- หน้าแรก
- ผลข้างเคียงจากการฝึกวิชาสามารถถ่ายโอนได้ งั้นข้าจะฝึกวิชามารอย่างบ้าคลั่ง
- บทที่ 156 ประชันพิษ!
บทที่ 156 ประชันพิษ!
บทที่ 156 ประชันพิษ!
ยิ่งพิษแมงป่องร้ายกาจเพียงใด ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าวิชาเบญจพิษระดับบรรลุขั้นสุดยอด ในที่สุดความก้าวหน้าในการฝึกฝนก็สามารถเริ่มพุ่งทะยานขึ้นได้แล้ว
เรื่องนี้จะปล่อยให้สูญเปล่าไปไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นโจวเฟิงจึงปลุกความกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา แล้วดำเนินการฝึกฝนต่อไป
ภายใต้สถานการณ์ที่วิ่งหนีไปฝึกไปเช่นนี้ หลังจากดำเนินต่อเนื่องไปราวๆ เวลาหนึ่งมื้ออาหาร เถียนอวิ๋นก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
ความกดดันอันไร้รูปร่างสายหนึ่ง ปกคลุมอยู่บริเวณโดยรอบตลอดเวลา ส่งผลให้นางเริ่มหายใจติดขัด
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ทำให้เถียนอวิ๋นตื่นตระหนกจนรู้สึกว่าครั้งนี้พวกเขาน่าจะเล่นกับไฟเกินไปเสียแล้ว
ต้องรู้ว่าอย่างที่โจวเฟิงได้กล่าวไว้ ศิษย์พี่ต้วนอะไรนั่นกำลังไล่ตามมา แต่ถึงแม้คนผู้นี้จะเป็นขอบเขตปราณเกราะระดับหกขั้นสูงสุด ก็ไม่น่าจะสร้างแรงกดดันที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้
นี่เกรงว่าคงไม่ใช่... ยอดฝีมือระดับห้าหรอกกระมัง?!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สีหน้าของเถียนอวิ๋นก็เริ่มดูย่ำแย่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"พี่อวิ๋น รีบเดินปราณเกราะเร็วเข้า ท่านถูกพิษแล้ว!"
จู่ๆ โจวเฟิงก็หยุดฝีเท้าลง พลางระแวดระวังรอบด้าน และส่งเสียงตะโกนเตือนเถียนอวิ๋น
เมื่อถูกตะคอกเช่นนี้ เถียนอวิ๋นถึงกับสะดุ้งเฮือก ก่อนจะดึงสติกลับมาได้
"ถูกพิษ?"
นางจ้องมองโจวเฟิงด้วยความงุนงงเล็กน้อย
หลังจากถูกพิษ สมรรถภาพร่างกายในทุกด้านก็เริ่มลดลง ถึงขั้นส่งผลให้เถียนอวิ๋นค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ตามปกติไป
โจวเฟิงไม่พูดพร่ำทำเพลง สองฝ่ามือลูบไล้ไปตามเรือนร่างของเถียนอวิ๋นอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพราะเขาเกิดมีอารมณ์ขึ้นมาอย่างไม่ถูกเวล่ำเวลา แต่ต้องการใช้วิธีนี้ดูดซับเอาพิษในร่างกายของเถียนอวิ๋นออกมา
หลังจากใช้วิชาสิบแปดสัมผัสสยบมังกรจนจบชุด ในที่สุดเถียนอวิ๋นก็ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ
นางลูบหน้าอก พลางกล่าวด้วยความหวาดผวาว่า "เอ๊ะ นี่มัน... ข้าถูกพิษได้อย่างไรกัน?!"
อย่างไรเสียเถียนอวิ๋นก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณเกราะแล้ว แต่นางกลับไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองถูกพิษได้อย่างไร
กระทั่งหลังจากถูกพิษ ความไม่สบายตัวของร่างกาย นางยังเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแรงกดดันที่ศิษย์พี่ต้วนผู้นั้นปลดปล่อยออกมา...
"พวกเราถูกตามทันแล้ว!"
ในความเป็นจริง แม้แต่โจวเฟิงก็ไม่สามารถจับสังเกตได้ในทันทีว่ามีคนปล่อยพิษอยู่บริเวณใกล้เคียง
แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับการที่เขาสามารถต้านทานพิษประเภทนี้ได้เกือบจะสมบูรณ์แบบ
โจวเฟิงไม่สามารถเข้าใจถึงอานุภาพของพิษแมงป่องได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหวาดกลัววิชาพิษที่ต้วนอู๋หยาใช้ออกมา
ทว่าการที่สามารถทำให้เถียนอวิ๋นตกหลุมพรางได้โดยไม่รู้ตัว ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าต้วนอู๋หยาผู้นี้คือผู้ฝึกตนสายพิษที่ร้ายกาจยิ่งนัก
การประเมินของเขาที่มีต่ออีกฝ่ายในตอนแรกนั้นไม่ผิดเพี้ยนไปเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเถียนอวิ๋นได้ยินว่าพวกเขาทั้งสองถูกตามทันแล้ว นางก็รีบตั้งสมาธิสังเกตความเคลื่อนไหวรอบด้านทันที
น่าเสียดายที่กลับมองไม่เห็นแม้แต่เงาของภูตผี
แม้แต่โจวเฟิง ถึงจะสัมผัสได้ว่ามีผู้ฝึกตนสายพิษที่ร้ายกาจอยู่ใกล้ๆ แต่ในชั่วคราวนี้ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเจ้านี่ซ่อนตัวอยู่ที่ใดกันแน่
"ศิษย์วังปี้โยว เป็นพวกหลบๆ ซ่อนๆ เช่นนี้หรือ?"
"แน่จริงก็ออกมา พวกเรามาตัดสินกันด้วยฝีมือ!"
เมื่อชั่วขณะหนึ่งยังไม่สามารถหาตัวอีกฝ่ายพบ เถียนอวิ๋นจึงพยายามใช้วิธียั่วยุตามสัญชาตญาณ
วิธีการยั่วยุนี้ สำหรับศิษย์ของบางสำนักที่ใส่ใจในชื่อเสียงของสำนักอย่างมาก รวมถึงขุมกำลังที่เคร่งครัดในกฎเกณฑ์ของยุทธภพ อันที่จริงก็อาจจะได้ผลอยู่บ้าง
น่าเสียดายที่กับผู้ฝึกตนสายพิษของวังปี้โยว ไม่ว่าเจ้าจะยั่วยุอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
เดิมทีต้วนอู๋หยาก็มีความได้เปรียบด้านความแข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่หลังจากไล่ตามมาทัน เขาก็ยังคงไม่เลือกที่จะปรากฏตัวออกมาปะทะซึ่งหน้า
ทว่ากลับเลือกที่จะใช้ความได้เปรียบในฐานะผู้ฝึกตนสายพิษของตนอย่างเต็มที่ก่อน เพื่อค่อยๆ บั่นทอนกำลังของศัตรู
ท้ายที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าศิษย์ร่วมสำนักของตน เพิ่งจะตกตายด้วยน้ำมือของคนทั้งสองนี้ไปเมื่อไม่นานมานี้
ดังนั้นต่อให้ตนเองจะมีความได้เปรียบด้านความแข็งแกร่ง เขาก็จะไม่ประมาท เขาได้เปิดโหมดราชสีห์ตะครุบกระต่ายที่ต้องทุ่มสุดกำลัง
หากเป็นเมื่อก่อน โจวเฟิงในฐานะผู้ฝึกตนสายพิษ ล้วนเป็นเขาที่ใช้วิธีการวางพิษสารพัดรูปแบบเพื่อลอบทำร้ายอีกฝ่าย
ผลคือวันนี้ในที่สุดก็ถึงคราวที่เขาต้องมาสัมผัสความรู้สึกนี้ด้วยตนเองแล้ว
"พี่อวิ๋น ไม่ต้องยั่วยุแล้ว เขาไม่ออกมาหรอก!" โจวเฟิงส่ายหน้า
"แล้วเจ้านี่คิดจะ..."
"เขาจะคอยตามติดพวกเราอยู่ในเงามืดเช่นนี้ไปเรื่อยๆ พลางปล่อยพิษออกมาไม่หยุด รอจนบั่นทอนกำลังของท่านและข้าให้ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ ถึงจะลงมือลอบโจมตี"
"แล้วเช่นนี้ควรทำอย่างไรดี?" เถียนอวิ๋นเริ่มร้อนรนขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นางไม่ได้หวาดกลัวหากศัตรูจะออกมาปะทะกันซึ่งหน้า แต่ความรู้สึกที่ไม่รู้เลยว่าศัตรูอยู่ที่ใดกันแน่ ทั้งยังมีโอกาสถูกลอบทำร้ายได้ทุกเมื่อเช่นนี้ ช่างทรมานใจยิ่งนัก
โจวเฟิงครุ่นคิดก่อนกล่าวว่า "เอาแต่วิ่งหนีต่อไปคงไร้ประโยชน์ ภูเขาชีเฟิ่งแห่งนี้พวกเราไม่สามารถหนีออกไปได้ในเวลาอันสั้น มีแต่จะยิ่งสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงเปล่าๆ"
"ทำได้เพียงประชันฝีมือกับเจ้านี่แล้ว..."
กล่าวจบ โจวเฟิงก็ควักเอายาเม็ดถอนพิษที่ตนเองคิดค้นขึ้นมาหลายเม็ดออกมาจากเป้ากางเกง แล้วยื่นให้เถียนอวิ๋น "กินนี่ซะก่อน แล้วพยายามเดินปราณเกราะให้ต่อเนื่อง สถานที่แห่งนี้อีกไม่นานก็จะกลายเป็นแดนพิษที่รับมือยากอย่างยิ่งแล้ว"
เถียนอวิ๋นกับโจวเฟิงเพิ่งจะผ่านศึกหนักกันมาอย่างต่อเนื่อง ใช้ลูกเล่นมาแล้วสารพัดรูปแบบ ย่อมไม่รังเกียจยาเม็ดที่โจวเฟิงควักออกมาจากเป้ากางเกงอย่างแน่นอน
อีกทั้งการซ่อนยาเม็ดไว้ในเป้ากางเกง ก็ไม่ใช่รสนิยมประหลาดของโจวเฟิงแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเสื้อตัวบนของเขาขาดวิ่นไปตั้งนานแล้ว และจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เปลี่ยน
แม้วาก่อนหน้านี้จะวางหลุมพรางสังหารชายสักลายแมงป่องไปแล้ว แต่ตามหลักทฤษฎีเขาสามารถถอดเสื้อผ้าของคนผู้นั้นมาสวมได้
แต่การแต่งกายของชายสักลายแมงป่อง สำหรับโจวเฟิงแล้วมันช่างดูฉูดฉาดแปลกตาจนเกินไป อีกทั้งภายในเสื้อผ้ายังมีสัตว์มีพิษที่ไม่รู้จักอยู่อีกมากมาย ตอนนั้นเขาจึงไม่มีเวลาจัดการเลยสักนิด
หลังจากกำชับเถียนอวิ๋นเสร็จ โจวเฟิงก็ไม่พยายามหนีอีกต่อไป แต่กลับยืนฝึกวิชาอยู่กับที่ โยกบุปผาจนมือแทบจะบินได้
อันที่จริงการที่ต้วนอู๋หยาไม่เลือกปรากฏตัวออกมาปะทะซึ่งหน้า กลับเข้าทางโจวเฟิงพอดี
บางครั้ง การระมัดระวังมากเกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป
ด้วยความแข็งแกร่งของต้วนอู๋หยา หลังจากตามพวกเขาทั้งสองทัน หากบุกทะลวงเข้ามาตรงๆ ก็จะมีความได้เปรียบอย่างมหาศาลแล้ว
ท้ายที่สุดโจวเฟิงก็ยังต้องการเวลาในการฝึกฝน เพื่อให้ความก้าวหน้าของวิชาบัวอัคคีเบญจพิษพุ่งทะยานขึ้น
ผลคือต้วนอู๋หยากลับเลือกที่จะปล่อยพิษออกมาก่อนเพื่อบั่นทอนกำลัง ซึ่งนั่นกลับมอบโอกาสที่ดีกว่าในการฝึกวิชาให้กับโจวเฟิง
กระทั่งพิษที่ต้วนอู๋หยาปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องในเวลานี้ ก็ยังสามารถนำมาใช้ฝึกวิชาได้ในทันที
ทว่าถึงแม้เรื่องนี้จะเข้าทางเขา แต่โจวเฟิงก็ไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย ท้ายที่สุดต้วนอู๋หยาก็ใช่ว่าจะมัวแต่ซ่อนตัวปล่อยพิษเพียงอย่างเดียวเสมอไป เขาอาจจะลงมือโจมตีด้วยวิธีอื่นได้ทุกเมื่อ
ฉากต่อไปที่เกิดขึ้น สำหรับเถียนอวิ๋นแล้วจะเรียกว่าแปลกประหลาดแค่ไหน ก็คือแปลกประหลาดมากเท่านั้น
บริเวณโดยรอบค่อยๆ มีหมอกสีเทาขาวลอยฟุ้งขึ้นมา สิ่งนี้หากไม่ใช่แก๊สพิษก็คงแปลกแล้ว
ส่วนโจวเฟิงที่อยู่ตรงหน้า กลับราวกับกำลังเริงระบำอย่างพริ้วไหวอยู่ท่ามกลางหมอกพิษ นิ้วมือที่งดงามตระการตาในรูปแบบต่างๆ ไม่หยุดหย่อน แปรเปลี่ยนเป็น 'บัวอัคคี' ทีละดอก
บัวอัคคีเหล่านี้จะปลิวไปตามสายลมอย่างรวดเร็ว และทิ้งประกายสีทองเอาไว้ท่ามกลางหมอกพิษสีเทาขาว
แม้ว่าเถียนอวิ๋นจะชื่นชมการร่ายรำ 'ท่าโยกบุปผา' ของโจวเฟิงเป็นอย่างมาก แต่เมื่อนึกถึงว่านี่คือการที่ผู้ฝึกตนสายพิษที่ร้ายกาจสองคนกำลังประชันฝีมือกันผ่านอากาศ นางก็อดไม่ได้ที่จะลุ้นจนเหงื่อตกแทนโจวเฟิง ไม่มีสมาธิมานั่งชมการร่ายรำเลยแม้แต่น้อย
อีกทั้งเมื่อใดที่โจวเฟิงพ่ายแพ้ในการประชันฝีมือครั้งนี้ เถียนอวิ๋นก็ตระหนักดีว่าตนเองย่อมไม่มีทางรอดชีวิตอย่างแน่นอน
ศิษย์พี่ต้วนผู้นั้นไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวออกมา เพียงแค่อาศัยหมอกพิษมาบั่นทอนกำลัง ก็สามารถค่อยๆ สูบชีวิตนางจนตายได้แล้ว
สิ่งนี้ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจว่า วิธีการของผู้ฝึกตนสายพิษ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้จริงๆ
การสังหารคนโดยไร้ร่องรอย ไม่ใช่เพียงคำพูดลอยๆ อย่างแน่นอน
โชคดีที่ผู้ฝึกตนสายพิษมีจำนวนน้อยนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ราบจงหยวน ยิ่งหาพบได้ยากยิ่ง
ในความเป็นจริง นี่ก็เป็นครั้งแรกที่โจวเฟิงได้ประชันฝีมือกับผู้ฝึกตนสายพิษที่มีความแข็งแกร่งระดับสูงเช่นกัน
สภาพการณ์เช่นนี้ ช่างดูราวกับการประลองในระดับวิชาอาคมจริงๆ
ดังนั้น หากผู้ฝึกตนสายพิษเช่นเขา ในอนาคตได้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกฝนเป็นเซียนอย่างแท้จริง เมื่อถึงเวลานั้นวิธีการที่สามารถใช้ออกมาได้ จะร้ายกาจถึงเพียงไหนกันเชียว?
สำหรับสถานการณ์การประชันฝีมือในครั้งนี้อย่างละเอียดนั้น...
ในช่วงแรก วิชาเบญจพิษของโจวเฟิงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกต้วนอู๋หยากดข่มเอาไว้อย่างมั่นคง
นี่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ต้วนอู๋หยาคือขอบเขตปราณเกราะระดับหกขั้นสูงสุดอย่างแท้จริง ทั้งยังมีวิชาพิษทั่วร่างที่บรรลุถึงระดับไฟบริสุทธิ์
แม้จะไม่มีวิชาใดบรรลุขั้นสุดยอด แต่ปัญหาคือพิษที่เขาใช้ออกมาล้วนมาจากแดนใต้ ซึ่งล้วนแต่เป็นของแปลกใหม่ที่โจวเฟิงยังไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งสิ้น
สิ่งนี้ส่งผลให้แม้ว่าโจวเฟิงจะมีค่าความต้านทานพิษเต็มเปี่ยม แต่ร่างกายก็ยังคงต้องการเวลาในการปรับตัว วิเคราะห์ และย่อยสลายพิษเหล่านี้อยู่ดี
ดังนั้นในช่วงเริ่มต้นของการประชันฝีมือ จึงเรียกได้ว่าโจวเฟิงต้องรับศึกหนักพอสมควร
ท่ามกลางหมอกพิษสีเทาขาว มีเพียงแสงสีทองวูบวาบขึ้นมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น 'บัวอัคคี' ที่ถูกสร้างขึ้นจากการโยกบุปผา แทบจะไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมใดๆ ได้เลย
ภาพการณ์เช่นนี้ ทำให้ต้วนอู๋หยาที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหัวเราะเยาะอย่างต่อเนื่อง
ผู้ฝึกตนสายพิษแบบครูพักลักจำในพื้นที่ราบจงหยวน กลับกล้ามาประชันพิษกับเขาอย่างนั้นหรือ?
ทว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ กลับฝึกวิชาเบญจพิษได้ไม่เลวเลยทีเดียว...
ในฐานะผู้ที่อยู่ในวิถีสายพิษเหมือนกัน อีกทั้งฝ่ามือเบญจพิษแต่เดิมก็มีต้นกำเนิดมาจากวิชาเบญจพิษของวังปี้โยว ต้วนอู๋หยาย่อมมองออกได้อย่างรวดเร็ว
แม้ว่าโจวเฟิงจะฝึกวิชาเบญจพิษจนแตกฉานและหลอมรวมเข้ากับวิชาอื่นไปนานแล้ว แต่รากฐานของวิชานี้ก็ยังคงเป็นวิชาเบญจพิษอยู่ดี
ต้วนอู๋หยาก็ฝึกฝนวิชาเบญจพิษเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเขาจ้องมองมือคู่นั้นของโจวเฟิงในตอนนี้ เขาจึงแทบจะน้ำลายสอออกมาโดยตรง
ไม่คิดเลยว่า วันนี้จะได้รับเรื่องน่ายินดีที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายเช่นนี้
หากได้มือคู่นี้มา การเลื่อนระดับเป็นระดับห้าของตนก็อาจจะมีความหวังแล้ว...
สภาพจิตใจของต้วนอู๋หยาในเวลานี้ เทียบได้กับการจ้องมองเหยื่อที่กำลังดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์อยู่บนใยแมงมุม
แต่เดิมทีที่คิดว่าใกล้จะถึงเวลา 'เก็บแห' แล้ว ต้วนอู๋หยากลับพบด้วยความสงสัยว่า เหยื่อรายนี้ทำไมยิ่งดิ้นรน กลับยิ่งมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นเสียได้?
"วิชาบัวอัคคีเบญจพิษ (ระดับบรรลุขั้นสุดยอด) ความก้าวหน้า: 7%"
การฝึกฝนในระหว่างที่วิ่งหนีประกอบกับการประชันพิษก่อนหน้านี้ วิชาบัวอัคคีเบญจพิษในตอนนี้ ได้เพิ่มขึ้นมาถึงห้าจุดเต็มๆ
เมื่อเห็นเช่นนี้ โจวเฟิงย่อมดีใจจนเนื้อเต้น
อย่าดูถูกว่ามันเพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ห้าจุด ต้องรู้ว่านี่คือวิชาระดับบรรลุขั้นสุดยอด ต่อให้เพิ่มขึ้นมาเพียงหนึ่งหรือสองจุด การเสริมพลังต่อสู้ก็เห็นผลได้อย่างชัดเจนยิ่งนัก
การยกระดับของวิชา ทำให้สภาวะการโยกบุปผาของโจวเฟิงยิ่งดูห้าวหาญมากขึ้นไปอีก
แม้จะไม่มีกระจกเงา แต่เมื่อดูจากสายตาของเถียนอวิ๋นที่แทบจะเปลี่ยนจากความชื่นชมไปเป็นความเลื่อมใส ก็สามารถบอกได้เลยว่า ตนเองได้บรรลุถึงจุดสูงสุดของท่าโยกบุปผาอย่างแน่นอนแล้ว
หากเป็นในชาติก่อน ถ่ายเป็นคลิปวิดีโอสั้นลงเน็ต จะต้องดังระเบิดอย่างแน่นอน
ประกายแสงสีทองที่แผ่ออกมาจาก 'บัวอัคคี' จึงไม่ได้เป็นเพียงการวูบวาบพริบตาเดียวหายไปท่ามกลางหมอกพิษสีเทาขาวอีกต่อไป แต่กลับค่อยๆ เริ่มคงอยู่ได้ยาวนานขึ้นพักใหญ่
จนในท้ายที่สุด เมื่อมีโจวเฟิงเป็นศูนย์กลาง หมอกพิษบริเวณใกล้เคียง ก็ถูกย้อมจนกลายเป็นสีทองไปเสียสิ้น
ทางด้านเถียนอวิ๋นก็รู้สึกได้ทันทีว่าแรงกดดันลดลงอย่างฮวบฮาบ
การอยู่ท่ามกลางหมอกพิษ เมื่อครู่นี้นางก็ต้องทนรับมืออย่างยากลำบากเช่นกัน
แต่หลังจากที่โจวเฟิงเริ่มชิงความได้เปรียบมาได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เถียนอวิ๋นก็ผ่อนคลายลงไปได้มากทันที
นี่ต้องยกความดีความชอบให้กับยาเม็ดถอนพิษที่โจวเฟิงมอบให้นางก่อนหน้านี้ ซึ่งแต่เดิมมันก็สามารถต่อต้านพิษของวิชาบัวอัคคีเบญจพิษได้ดีกว่าอยู่แล้ว
ประกอบกับการได้แลกเปลี่ยนกันอย่างลึกซึ้งและแนบชิดกับโจวเฟิงมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ย่อมก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันพิษในร่างกายของเขาในระดับหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
การมีพิษแมงป่องและหมอกพิษสีเทาขาวที่ต้วนอู๋หยาปลดปล่อยออกมา ก็เท่ากับมอบสภาพแวดล้อมที่เปรียบเสมือน 'เตาหลอม' ให้กับโจวเฟิง
สิ่งนี้ทำให้เขาไม่เพียงแต่กำลังฝึกวิชาเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็ยังถูกเตาหลอม 'หลอมสกัด' ไปด้วย
ภายใต้การสนับสนุนของปัจจัยที่เอื้ออำนวยนานัปการ คอขวดของขอบเขตปราณเกราะ ก็กำลังค่อยๆ ถูกทำลายลงทีละน้อยๆ...
เมื่อเห็นเช่นนี้ ต้วนอู๋หยาที่เดิมทีรู้สึกว่าตนเองกำชัยชนะไว้ในมืออย่างแน่นอน ก็ถึงกับงุนงงไปในทันที
เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า ตนเองที่ได้เปรียบในการประชันพิษอย่างมหาศาล ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นสูญเสียความได้เปรียบไปจนหมดสิ้นเช่นนี้?
ต้วนอู๋หยาต่อให้คิดจนหัวแทบแตกก็คงไม่รู้ว่า การที่เขาเผยเค้าลางของความพ่ายแพ้ออกมา ไม่ใช่เพียงเพราะโจวเฟิงมีความก้าวหน้าในการฝึกฝนและมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น
แต่ยังมีอีกสาเหตุหนึ่ง นั่นคือเขาต้องแบกรับผลข้างเคียงจากการฝึกวิชาของโจวเฟิง ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่อาจรักษาความเข้มข้นของการปล่อยพิษเอาไว้ได้โดยไม่รู้ตัว
เมื่อฝ่ายหนึ่งอ่อนกำลังลง อีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งขึ้น ความพ่ายแพ้ในการประชันพิษครั้งนี้จึงถูกกำหนดไว้แล้ว
"เจี๋ย เจี๋ย เจี๋ย..."
หลังจากพลิกกลับมาเป็นฝ่ายรุก โจวเฟิงก็เปิดฉากใช้วิชาโจมตีทางจิตใจอีกครั้ง ด้วยการส่งเสียงหัวเราะแปลกประหลาดอันน่าขนลุกออกมา
"คนแซ่ต้วน เจ้าคงพอมองออกกระมัง ว่าข้าใกล้จะทะลวงระดับแล้ว?"
"เจ้าถือว่าเล่นใหญ่จนพลาดไปแล้ว แต่ข้าจะบอกอะไรให้ เจ้ายังมีโอกาสสุดท้ายอีกหนึ่งครั้ง..."
"รีบคิดหาวิธีอื่นมาขัดขวางการเลื่อนระดับเป็นระดับหกของข้าผู้นี้เสียเถอะ หรือไม่ก็ไสหัวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่นนี้ เจ้าอาจจะยังมีโอกาสรอดชีวิต!" โจวเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงกึกก้อง พลางโยกบุปผาอย่างบ้าคลั่งต่อไป
กระบวนการเปลี่ยนลมปราณภายในให้กลายเป็นปราณเกราะนั้นเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่ง ดังนั้นต้วนอู๋หยาย่อมมองออกอยู่แล้ว
อีกทั้งเขายังเตรียมพร้อมที่จะลงมือโดยตรงแล้ว ท้ายที่สุดการประชันพิษก็พ่ายแพ้ไปแล้ว หากยืดเยื้อต่อไปเช่นนี้ มีแต่จะยิ่งเป็นผลเสียต่อเขามากขึ้นเท่านั้น
โชคดีที่ต่อให้ออกมาปะทะกันซึ่งหน้า ด้วยความแข็งแกร่งระดับหกขั้นสูงสุดของตน ก็ยังสมควรเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบอยู่ดี และจะต้องชนะอย่างแน่นอน!
ทว่าการที่โจวเฟิงพูดออกมาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ เพื่อให้ต้วนอู๋หยาเป็นฝ่ายเลือก กลับทำให้เขาเกิดความลังเลใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น
คล้ายกับว่า เด็กหนุ่มผู้นี้จงใจยั่วยุให้เขาลงมือ...
ท่ามกลางความหวาดระแวง ฝีเท้าที่ต้วนอู๋หยาก้าวออกไปแล้วแต่เดิม กลับหดถอยกลับมาอย่างเงียบเชียบ
แต่หากจะให้ล่าถอยไปอย่างหัวซุกหัวซุนเช่นนี้ เขาย่อมไม่ยินยอมอย่างแน่นอน
ชั่วขณะหนึ่ง ต้วนอู๋หยาถึงกับยืนสับสนวุ่นวายใจอยู่กับที่
และโจวเฟิงก็ต้องการให้ต้วนอู๋หยาเกิดความหวาดระแวง เพื่อให้ตกอยู่ในสภาวะลังเลใจ
จากการที่ต้วนอู๋หยาเห็นได้ชัดว่ามีความได้เปรียบด้านความแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังคงเลือกที่จะซ่อนตัวปล่อยพิษในเงามืดก่อน ก็สามารถมองออกได้แล้วว่าเจ้านี่มีความระมัดระวังตัวมากจนเกินไปหน่อย
ดังนั้นโจวเฟิงจึงฟันธงว่า ต้วนอู๋หยามีความเป็นไปได้สูงที่จะตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และจะไม่เลือกที่จะลงมือในทันที
สิ่งนี้ช่วยยื้อเวลาสำหรับการเปลี่ยนลมปราณภายในของตนไปสู่ปราณเกราะได้อีกเล็กน้อย
ท้ายที่สุดหากเมื่อครู่นี้ต้วนอู๋หยาเลือกลงมือ เขาก็จะต้องถูกขัดจังหวะการเลื่อนระดับอย่างแน่นอน และผลที่ตามมาย่อมยากจะคาดเดา
"เวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว ยังไม่ลงมืออีกหรือ?"
โจวเฟิงยังคงต้องคอยพูดหลอกล่อเป็นระยะ มิเช่นนั้นหากเอาแต่มุ่งสมาธิไปที่การทะลวงระดับ อีกไม่นานต้วนอู๋หยาก็คงจะพบถึงความผิดปกติ
ทว่าการหลอกล่อก็คือการหลอกล่ออยู่วันยังค่ำ ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดต้วนอู๋หยาก็มองเห็นถึงเค้าลางบางอย่าง จากนั้นก็แค่นเสียงเย็นชา แล้วลงมือด้วยความเดือดดาล
วินาทีต่อมา ที่ใต้เท้าของโจวเฟิง ก็มีหนามพิษปราณเกราะโผล่พรวดขึ้นมาโดยแทบจะไร้ซึ่งสัญญาณเตือนใดๆ
โชคดีที่โจวเฟิงเตรียมพร้อมระวังตัวรับกระบวนท่าของต้วนอู๋หยาอยู่ตลอดเวลาแต่เดิมอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงกระโดดลอยตัวขึ้นสูงโดยไม่รอช้า และหลบการโจมตีนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด
ไม่ไกลออกไป ต้วนอู๋หยาอาศัยหมอกพิษกำบังตา เปลี่ยนแปลงตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง และพุ่งตรงเข้าใกล้โจวเฟิงกับเถียนอวิ๋นอย่างรวดเร็ว
เขาราวกับสัตว์มีพิษขนาดยักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสายหมอก ซึ่งในที่สุดก็ได้เผยเขี้ยวเล็บต่อเหยื่อแล้ว
"พี่อวิ๋น คงต้องรบกวนท่านแล้ว!"
"ถ่วงเวลาเขาไว้ ข้ายังต้องการเวลาอีกเพียงชั่วครู่ก็จะสำเร็จแล้ว!"
การหลอกล่อเมื่อครู่นี้ แม้จะสามารถยื้อเวลาได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
โชคดีที่ตอนนี้เถียนอวิ๋นมีสภาพร่างกายที่ไม่เลวนัก แม้จะไม่ใช่คู่มือของต้วนอู๋หยา แต่การถ่วงเวลาไว้ชั่วครู่ ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่โตนัก
โจวเฟิงใกล้จะทะลวงระดับได้แล้วจริงๆ เป็นเพราะก่อนหน้านี้เขาก็อยู่ในระดับครึ่งก้าวสู่ขอบเขตปราณเกราะอยู่แล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนสภาพของลมปราณภายในจึงราบรื่นเป็นอย่างมาก
การที่ต้วนอู๋หยาไล่ตามมาแล้วเลือกที่จะประชันพิษ กลับกลายเป็นการเร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้นไปอีก