- หน้าแรก
- ผลข้างเคียงจากการฝึกวิชาสามารถถ่ายโอนได้ งั้นข้าจะฝึกวิชามารอย่างบ้าคลั่ง
- บทที่ 259 กระดูกวิญญาณแต่กำเนิด
บทที่ 259 กระดูกวิญญาณแต่กำเนิด
บทที่ 259 กระดูกวิญญาณแต่กำเนิด
ขณะที่หยวนฟ่างปรากฏชื่อขึ้นบนบัญชี โจวเฟิงก็พลันเกิดความรู้สึกใจสั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ความรู้สึกใจสั่นที่ไร้สาเหตุนี้ ทำให้โจวเฟิงนึกเชื่อมโยงไปถึงคำพูดของกงซุนจิงหงก่อนหน้านี้ในทันที ว่าดินแดนที่หยวนฟ่างเคยอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะฝึกฝนวิชาไสยเวทย์อันใดสักอย่าง
ดังนั้น ตัวเขาในเวลานี้ถูกวิชาไสยเวทย์ของเจ้านั่นล็อกเป้าเอาไว้แล้วอย่างนั้นหรือ?
เพียงแค่ได้พบหน้าและพูดคุยกับหยวนฟ่างแค่ไม่กี่ประโยค ก็เสียท่าแล้วงั้นหรือ?
หากเป็นเช่นนั้นจริง วิชาไสยเวทย์อะไรนั่น ก็นับว่ามีดีอยู่บ้างจริงๆ
น่าเสียดาย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับบัญชีผนึกเทพแล้ว ก็เป็นเพียงแค่แสงหิ่งห้อยที่นำไปเทียบกับแสงจันทร์อันสว่างไสว
หลังจากนั้นโจวเฟิงก็ไม่ได้คิดอะไรให้มากความอีก หมุนตัวเดินกลับไปยังห้องพักของตนเอง
ภายในห้อง เถิงจวิ้นกลับยังคงอยู่ที่นี่ เห็นได้ชัดว่านางนอนเฝ้าห้องที่ว่างเปล่าอยู่เพียงลำพังมาทั้งคืน
"กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?"
เถิงจวิ้นที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ก็ลืมตาขึ้นในทันที
"หิวแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าจะไปรับอาหารที่โรงอาหารมาให้นะเจ้าคะ" กล่าวจบ เถิงจวิ้นก็วิ่งเหยาะๆ ตรงไปยังโรงอาหารบนเรือเทพเหินนภา
ผ่านไปเพียงไม่นาน เถิงจวิ้นก็หิ้วตะกร้าอาหารเดินกลับมา
"อาหารในโรงอาหาร ล้วนแต่เป็นของดีที่พวกเราไม่เคยพบเห็นมาก่อนทั้งนั้น สรรพคุณนั้นเทียบชั้นได้กับยาเม็ดระดับสูงของต้าเยี่ยนเลยนะเจ้าคะ..." เถิงจวิ้นเอ่ยแนะนำไปพลาง จัดแจงอาหารไปพลาง
ภาพที่เห็นนี้ ทำให้โจวเฟิงรู้สึกแปลกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
ให้ความรู้สึกราวกับว่าตัวเขาออกไปทำตัวเสเพลมาทั้งคืน ทว่าเมื่อกลับมาถึงบ้าน ภรรยาหลวงกลับยังต้องมาคอยเป็นห่วงเป็นใยว่าเขาจะเหน็ดเหนื่อยจากการไปหาสตรีอื่น...
สำหรับการจัดสรรเสบียงอาหารทั่วไป นิกายเซียนติ่งเทียนนั้นใจกว้างเป็นอย่างมาก
เป็นไปตามที่เถิงจวิ้นกล่าว อาหารเหล่านี้มีสรรพคุณเทียบชั้นได้กับยาเม็ดระดับสูงของต้าเยี่ยนจริงๆ
อาหารวิญญาณเช่นนี้ กลับเปิดให้รับประทานได้ฟรีโดยไม่จำกัดปริมาณ พอจะจินตนาการได้เลยว่าในดินแดนเซียนบูรพา ของพวกนี้คงไม่ได้มีมูลค่ามากมายอันใดนัก
เช่นนั้นแล้ว อาหารที่นิกายเซียนติ่งเทียนจัดสรรให้แก่ศิษย์สืบทอดสายใน จะมีสรรพคุณล้ำเลิศถึงเพียงใดกัน?
เพียงแค่คิด โจวเฟิงก็รู้สึกตั้งตารอคอยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้แล้ว
"เกิดเรื่องแล้ว!!"
"ตื่นตูมไปได้ ก็แค่พวกไม่ดูตาม้าตาเรือตายไปไม่กี่คน จะมาโวยวายหาอะไรกัน..."
"ศิษย์พี่เฉินดูเหมือนจะไม่ค่อยสบอารมณ์นัก..."
ภายนอกประตู มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้น
โจวเฟิงเพียงแค่ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ ก็รู้ได้ในทันทีว่าบนเรือมีคนจากดินแดนต่างๆ เกิดการปะทะกันขึ้น และมีคนตายไปหลายคนจากเหตุการณ์นี้
"ทุกคน ไปรวมตัวกันที่ดาดฟ้าหัวเรือเดี๋ยวนี้!"
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะออกไปดูดีหรือไม่ น้ำเสียงของเฉินจื่อฝานก็ดังแว่วเข้ามาในหูอย่างชัดเจน
น้ำเสียงของเฉินจื่อฝานในเวลานี้ ไร้ซึ่งความดูเป็นมิตรดั่งเช่นก่อนหน้านี้ ทว่ากลับแฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างเห็นได้ชัด
โจวเฟิงกับเถิงจวิ้นสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะวางถ้วยชามและตะเกียบในมือลง แล้วเดินออกไปจากห้องพร้อมกัน
อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับความขัดแย้งเมื่อครู่ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับตนเอง ก็ถือเสียว่าออกไปดูงิ้วสักฉากก็แล้วกัน
เมื่อเดินตามฝูงชนมาจนถึงดาดฟ้าหัวเรือ เฉินจื่อฝานและศิษย์นิกายเซียนติ่งเทียนอีกหลายคน ก็กำลังยืนรออยู่ด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
และบริเวณไม่ไกลจากเบื้องหน้าของพวกเขา ก็มีศพห้าศพวางเรียงรายอยู่
ศพเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุปะทะกันก่อนหน้านี้
เนื่องจากยังต้องรอให้ผู้คนทยอยเดินทางมา โจวเฟิงจึงถือโอกาสนี้กวาดสายตาสำรวจผู้คนจากดินแดนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ
มีทั้งคนที่แต่งกายแปลกประหลาด มีทั้งคนผมทองตาสีฟ้า และยังมีคนประหลาดที่สวมเพียงกางเกงขาสั้น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่าง
ในบรรดาคนเหล่านี้ มีสตรีผมทองผู้หนึ่งสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ บนศีรษะสวมมงกุฎดอกไม้หลากสีสัน ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
แม้สตรีผู้นี้จะมีเรือนผมสีทอง ทว่ากลับไม่ได้มีใบหน้าแบบชาวตะวันตก แต่กลับมีรูปโฉมงดงามตรงตามแบบฉบับความงามของพื้นที่ราบจงหยวนแห่งต้าเยี่ยนอย่างสมบูรณ์แบบ
ยิ่งไปกว่านั้น ความงามในลักษณะนี้ เมื่อเทียบกับความงามของซูชิงอวี่ที่ยิ่งมองก็ยิ่งหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว ก็นับว่ามีเสน่ห์ดึงดูดใจที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน
ทว่าจุดที่สตรีผู้นี้เหนือกว่าซูชิงอวี่ ก็คือรูปร่างของนาง
มันช่างดูเกินจริงมากเกินไปแล้ว หากเป็นบนดาวโลกในชาติก่อนของโจวเฟิง รูปร่างแบบนี้คงจะมีให้เห็นแค่ในอนิเมะสำหรับสุภาพบุรุษเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ แม้แต่โจวเฟิงก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองเพิ่มอีกหลายครั้ง ภายในใจพลันเกิดความคิดขึ้นมาว่า หากได้ฝึกฝนเคล็ดวิชามังกรพยัคฆ์ข่านหลีร่วมกับสตรีผู้นี้ คงจะได้สัมผัสกับรสชาติที่แปลกใหม่ไปอีกแบบอย่างแน่นอน
"พี่เฟิง... ท่านพกมีดสั้นมาด้วยหรือเจ้าคะ?" เถิงจวิ้นย่อมไม่ใช่คนที่ไม่ประสีประสา
นี่คือการใช้วิธีที่นางคิดว่าน่ากระอักกระอ่วนใจน้อยที่สุดในการเอ่ยเตือนโจวเฟิง
โจวเฟิงก้มศีรษะลงมอง ก่อนจะกระแอมไอออกมาเบาๆ
เขารีบโคจรเคล็ดวิชาอย่างเงียบๆ เพื่อให้มีดสั้นกลับคืนสู่ฝักในทันที
'ผู้หญิงคนนี้ มีปัญหาอย่างแน่นอน!'
เมื่อกลับมาเยือกเย็นได้อีกครั้ง โจวเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกอยู่ในใจ
การที่สามารถทำให้เขาเสียท่า และเสียกิริยาได้ถึงเพียงนี้ สตรีผู้นี้ย่อมต้องฝึกฝนวิชามารสายยั่วยวนที่ร้ายกาจเป็นอย่างมากมาอย่างแน่นอน
ต้องเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นด้วยความหนักแน่น และความตั้งใจอันแน่วแน่ของเขาที่ไม่ได้ลุ่มหลงในเรื่องพรรค์นี้ ย่อมไม่มีทางที่จะเกิดอาการกระบี่ทะลวงฝักขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้
ภาพเหตุการณ์หลังจากนั้น ก็เป็นเครื่องยืนยันในจุดนี้ได้เป็นอย่างดี
เมื่อสตรีผมทองผู้นั้นเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ บุรุษที่อยู่โดยรอบ เกือบทั้งหมดล้วนตกหลุมพราง ต่างพากันชูกระบี่เคารพกันถ้วนหน้า
ถึงขั้นมีร่างที่คุ้นตาผู้หนึ่ง พุ่งเข้าไปขวางทางสตรีผมทองผู้นั้นเอาไว้โดยตรง
ซึ่งก็คือหยวนฟ่าง ผู้ที่เพิ่งจะเกิดความขัดแย้งกับโจวเฟิง และฝึกฝนวิชาไสยเวทย์ผู้นั้น
หยวนฟ่างในเวลานี้ มีดวงตาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด ดูราวกับแทบจะกลืนกินสตรีผมทองผู้นั้นลงไปทั้งตัว
"เสนอราคามาสิ!" หยวนฟ่างพยายามกลั้นน้ำลายเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมา ก่อนจะเอ่ยสามคำนี้ออกมาอย่างยากลำบาก
เจ้านี่คงจะเป็นผู้ที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีราคา ถึงขั้นไปประจันหน้า และบอกให้อีกฝ่ายเสนอราคามากลางฝูงชนเช่นนี้
ยากที่จะจินตนาการได้เลยว่า หยวนฟ่างรอดชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร...
คงพูดได้เพียงว่า นอกจากเจ้านี่จะมีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงแล้ว ภูมิหลังของตระกูลก็คงจะยิ่งใหญ่พอตัวเช่นกัน
สตรีผมทองมองเขาปราดหนึ่ง เผยรอยยิ้มดูแคลนออกมาบางๆ ก่อนจะเดินอ้อมไปอีกทาง
เมื่ออีกฝ่ายไม่สนใจตนเอง หยวนฟ่างก็ไม่มีหนทางจะอาละวาดได้ ถึงอย่างไรเฉินจื่อฝานและศิษย์อย่างเป็นทางการของนิกายเซียนติ่งเทียนคนอื่นๆ ก็ยังคงอยู่ที่นี่
หลังจากที่สตรีผมทองเดินผ่านไปแล้ว ก็มีร่างที่คุ้นตาอีกร่างหนึ่ง เดินเข้ามาด้วยใบหน้าหดหู่สิ้นหวัง
"ผู้อาวุโสเทพกระบี่!"
เถิงจวิ้นชิงเอ่ยทักทายขึ้นก่อน
คนผู้นี้ก็คือ เทพกระบี่แห่งยุคของนิกายกระบี่เทียนหยวน จิ้งหวยเซิง
เพียงแต่เทพกระบี่แห่งยุคผู้นี้ แม้จะรู้แล้วว่าในนิกายเซียนติ่งเทียน ยังคงมีที่พึ่งพิงสายเลือดเดียวกับพวกเขาอยู่ ทว่านั่นก็ยังไม่อาจทำให้จิ้งหวยเซิงกลับมาฮึกเหิมได้
เมื่อได้ยินเสียง จิ้งหวยเซิงก็หันศีรษะมามองเถิงจวิ้น สลับกับมองโจวเฟิงที่กำลังประสานมือทำความเคารพอยู่ด้านข้าง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
"ชื่อเสียงของเทพกระบี่ อย่าได้เอ่ยถึงอีกเลย!"
"เหตุใดผู้อาวุโสถึงกล่าวเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ?" เถิงจวิ้นเอ่ยถามไปตามน้ำ
จิ้งหวยเซิงชี้ไปที่มุมหนึ่ง ซึ่งมีบุรุษผู้หนึ่งสวมชุดสีดำสนิททั้งตัว สองมือโอบกอดกระบี่ยาว ผมเผ้าหลุดลุ่ย ท่าทางเย็นชา
"เห็นคนที่สวมชุดดำทั้งตัวนั่นหรือไม่ เขาคือเทพกระบี่จากสถานที่ที่เรียกว่าราชวงศ์ต้าโจว"
"ส่วนสตรีที่สวมชุดสีแดงตรงกลางนั่น คือเทพกระบี่หญิงแห่งแคว้นเฟิงเย่"
"เอาเป็นว่าบนเรือเทพเหินนภาลำนี้ หากพบเจอผู้ที่ใช้กระบี่ ในสิบคน ก็คงมีสักแปดคนที่ได้รับสมญานามว่าเทพกระบี่ในดินแดนบ้านเกิดของตนเอง"
"ดังนั้น ชื่อเสียงจอมปลอมในอดีต ก็อย่าได้เอ่ยถึงมันอีกเลย!"
กล่าวจบ จิ้งหวยเซิงก็ส่ายหน้าเดินจากไป
ผลกระทบในด้านลบที่เกิดจากความแตกต่างของฐานะและความแข็งแกร่งนั้น ปรากฏให้เห็นบนร่างของจิ้งหวยเซิงได้อย่างชัดเจนที่สุด
แท้จริงแล้วจิ้งหวยเซิงรู้มาตั้งนานแล้วว่าดินแดนเซียนบูรพานั้น เป็นอีกโลกหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
ทว่าเขาก็ยังคงรู้สึกว่า หลังจากที่ตนเองเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ก็ยังคงเป็นดั่งบุตรแห่งสวรรค์ผู้ได้รับความโปรดปรานอยู่ดี
ทว่าความเป็นจริงกลับตบหน้าเขาอย่างจัง ทำให้จนถึงบัดนี้จิ้งหวยเซิงก็ยังไม่อาจทำใจยอมรับได้
ทว่าเมื่อมีผู้ที่ตกอยู่ในความหดหู่สิ้นหวังอย่างจิ้งหวยเซิง ก็ย่อมมีผู้ที่ไม่ได้สนใจใยดีเลยแม้แต่น้อยอย่างโจวเฟิงเช่นกัน
ซูชิงอวี่เองก็เป็นนักรบที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของฐานะได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
ในเวลานี้หลังจากที่นางปรากฏตัวขึ้น ก็กลับคืนสู่สภาพที่ถูกหมอกพิษปกคลุมอยู่ตลอดเวลาอีกครั้ง
โดยมีไป๋เฉิน ผู้เป็นสุดยอดสุนัขรับใช้เดินตามอยู่ข้างกาย
"คารวะท่านเจ้าตำหนัก!"
เมื่อซูชิงอวี่เดินเข้ามา เถิงจวิ้นและโจวเฟิงก็ทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความเคยชิน
ซูชิงอวี่กลับโบกมือพลางกล่าว "ในเมื่อเดินทางมาถึงดินแดนเซียนบูรพาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเรียกข้าว่าเจ้าตำหนักอีกต่อไปหรอก มีแต่จะกลายเป็นที่ขบขันเปล่าๆ"
ไม่รอให้โจวเฟิงและเถิงจวิ้นได้เอ่ยตอบสิ่งใด ไป๋เฉินก็รีบเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า "ในใจข้า ท่านคือท่านเจ้าตำหนักผู้สูงส่งของข้าตลอดไป!"
กล่าวจบ เขาก็คุกเข่าลงทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการในทันที
ซูชิงอวี่เงยหน้ามองฟ้า กลอกตาบนด้วยความรู้สึกพูดไม่ออกเป็นอย่างยิ่ง
"เงียบ!"
เมื่อเห็นว่าผู้คนมารวมตัวกันเกือบจะครบแล้ว เฉินจื่อฝานก็เปล่งเสียงอันดังกังวาน
ทุกคนถึงได้เงียบเสียงลงอย่างรวดเร็ว
"เดิมทีคิดว่าพวกเจ้าทุกคน ล้วนแต่เป็นยอดคนในดินแดนของตนเอง เรื่องบางเรื่องข้าคงไม่จำเป็นต้องกล่าวให้มากความ..."
"ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า ยังมีคนที่ไม่เข้าใจสถานการณ์อยู่!"
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ แววตาของเฉินจื่อฝานก็พลันเย็นเยียบ กวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ ก่อนจะตวาดลั่น "ใครเป็นคนฆ่า ก้าวออกมาเดี๋ยวนี้!"
นี่เขากำลังคิดจะทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ตกตายไปหลายคนนี้อย่างนั้นหรือ?
ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ
เห็นได้ชัดว่าผู้ลงมือตั้งใจจะแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอด ทว่าเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อครู่ก็สร้างความตื่นตระหนกตกใจไปไม่น้อย ย่อมไม่ขาดแคลนพยานผู้พบเห็นเหตุการณ์
ดังนั้นผ่านไปเพียงครู่เดียว ก็มีคนก้าวออกมาชี้ตัวผู้ลงมือในทันที
"ศิษย์พี่เฉิน ข้าเห็นกับตาตนเอง ว่าคนทั้งห้านั้น ถูกสตรีผู้นี้สังหาร!"
บุรุษคิ้วเข้มตาโตผู้หนึ่งก้าวออกมา ชี้มือไปยังสตรีผมทองผู้สร้างความตื่นตะลึงให้กับคนทั่วทั้งบริเวณก่อนหน้านี้
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ต่างก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ในใจนึกคิดไปเองโดยสัญชาตญาณว่านี่คงจะเป็นการปรักปรำอย่างแน่นอน
สตรีที่งดงามบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ จะกลายเป็นฆาตกรที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงไปได้อย่างไร...
ผู้ที่มีความคิดเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าวิจารณญาณถูกรูปลักษณ์ภายนอกชักจูงไปเสียแล้ว
เมื่อได้ยินคำชี้ตัว เฉินจื่อฝานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย "มีหลักฐานหรือไม่?"
"ข้าเห็นกับตาตนเอง อีกทั้งยังมีพยานผู้พบเห็นเหตุการณ์อีกหลายคน ล้วนสามารถเป็นพยานให้ได้" ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด
เฉินจื่อฝานมองไปทางสตรีผมทองผู้นั้น สีหน้าที่เดิมทีโกรธเกรี้ยว ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดใจ
"ลั่วอิงหนิง เจ้าเป็นคนทำงั้นหรือ?"
สตรีผมทองที่ถูกเรียกว่าลั่วอิงหนิง เชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทีไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย "ถูกต้อง เป็นข้าเอง!"
เฉินจื่อฝานเผยสีหน้าลำบากใจออกมาในทันที
เห็นได้ชัดว่า เดิมทีเขาคิดจะลงโทษฆาตกรอย่างหนัก เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู
การที่มีความคิดเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะมีจิตใจรักความยุติธรรมอันใดหรอก ทว่าบรรดาศิษย์นิกายเซียนติ่งเทียนที่รับผิดชอบภารกิจต้อนรับรับรองเช่นพวกเขานั้น ล้วนมีข้อกำหนดเรื่องผลงาน
ยิ่งรับรองศิษย์จากดินแดนภายนอกมาได้มากเท่าใด ก็จะได้รับรางวัลตอบแทนจากทางนิกายมากเท่านั้น
ดังนั้น ศพทั้งห้าที่ตกตายไป ในสายตาของพวกเขา ก็ไม่ต่างอะไรกับผลงานที่สูญหายไป
ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่อาจยับยั้งพฤติกรรมโง่เขลาของผู้ที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ และยังคงก่อเรื่องวุ่นวายต่างๆ นานาบนเรือเทพเหินนภาเอาไว้ได้ เกรงว่าผลงานก็คงจะยิ่งดูย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ
ด้วยเหตุนี้ เฉินจื่อฝานถึงได้เรียกทุกคนมารวมตัวกันด้วยความโกรธเกรี้ยว เพื่อเตรียมจะแสดงความเด็ดขาดของตนเองออกมา และเชือดไก่ให้ลิงดู
ทว่าหลังจากที่ได้รู้ว่าฆาตกรกลับกลายเป็นลั่วอิงหนิงแล้ว นอกจากความโกรธเกรี้ยว เฉินจื่อฝานก็ยังมีความรู้สึกจนปัญญาเพิ่มเข้ามาอีกหลายส่วน
ถึงอย่างไรลั่วอิงหนิงก็ถือเป็นผลงานที่มีคุณภาพสูงที่สุดบนเรือลำนี้แล้ว
คงจะไม่อาจลงมือสังหารนางได้จริงๆ หรอกกระมัง?
"ลั่วอิงหนิง เหตุใดเจ้าถึงต้องฆ่าคน?"
แท้จริงแล้วคำถามนี้แทบจะไม่มีความจำเป็นต้องถามเลย เพราะเพียงแค่ลั่วอิงหนิงไปยืนอยู่ตรงนั้น ก็เทียบเท่ากับเป็นกายาศักดิ์สิทธิ์ที่คอยยั่วยวนให้ผู้คนก่ออาชญากรรมแล้ว
ทว่าเฉินจื่อฝานเพียงแค่ต้องการหาทางลงให้กับตนเอง ขอเพียงเหตุผลในการฆ่าคนฟังขึ้น ก็ย่อมต้องจบลงที่การตำหนิติเตียนแค่ไม่กี่ประโยค แล้วปล่อยให้เรื่องมันจบลงไปเอง
ใครจะคาดคิดว่าลั่วอิงหนิงกลับไม่ยอมลงบันไดที่เขาสร้างไว้ให้ นางคลี่ยิ้มบางพลางกล่าว "เพราะคนพวกนี้ หน้าตาอัปลักษณ์จนเกินไป ซ้ำยังมาพักอยู่ห้องข้างๆ ข้าอีก ช่างน่าสะอิดสะเอียนนัก!"
เฉินจื่อฝานชะงักงันไป ก่อนจะเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง "เจ้า..."
"หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน!" ลั่วอิงหนิงคร้านที่จะสนใจเฉินจื่อฝาน นางหมุนตัวเดินจากไปในทันที
การกระทำที่ดูหมิ่นเฉินจื่อฝาน ผู้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของนิกายเซียนติ่งเทียนถึงเพียงนี้ ทำให้ผู้คนในบริเวณนั้นถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เดิมทีในใจของทุกคน ล้วนคิดว่าบนเรือลำนี้ จะล่วงเกินผู้ใดก็ได้ ทว่าห้ามล่วงเกินเฉินจื่อฝานและบรรดาศิษย์อย่างเป็นทางการโดยเด็ดขาด
ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า ลั่วอิงหนิงผู้นี้มีท่าทีทะนงตน ไม่หวาดกลัวสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย ทำให้ทุกคนไม่เข้าใจสถานการณ์เลยจริงๆ
สตรีผู้นี้มีสิ่งใดให้พึ่งพิงกันแน่? คงไม่ถึงขั้นสมองถูกลาเตะมาหรอกนะ...
เฉินจื่อฝานในเวลานี้ เกิดจิตสังหารขึ้นมาจริงๆ เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะลงมือสับร่างของลั่วอิงหนิงออกเป็นชิ้นๆ ในทันที
ทว่าปัญหาคือ เขาไม่กล้าลงมือจริงๆ...
เหตุผลนั้นง่ายมาก ข่าวที่ว่าลั่วอิงหนิงมีกระดูกวิญญาณแต่กำเนิดนั้น เขาได้แจ้งให้ทางนิกายรับทราบล่วงหน้าไปแล้ว ถือเป็นการรายงานผลงานเพื่อขอรับความดีความชอบไปแล้ว
หากลงมือสังหารนางในเวลานี้ เมื่อนิกายเซียนติ่งเทียนตรวจสอบลงมา เฉินจื่อฝานย่อมไม่มีทางปิดบังความจริงเอาไว้ได้อย่างแน่นอน
กระดูกวิญญาณแต่กำเนิด ต่อให้เป็นในสำนักเซียนอันยิ่งใหญ่ที่มีรากฐานลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึงได้อย่างนิกายเซียนติ่งเทียน ก็ยังถือเป็นบุคลากรที่หาได้ยากยิ่ง
เรือเทพเหินนภาลำนี้ ได้ทำการรับรองผู้คนจากดินแดนภายนอกแห่งต่างๆ มาแล้วนับพันคน
ทว่าผู้ที่มีกระดูกวิญญาณแต่กำเนิด กลับมีเพียงลั่วอิงหนิงผู้นี้เพียงคนเดียวเท่านั้น
เนื้อวิญญาณ ชีพจรวิญญาณ กระดูกวิญญาณ ล้วนเป็นกายาต้นกล้าเซียนที่อาจพบเจอได้แต่ไม่อาจแสวงหาได้ทั้งสิ้น ซึ่งในบรรดาสามสิ่งนี้ เนื้อวิญญาณถือว่าด้อยที่สุด
กายาพิษหายนะของซูชิงอวี่ ก็จัดอยู่ในประเภทของเนื้อวิญญาณแต่กำเนิด
แม้จะหาได้ยากยิ่ง ทว่าก็ยังไม่ถึงขั้นจะดึงดูดความสนใจจากนิกายเซียนติ่งเทียนเป็นพิเศษได้
ทว่าลั่วอิงหนิงที่มีกระดูกวิญญาณแต่กำเนิดผู้นี้ ต่างหากเล่าจึงจะเป็นของล้ำค่าที่แท้จริง
เห็นได้ชัดว่าลั่วอิงหนิงก็รู้ดีในจุดนี้เช่นกัน ดังนั้นนางจึงได้มีท่าทีทะนงตน ไม่หวาดกลัวสิ่งใดเช่นนี้
เมื่อเห็นลั่วอิงหนิงหมุนตัวเดินจากไปด้วยท่าทีกำเริบเสิบสาน หยวนฟ่างก็พลันรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี
แม้ว่าเขาเองจะมีสิ่งให้พึ่งพิงอยู่เช่นกัน ทว่าอย่างน้อยบนเรือเทพเหินนภาลำนี้ เขาก็ไม่กล้าไปตอแยเฉินจื่อฝานและคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย
ทว่าลั่วอิงหนิงกลับกล้า!
นี่ไม่ได้หมายความว่า หากสตรีผู้นี้คิดจะคิดบัญชีกับพฤติกรรมดูหมิ่นเหยียดหยามของเขาเมื่อครู่ที่ให้นางเสนอราคามา ตัวเขาเองก็ตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งแล้วไม่ใช่หรือ?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หยวนฟ่างก็รีบหดตัวมุดกลับเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงว่าจะดึงดูดความสนใจจากลั่วอิงหนิง
ท้ายที่สุดเฉินจื่อฝานก็สงบสติอารมณ์ลงได้
เป็นความจริงที่ว่า ผู้ที่มีกระดูกวิญญาณแต่กำเนิด จะได้รับความสำคัญจากนิกายเซียนติ่งเทียนตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้น และสามารถก้าวขึ้นเป็นศิษย์สืบทอดสายในได้โดยตรง
ทว่าแม้จุดเริ่มต้นจะดีเยี่ยม ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหลังจากที่เข้าสู่นิกายฝ่ายในไปแล้ว นางจะยังคงหยิ่งผยองเช่นนี้ได้
ศิษย์ของนิกายเซียนติ่งเทียนนั้น มีจำนวนมากมายมหาศาลเพียงใด ยอดคนจากดินแดนภายนอกที่มารวมตัวกันนับไม่ถ้วน อัจฉริยะแบบใดบ้างที่ไม่มี กายาแบบใดบ้างที่ไม่มี?
ตัวเขาเป็นเพียงแค่ผู้ดูแลนิกายฝ่ายนอกที่รับผิดชอบหน้าที่รับรองผู้คน ไม่มีอำนาจไปจัดการกับผู้ที่ถูกกำหนดให้เป็นศิษย์สืบทอดสายในแล้วจริงๆ ทว่าเมื่อเข้าสู่นิกายฝ่ายในไปแล้ว ลั่วอิงหนิงยังคงกล้ากำเริบเสิบสานเช่นนี้อีก ก็คงมี 'การทุบตีอย่างจริงจัง' รอคอยนางอยู่อีกมาก...
เมื่อคิดถึงเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ต่อให้จะต้องเสียหน้า ทว่าเฉินจื่อฝานก็ยังคงกัดฟันแค่นเสียงเย็นเอ่ย "ความผิดของลั่วอิงหนิง เมื่อไปถึงนิกายเซียนติ่งเทียน หอบังคับกฎจะเป็นผู้สืบสวนเอง!"
"จำเอาไว้ หากผู้ใดกล้าก่อเรื่องวุ่นวายอีก จะถูกตัดแขนตัดขา แล้วโยนลงจากเรือเทพเหินนภาโดยไม่มีข้อยกเว้น!"
ในความเป็นจริงแล้ว ต่อให้ไม่ถูกตัดแขนตัดขา หากถูกโยนลงจากเรือเทพเหินนภาในเวลานี้ โดยพื้นฐานแล้วก็ไร้ซึ่งหนทางรอดชีวิตอย่างแน่นอน
ผืนป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลเบื้องล่างนั้น ไม่รู้ว่ามีสัตว์อสูรประหลาดอาศัยอยู่มากน้อยเพียงใด พวกมันล้วนรอคอยให้มี 'ของว่าง' หล่นลงมาจากเรือเทพเหินนภาในทุกๆ วัน
"แยกย้ายกันไปได้แล้ว!"
กล่าวจบ เฉินจื่อฝานก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
ผู้คนที่อยู่บริเวณโดยรอบต่างพากันแยกย้ายไป ส่วนโจวเฟิงนั้นชะงักไปชั่วครู่ สายตาของเขาจับจ้องไปยังแผ่นหลังของหยวนฟ่างที่อยู่ห่างออกไป
เขาสามารถยืนยันได้เลยว่า หยวนฟ่างถูกพิษเข้าให้แล้ว
และพิษนี้ ก็คือพิษที่ลั่วอิงหนิงเพิ่งจะวางเอาไว้เมื่อครู่นั่นเอง
แม้ว่าโจวเฟิงจะมองออกว่าหยวนฟ่างถูกพิษ ทว่าเขากลับไม่อาจยืนยันได้เลยว่าแท้จริงแล้วลั่วอิงหนิงใช้วิธีการวางพิษรูปแบบใด
แม้แต่จอมมารผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีพิษอย่างเขา ก็ยังอดไม่ได้ที่จะยอมรับในความเชี่ยวชาญของนาง