- หน้าแรก
- บันทึกชีวิตประจำวันของนายหญิง
- ตอนที่ 24 ใครจะถมรอยรั่วนี้
ตอนที่ 24 ใครจะถมรอยรั่วนี้
ตอนที่ 24 ใครจะถมรอยรั่วนี้
ตอนที่ 24 ใครจะถมรอยรั่วนี้
"แม่นาง ต้นทุนค่าวัตถุดิบกับสุรานั้นสูงมากเลยขอรับ" คังผิงกล่าวหลังจากครุ่นคิด "วิธีขายของท่านดึงดูดใจก็จริง แต่คนที่ถูกดึงดูดเข้ามาไม่ได้ทำกำไรให้เราเลย วันนี้เราอาจจะขาดทุนถึงเก้าส่วน"
ก่อนที่จะทะลุมิติมา ซิงไต้หรงเคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมาก่อน
ยุคสมัยที่นางจากมาเป็นยุคที่สนับสนุนให้คนทำธุรกิจสตาร์ทอัพ จักรยานสาธารณะ เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน แพลตฟอร์มเรียกรถ และแพลตฟอร์มส่งอาหารผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด
กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ต่างทุ่มเงินกันอย่างบ้าคลั่ง ล้วนแต่เป็นการเผาผลาญเงินตรา สังคมโดยรวมเฟื่องฟูและมั่งคั่ง
เมื่อได้ยินเรื่องการขาดทุน นางกลับคิดเพียงว่าคังผิงนั้นวิสัยทัศน์คับแคบ "เจ้าจะไปรู้อะไร นี่เขาเรียกว่าการสร้างฐานตลาด เป็นการสร้างกระแสเพื่อการโปรโมทและขยายตลาดของเราให้ใหญ่ขึ้น มีบริษัทไหนบ้างที่ไม่ต้องเผาเงินทิ้งในตอนเริ่มต้นเพื่อดึงดูดลูกค้า"
คังผิงไม่เข้าใจสิ่งที่ซิงไต้หรงพูดเลยแม้แต่ครึ่งคำ
ซิงไต้หรงยังคงควงแขนเฉิงอวิ๋นซั่วต่อไป "อวิ๋นซั่ว ข้ากำลังยึดครองตลาดที่ยังไม่มีใครเข้าถึง การขาดทุนในช่วงแรกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราต้องมองว่าส่วนแบ่งตลาดนั้นสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด หากเรายึดครองได้ก่อน ใครที่คิดจะมาแย่งชิงก็ต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่ามาก"
คังผิง "..."
แต่จะมีตระกูลไหนโง่เขลาพอที่จะยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อมาแย่งตลาดคนยากคนจนไปจากนางกันเล่า!
เฉิงอวิ๋นซั่วเห็นซิงไต้หรงมีความสุข แม้เขาจะไม่เข้าใจ แต่ก็ยังส่งยิ้มเออออตามไป "อืม ข้าจะเชื่อเจ้านะ"
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ร้านบุฟเฟต์ของซิงไต้หรงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่คิดไว้
โด่งดังจนไม่มีใครในเมืองหลวงที่ไม่รู้จัก
วิธีการกินแบบใหม่ อาหารที่อุดมสมบูรณ์ และราคาที่ถูกแสนถูก ทำให้ร้านบุฟเฟต์จวี๋ฝูเนืองแน่นไปด้วยผู้คนทุกวัน
พอตกเที่ยง ป้าย 'ปิดร้าน' ก็ต้องถูกนำมาแขวนไว้หน้าร้านแล้ว
วัตถุดิบสารพัดชนิดที่นำเข้ามาในแต่ละวันถูกกวาดเกลี้ยงจนไม่เหลือหลอ
หลายคนพาลูกเด็กเล็กแดงมารอต่อคิวตั้งแต่ก่อนฟ้าสางเพื่อกินอาหาร
ส่งผลให้ชื่อของซิงไต้หรงโด่งดังไปทั่วเมืองหลวงอีกครั้ง
ทุกคนต่างรู้ดีว่า ร้านบุฟเฟต์จวี๋ฝูนี้ คุณชายแห่งจวนหนิงหยางโหวเป็นคนเปิดให้ซิงไต้หรง
ชั่วขณะหนึ่ง ฉายา 'สตรีผู้มีความคิดไม่ธรรมดา' ก็ดังกระฉ่อนไปทั่วทุกตรอกซอกซอยอีกครั้ง
พวกนักเล่านิทานถึงกับนำเรื่องราวของเฉิงอวิ๋นซั่วและซิงไต้หรงไปแต่งเติมสีสัน บรรยายจนราวกับว่าพวกเขาเป็นกิ่งทองใบหยกคู่สร้างคู่สม
แม้ว่าแวดวงชนชั้นสูงจะรังเกียจชาติกำเนิดของซิงไต้หรง แต่ครั้งนี้นางก็ทำให้พวกเขาประทับใจได้จริงๆ
สหายบางคนของเฉิงอวิ๋นซั่วพอเจอหน้าเขา ก็มักจะเอ่ยแซวว่าเขาได้แต่งงานกับหญิงงามผู้ล้ำค่าและหายาก
ช่วงนี้ซิงไต้หรงอารมณ์ดีเบิกบานใจเป็นอย่างมาก แม้แต่ชิวหลิงก็ยังต้องคอยหลบหน้าเมื่อบังเอิญเจอกันในจวน
หลังจากที่ลู่หลิงอวิ๋นตรวจดูสมุดบัญชีของวันนี้ที่เรือนเสร็จ จู่ๆ นางก็ได้รับเทียบเชิญ
"มาจากที่ใดหรือ"
"จากจวนแม่ทัพหวังเจ้าค่ะ"
ฉีลั่วหรือ?
ลู่หลิงอวิ๋นรู้สึกยินดีขึ้นมาทันที "รีบเชิญนางเข้ามาเร็วเข้า!"
"เจ้าค่ะ!"
ตั้งแต่นางแต่งงานออกไป นางก็ไม่ได้ติดต่อกับหวังฉีลั่วอีกเลย ประการแรกคือนางมุ่งอยู่กับการจัดการดูแลจวนโหวหลังแต่งงาน ประการที่สองคือนางแต่งงานแล้ว ในขณะที่หวังฉีลั่วยังไม่ออกเรือน จึงไม่สะดวกที่นางจะไปมาหาสู่ที่จวนของอีกฝ่ายได้อย่างอิสระเหมือนเมื่อก่อน
เมื่อได้ยินว่าหวังฉีลั่วมาเยือน ลู่หลิงอวิ๋นก็รีบสั่งให้คนทำความสะอาดลานเรือน และจัดเตรียมขนมกับน้ำชาชั้นเลิศมารับรอง
เมื่อหวังฉีลั่วในชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีเหลืองอ่อนก้าวเข้ามาในลานเรือน ลู่หลิงอวิ๋นก็รีบก้าวเข้าไปหาด้วยความตื่นเต้น
"ฉีลั่ว!"
"หลิงอวิ๋น เจ้าสบายดีหรือไม่"
"สบายดีมาก" ลู่หลิงอวิ๋นกล่าวพร้อมกับดึงนางไปนั่งที่สวนเล็กๆ "แล้วเจ้ากับท่านป้าเป็นอย่างไรบ้าง"
"ท่านแม่เป็นห่วงเจ้ามาตลอดเลยนะ" หวังฉีลั่วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "นางพร่ำบอกข้าทุกวันที่บ้านว่า จวนโหวมีกฎระเบียบเข้มงวด นางคิดว่าชีวิตของเจ้าที่นี่คงจะลำบากน่าดู เจ้านี่ก็ดื้อดึงนัก มีอะไรก็ไม่ยอมบอกพวกเราบ้างเลย"
ลู่หลิงอวิ๋นหัวเราะเบาๆ "ข้าจะไปมีความลำบากอะไรได้ ท่านพ่อสามีก็ใจกว้าง บ่าวไพร่ก็เชื่อฟัง ตอนนี้ข้าเป็นคนจัดการดูแลจวน ชีวิตข้ามีความสุขกว่าตอนอยู่ตระกูลลู่ตั้งหลายเท่า"
หวังฉีลั่วจ้องหน้านาง "เจ้ายังจะมาปิดบังข้าอีก! ตอนนี้ชื่อของสตรีแซ่ซิงผู้นั้นถูกผู้คนแซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่วทุกหัวระแหง ว่านางกับคุณชายแห่งจวนหนิงหยางโหวเป็นดั่งกิ่งทองใบหยก เป็นคู่สร้างคู่สมจากสวรรค์ ส่วนเจ้าที่เป็นภรรยาเอกกลับถูกทอดทิ้งไว้ที่ไหนก็ไม่รู้!"
"แล้วมันแปลกตรงไหนล่ะ" ลู่หลิงอวิ๋นคลี่ยิ้มบางๆ พลางยื่นน้ำแตงโมสีแดงสดบนโต๊ะส่งให้หวังฉีลั่ว "ดื่มน้ำเสียหน่อยสิ"
"โอ๊ะ! นี่มันน้ำแตงโมนี่นา!" หวังฉีลั่วก็รู้จักน้ำแตงโมเช่นกัน
เพราะถึงอย่างไร ตอนนี้ร้านบุฟเฟต์ของซิงไต้หรงก็เป็นที่รู้จักของคนแทบทุกคน และของกินแปลกใหม่หลายอย่างในร้านของนางก็จุดประกายกระแสนิยมใหม่ๆ ขึ้นมา
"รสชาติค่อนข้างดีเลยล่ะ น่าสนใจกว่าการกินแตงโมเป็นชิ้นๆ เสียอีก" ลู่หลิงอวิ๋นกล่าว
"เจ้านี่มันช่างใจเย็นเสียจริง นางผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาขี่คอเจ้าอยู่แล้ว เจ้ายังจะมีอารมณ์มากินของที่นางคิดค้นขึ้นมาอีก"
"ข้างนอกผู้คนพูดถึงนางว่าอย่างไรบ้างหรือ" ลู่หลิงอวิ๋นถามยิ้มๆ
"พวกเขาก็สรรเสริญว่านางเป็นนางฟ้าจากสวรรค์ เป็นวีรสตรีผู้ใจบุญสุนทาน เป็นผู้มีเมตตาธรรมค้ำจุนโลก เป็นพระโพธิสัตว์เดินดินผู้ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก... พวกเขาเยินยอนางราวกับว่านางเป็นหญิงสาวที่ประเสริฐเลิศเลอที่สุดในใต้หล้าเลยล่ะ!" หวังฉีลั่วกล่าวพลางกลอกตา
ลู่หลิงอวิ๋นจิบน้ำแตงโมรสหวานชื่นใจ "ช่างเป็นคำบรรยายที่เหมาะสมเสียนี่กระไร"
"นี่เจ้าโง่จริงๆ หรือว่าแค่แกล้งโง่กันแน่ นังผู้หญิงคนนั้นกำลังผลาญเงินของตระกูลเจ้าเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองนะ แล้วเจ้ายังจะทนดูอยู่ได้อีกหรือ!"
"ใครบอกล่ะว่านางใช้เงินของจวนโหว" ลู่หลิงอวิ๋นวางถ้วยน้ำลง แววตาแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์
หวังฉีลั่วประหลาดใจทันที "หากไม่ใช่เงินของจวนโหว แล้วใครจะไปถมรอยรั่วที่ใหญ่โตขนาดนั้นได้เล่า"
"ชื่อของใครที่ดังกระฉ่อนอยู่ข้างนอก คนนั้นก็คงเป็นคนถมรอยรั่วนั้นกระมัง" ลู่หลิงอวิ๋นโน้มตัวเข้าไปใกล้หวังฉีลั่ว แล้วกระซิบข้างหูนางว่า "ต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมดน่ะ ล้วนเป็นการแปะโป้งค้างชำระไว้ทั้งสิ้น"
ดวงตาของหวังฉีลั่วเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ จู่ๆ นางก็เข้าใจแจ่มแจ้ง "เจ้านี่มันร้ายกาจจริงๆ!"
ขาดทุนวันละสี่สิบห้าสิบตำลึง ยี่สิบวันก็ปาเข้าไปเป็นพันตำลึงแล้ว จะมีตระกูลไหนยอมให้ซิงไต้หรงค้างชำระเงินมากมายขนาดนั้นได้เล่า
หากจวนโหวไม่ยอมจ่าย คนพวกนั้นก็คงต้องไปฟ้องร้องกันแน่!
เมื่อถึงตอนนั้น ชื่อของใครที่ถูกป่าวประกาศไว้เสียงดังที่สุด ก็ต้องเป็นคนหาเงินมาใช้หนี้!
หวังฉีลั่วหมดห่วงเรื่องลู่หลิงอวิ๋นทันที นางนั่งดื่มชากับลู่หลิงอวิ๋นที่ลานเรือนตลอดทั้งบ่าย พูดคุยเรื่องสัพเพเหระมากมาย และยังเล่าเรื่องของลู่หานอีให้ฟังอีกมาก
นางได้ยินมาว่าช่วงนี้ลู่หานอีเข้าหน้าไม่ค่อยติดกับพี่สะใภ้ที่ตระกูลหลี่นัก พี่สะใภ้ของนางเป็นคนดูแลจัดการเรื่องในจวน และมักจะคอยตัดลดงบประมาณของเรือนคุณชายรองหลี่อยู่เสมอ ลู่หานอีต้องแบกรับความสูญเสียอย่างลับๆ ไปหลายครา นางไปร้องเรียนกับแม่สามี แต่แม่สามีผู้เป็นปรมาจารย์ด้านการบ่ายเบี่ยงกลับรับมือได้ยากยิ่งกว่าฮูหยินฉินเสียอีก อย่างน้อยฮูหยินฉินก็ยังเข้าข้างนางและใจกว้างกว่า
แม่สามีของนางเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย มักจะใช้คำพูดคลุมเครือมาปัดสวะให้พ้นตัว ซึ่งทำให้ลู่หานอีรู้สึกอัดอั้นตันใจและไม่สามารถระบายความโกรธออกมาได้
"แต่ลู่หานอีก็ไม่กล้าไปหาเรื่องทะเลาะกับสามีของนางหรอกนะ น่าแปลกจริงๆ คนที่ชอบทำตัวโอหังวางอำนาจอยู่ที่บ้านอย่างลู่หานอี เหตุใดถึงไม่บีบบังคับให้สามีไปเอาเรื่องบ้าง นางกลับพูดจากับเขาอย่างอ่อนหวานและปรนนิบัติพัดวีเขาเป็นอย่างดีเสียอีก" หวังฉีลั่วซุบซิบ
ลู่หลิงอวิ๋นยิ้มบางๆ ดูเหมือนว่าน้องสาวของนางจะยังคงตั้งความหวังไว้ที่ตำแหน่งจอหงวนในการสอบขุนนางปีหน้า
ทั้งสองคนกระซิบกระซาบพูดคุยกันจนกระทั่งพลบค่ำ ในฐานะหญิงสาวยังไม่ออกเรือน จึงไม่สะดวกที่หวังฉีลั่วจะอยู่รั้งที่จวนโหวนานจนเกินไปนัก เมื่อหมัวมัวของนางเข้ามาเตือนเป็นครั้งที่สาม พวกนางจึงยุติการสนทนาของวันนี้ลง
ลู่หลิงอวิ๋นนัดแนะกับนางว่าจะไปเดินเลือกซื้อของในเมืองด้วยกันในอีกสามวันให้หลัง ก่อนจะเดินไปส่งนางที่หน้าจวน
ขณะที่เดินผ่านสวนของจวนโหว พวกนางก็บังเอิญเผชิญหน้ากับเฉิงอวิ๋นซั่วและซิงไต้หรงที่มีสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน โดยมีสหายของเฉิงอวิ๋นซั่วอีกหลายคนเดินตามมาด้วย
"คุณชาย"
ลู่หลิงอวิ๋นหยุดเดินแล้วย่อตัวเคารพ
หวังฉีลั่วซึ่งสวมหมวกสานเดินตามอยู่ด้านหลัง ก็ย่อตัวลงทำความเคารพทักทายพวกเขาเช่นกัน