พี่ ท่านไปเป็นเพื่อนข้าหน่อยได้หรือไม่เล่า?"
อวี๋ชินเหยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเล็กน้อย
"ได้สิ พอดีข้าเองก็มีแผนที่จะเดินทางไปเมืองหมิงซานอยู่เหมือนกัน"
หลินหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลง
อันที่จริง ช่วงนี้เขาก็กำลังหาเวลาไปจัดการธุระบางอย่างที่เมืองหมิงซานอยู่พอดี
ในเมื่ออวี๋ชินเหยาเอ่ยปากชวน เขาก็ตอบรับอย่างเต็มใจ
"ถ้าเช่นนั้น พอถึงเวลาออกเดินทางข้าจะมาบอกท่านนะ"
อวี๋ชินเหยากล่าวกับหลินหมิง
"เหลียนเสวี่ย เจ้าเองก็ไปด้วยกันสิ ถึงตอนนั้นข้าจะพาเจ้าไปเดินเที่ยวรอบๆ เมืองหมิงซานเอง"
อวี๋ชินเหยาหันไปชวนซูเหลียนเสวี่ยด้วย
"รอให้ถึงเวลานั้นก่อนค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน"
ซูเหลียนเสวี่ยส่ายหน้าปฏิเสธกลายๆ
ในยามนี้นางยังไม่สนใจเรื่องอื่นใดนอกจากการบ่มเพาะ และนางก็ไม่อยากจะเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระอื่นด้วย
"งั้นตกลงตามนี้นะ ถึงเวลาแล้วข้าจะมาเรียกพวกเจ้าทั้งสองคน"
พูดจบ อวี๋ชินเหยาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไป มุ่งหน้าตรงลงจากเขาไปราวกับว่านางไม่ได้ยินคำปฏิเสธของซูเหลียนเสวี่ยเลยแม้แต่น้อย
"อย่าถือสานางเลย ศิษย์น้องอวี๋ก็เป็นคนร่าเริงมีชีวิตชีวาแบบนี้แหละ"
หลินหมิงหันมากล่าวกับซูเหลียนเสวี่ย
"ศิษย์พี่อวี๋ก็น่าสนใจดีนะเจ้าคะ"
ซูเหลียนเสวี่ยเอ่ยแสดงความคิดเห็น
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากออกจากยอดเขาจื่อเฉิน อวี๋ชินเหยาก็เดินทางกลับไปยังยอดเขาซ่อนกระบี่ จนกระทั่งมาถึงบริเวณยอดเขาอันเป็นที่พำนักของมารดาของนาง... เหยาฉูรั่ว เจ้าแห่งยอดเขาซ่อนกระบี่
เหยาฉูรั่วกำลังนั่งหลับตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ บนโต๊ะข้างกายมีถ้วยน้ำชาที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ วางอยู่ ควันสีขาวลอยกรุ่นออกมา
"ท่านแม่"
อวี๋ชินเหยาเอ่ยทักทายเมื่อเดินเข้าไปในห้อง
เหยาฉูรั่วค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อนางเห็นอวี๋ชินเหยาปรากฏตัว ร่องรอยแห่งความรักใคร่เอ็นดูที่ยากจะสังเกตเห็นก็พาดผ่านสีหน้าของนาง
"ชินเอ๋อร์ ผลการประลองออกมาเป็นอย่างไรบ้าง?"
เหยาฉูรั่วเอ่ยถาม
"ท่านแม่ ท่านโกหกข้า"
อวี๋ชินเหยากล่าวกับเหยาฉูรั่วด้วยสีหน้าจริงจัง
"แม่โกหกเจ้าตรงไหนกัน?"
เหยาฉูรั่วทำหน้าซื่อตาใส
มีเพียงตอนอยู่ต่อหน้าบุตรสาวของนางเท่านั้นที่นางจะแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมา
เพราะสำหรับสายตาของคนภายนอก นางคือเจ้าแห่งยอดเขาซ่อนกระบี่ผู้แสนจะเย็นชา โหดเหี้ยม และเด็ดขาด