- หน้าแรก
- เมื่ออันธพาลตระกูลกั๋วกงขอรันวงการสุราเซียน
- บทที่ 68 - หรือว่าจะเป็นสุนัขเฝ้าประตูที่ไม่รู้จักตายอย่างพวกเจ้าสองคนงั้นรึ? ไสหัวไป!
บทที่ 68 - หรือว่าจะเป็นสุนัขเฝ้าประตูที่ไม่รู้จักตายอย่างพวกเจ้าสองคนงั้นรึ? ไสหัวไป!
บทที่ 68 - หรือว่าจะเป็นสุนัขเฝ้าประตูที่ไม่รู้จักตายอย่างพวกเจ้าสองคนงั้นรึ? ไสหัวไป!
บทที่ 68 - หรือว่าจะเป็นสุนัขเฝ้าประตูที่ไม่รู้จักตายอย่างพวกเจ้าสองคนงั้นรึ? ไสหัวไป!
"ไร้สาระ ข้าก็เป็นหนึ่งในนั้น แถมยังเป็นตัวบิ๊กสุดด้วย ทำไมข้าจะไม่รู้ล่ะ?"
เริ่นเทียนติ่งขมวดคิ้ว "เรื่องนี้ข้ากลับไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย ฝ่าบาทเองก็ไม่ทรงทราบเช่นกัน"
หลินเฉินมีสีหน้าเรียบเฉย "ปกติแหละ นี่มันคือกฎเกณฑ์มืดดำในวงการขุนนาง เพียงแต่ว่าเรื่องพรรค์นี้กลับกลายเป็นเรื่องที่เคยชินในราชสำนักไปแล้ว นั่นก็แสดงว่าวงการขุนนางของต้าเฟิงกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต สมควรที่จะต้องได้รับการปัดกวาดเช็ดถูสักที กรมอาวุธเพียงกรมเดียว ก็ยังสามารถยัดเยียดบุตรชายผู้มีบรรดาศักดิ์เข้ามาได้ตั้งห้าคน แถมคนของกรมอาวุธเองก็ยังมาคอยสูบเลือดสูบเนื้ออีก ลองคิดดูสิว่ากรมกองอื่นๆ จะเป็นอย่างไร"
สีหน้าของเริ่นเทียนติ่งดูไม่ดีเอาเสียเลย มิน่าล่ะก่อนหน้านี้เงินในท้องพระโรงถึงได้ไหลออกไปเป็นเทน้ำเทท่า โดยที่พระองค์เองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินพวกนั้นมันหายไปไหนหมด
"เจ้าคิดว่า ควรจะทำอย่างไรดี?"
"ง่ายนิดเดียว ก็แค่จัดระเบียบวงการขุนนางใหม่ ฆ่าทิ้งสักลอตก็สิ้นเรื่อง"
หลินเฉินหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ "อีกอย่างนะ เท่าที่ดูในตอนนี้ ต้าเฟิงยังมีปัญหาใหญ่ยักษ์อยู่อีกเรื่องหนึ่ง"
"เรื่องอันใด?"
"เจ้าไม่รู้สึกบ้างหรือ ว่าพวกขุนนางบรรดาศักดิ์ของต้าเฟิงมันมีเยอะเกินไปแล้ว?"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของหลวี่จิ้นก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง สวรรค์ ไอ้ลูกล้างผลาญคนนี้ คงไม่ได้คิดจะลงมือกับพวกขุนนางบรรดาศักดิ์หรอกนะ?
ขืนกล้าลงมือล่ะก็ นั่นเท่ากับเป็นการกระเทือนไปถึงกระดูกดำเลยเชียวนะ!
สีหน้าของเริ่นเทียนติ่งก็เปลี่ยนไปเช่นกัน แต่หลินเฉินกลับกล่าวต่อไปว่า "แม้ว่าท่านพ่อของข้าจะเป็นถึงกั๋วกง ตามหลักเหตุผลแล้วข้าไม่ควรจะพูดแบบนี้ แต่ข้าก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่า ราชวงศ์ต้าเฟิงมีขุนนางบรรดาศักดิ์มากเกินไปแล้ว กั๋วกงก็มีตั้งหลายสิบคน ส่วนโหวเจวี๋ยกับป๋อเจวี๋ยก็มีอีกนับไม่ถ้วน แถมยังสืบทอดจากพ่อสู่ลูก จากลูกสู่หลานได้อีก ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ก็ยังคงอยู่ตลอดไป นี่มันคือแมลงกินข้าวสารของต้าเฟิงชัดๆ คอยเกาะกินสูบเลือดสูบเนื้อต้าเฟิงอยู่ไม่ยอมปล่อย"
เริ่นเทียนติ่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "เรื่องนี้จัดการยาก ไว้ค่อยว่ากันเถอะ ในเมื่อฝ่าบาททรงอนุญาตให้เจ้าประลองกับกรมอาวุธแล้ว เจ้าวางแผนจะทำอย่างไร เจ้ามีความมั่นใจว่าจะชนะจริงๆ หรือ? หากเจ้าเอาชนะไม่ได้ เจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับการถูกโจมตีมากมาย ถึงตอนนั้น ต่อให้ฝ่าบาทอยากจะปกป้องเจ้า ก็คงจะยากเต็มที"
"วางใจเถอะ อุปกรณ์ยุทโธปกรณ์ของกรมอาวุธพวกนั้น มันก็แค่ขยะดีๆ นี่เอง"
เมื่อเห็นว่าหลินเฉินมีความมั่นใจถึงเพียงนี้ เริ่นเทียนติ่งก็คลายความกังวลลงได้บ้าง
พระองค์มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่า ในตัวลูกล้างผลาญผู้นี้ มีเสน่ห์ที่ไม่ธรรมดาแอบแฝงอยู่ เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นลูกล้างผลาญ แต่กลับมีความรู้สึกห่วงใยบ้านเมืองและราษฎรอยู่ในที
และที่สำคัญที่สุดคือ วิธีการของลูกล้างผลาญผู้นี้ มักจะเหนือความคาดหมายอยู่เสมอ
เรือแล่นไปข้างหน้าเรื่อยๆ เริ่นเทียนติ่งเอ่ยสั่งให้หันหัวเรือกลับ เกาต๋าจึงเริ่มพายเรือกลับไปทางเดิม
"นางโลมอันดับหนึ่งแห่งหอหงซิ่วเจาผู้นั้น เจ้าคิดจะพานางเข้าบ้านจริงๆ หรือ?"
เริ่นเทียนติ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"ใช่สิ จะมีปัญหาอะไรล่ะ ไฉ่อวิ๋นทั้งสวยทั้งอ่อนโยน แถมยังไม่ต้องการฐานะใดๆ ข้าก็ต้องเอาอยู่แล้ว"
เริ่นเทียนติ่งส่ายพระเศียร "เจ้านี่น้า"
เมื่อเรือจอดเทียบท่า เริ่นเทียนติ่งก็จากไปทันที หลินเฉินเบะปาก ท่านอ๋องผู้นี้ ทุกครั้งที่มาหาเขา ก็มักจะมีเรื่องแปลกๆ มาให้ปวดหัวเสมอ รู้สึกเหมือนพูดอะไรก็พูดแค่ครึ่งเดียว
จ้าวหู่กับหวังหลงเดินเข้ามาหาหลินเฉิน "นายน้อย ต่อไปจะเอาอย่างไรดีขอรับ?"
หลินเฉินเผยรอยยิ้ม "ง่ายนิดเดียว ในเมื่อจะก่อเรื่อง ก็ต้องทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ไปเลย ก่อนอื่นต้องไปหาจูเหนิงกับเฉินอิง พาตัวรับเคราะห์ทั้งสอง ไม่สิ พาพี่น้องร่วมสาบานทั้งสองคนของข้าไปด้วย"
มุมปากของจ้าวหู่กระตุก นายน้อย ท่านหลุดปากออกมาแล้วนะขอรับ
หลินเฉินเดินทางไปที่จวนของเจิ้นกั๋วกงเป็นอันดับแรก และได้พบกับเฉินอิง
"ไปกันเถอะเฉินอิง ตามข้าไปที่กรมอาวุธ"
เฉินอิงย่อมรู้เรื่องวีรกรรมที่หลินเฉินได้ก่อเอาไว้ เขาหัวเราะ "นี่เจ้าจะไปท้าประลองกับกรมอาวุธอีกแล้วรึ?"
"แน่นอนสิ แต่ข้าก็ต้องลากเจ้าไปด้วย เพื่อเรียกความกล้าให้ข้าสักหน่อย ไม่อย่างนั้นข้าเกรงว่าไอ้เต่าล้านปีซุนแห่งกรมอาวุธมันจะเล่นตุกติกเอาน่ะสิ"
เฉินอิงพยักหน้า "ไม่มีปัญหา"
จากนั้นหลินเฉินก็พาเฉินอิงเดินทางมาที่จวนอวี๋กั๋วกง และเรียกจูเหนิงออกมา
จูเหนิงเต็มไปด้วยความดีใจ "พี่เฉิน"
"ไป เดี๋ยวพาไปเที่ยวเล่น"
จูเหนิงพยักหน้า "ต้องพาบ่าวไพร่ไปด้วยไหม?"
"คราวนี้ไม่ต้อง ขอแค่เจ้าออกโรงก็พอแล้ว"
จากนั้น หลินเฉินก็ให้พวกเขาขึ้นรถม้า และมุ่งหน้าไปยังทิศทางของพระราชวัง
เฉินอิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ตอนนี้เจ้าดำรงตำแหน่งอะไรอยู่หรือ?"
"ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลย ฝ่าบาทตอนแรกก็ให้ข้าไปที่กองบัญชาการทหารม้า แล้วอวี๋กั๋วกงก็ให้ข้าไปที่กรมอาวุธ แต่ตอนนี้มันเป็นแบบนี้ไปแล้ว ข้าก็เลยกลายเป็นคนไม่มีตำแหน่ง แต่ไม่เป็นไรหรอก รอให้ข้าดึงไอ้เต่าซุนแห่งกรมอาวุธลงมาจากม้าได้เมื่อไหร่ ข้าก็จะมีตำแหน่งแล้ว ดีไม่ดีตำแหน่งเจี้ยนเจิ้งแห่งกรมอาวุธก็อาจจะตกเป็นของข้าก็ได้"
เฉินอิงทั้งขำทั้งโมโห
"จริงสิ แล้วเจ้าล่ะ ตอนนี้เจ้าดำรงตำแหน่งอะไรในราชสำนัก ทำไมข้าถึงไม่ได้ยินข่าวคราวของเจ้าเลย?"
เมื่อเห็นว่าหลินเฉินถาม เฉินอิงจึงอธิบายว่า "ตอนนี้ข้าดำรงตำแหน่งขุนนางลอยฝ่ายบู๊ เป็นตำแหน่งว่างๆ เจ้าก็รู้ดีว่า ข้ามาเมืองหลวง ก็เพื่อมาเป็นตัวประกันเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องทำงานทำการอะไรหรอก"
หลินเฉินพยักหน้า "ข้าเข้าใจ งั้นข้าก็มาหาถูกคนแล้วล่ะ เจ้าว่างมากขนาดนี้ ก็เลยต้องการคนพาไปก่อเรื่องพอดีเลย"
เฉินอิงหัวเราะฮ่าๆ
รถม้ามาถึงหน้าประตูพระราชวัง หลังจากทหารยามเรียกให้หยุด หลินเฉินก็เตรียมจะพาจูเหนิงกับเฉินอิงเข้าไปข้างใน
ตลอดทางไร้สิ่งกีดขวาง เพราะหลินเฉินมีพระราชโองการอยู่ในมือ พวกเขาจึงไม่กล้าขวาง
เมื่อมาถึงสถานที่ทำงานของกรมกองต่างๆ ทางฝั่งซ้ายจะเป็นกรมกองของขุนนางฝ่ายบู๊ ส่วนทางฝั่งขวาจะเป็นกรมกองของขุนนางฝ่ายบุ๋น
หลินเฉินพูดกับจูเหนิง "จูเหนิง ร้องตะโกนออกไปสักหน่อยสิ บอกว่าซุนเจี้ยนเจิ้งแห่งกรมอาวุธ ปู่ของเจ้ามาแล้ว!"
จูเหนิงเบิกตากว้าง "ให้ตะโกนจริงๆ หรือ?"
"ก็ต้องตะโกนสิ ทำไมจะไม่ตะโกนล่ะ?"
จูเหนิงจึงแหกปากตะโกนลั่น "ซุนเจี้ยนเจิ้งแห่งกรมอาวุธ ปู่ของเจ้ามาแล้ว!"
บรรดาขุนนางชั้นผู้น้อยที่อยู่ตามกรมกองใกล้ๆ เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ก็รีบเข้าไปรายงานให้ขุนนางระดับสูงของแต่ละกรมรับทราบทันที
ที่กรมพิธีการ หลังจากขุนนางชั้นผู้น้อยเข้ามารายงาน เหล่าขุนนางกรมพิธีการก็ถึงกับตกตะลึง
"ไอ้ลูกล้างผลาญคนนั้น ยังไม่ทันพ้นวันนี้เลย ก็อดรนทนไม่ไหวต้องวิ่งแจ้นไปที่กรมอาวุธแล้วรึ?"
"ฮ่าๆ ปล่อยให้พวกขุนนางฝ่ายบู๊ที่ชอบใช้กำลังพวกนั้นจัดการกันเองเถอะ ตอนนี้โดนลูกล้างผลาญคนนี้หมายหัวเข้าให้แล้ว ข้าว่างานนี้ก็เหมือนหมากัดกันนั่นแหละ เลอะเทอะกันไปหมด"
เจียงเจิ้งซิ่นเองก็รู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง "ทุกท่าน หากว่าว่างกันล่ะก็ มิสู้ไปดูเรื่องสนุกที่กรมอาวุธด้วยกันดีไหม?"
"ไปสิ เรื่องสนุกแบบนี้ จะพลาดได้ยังไง"
ไม่ใช่แค่กรมพิธีการเท่านั้น กรมอื่นๆ อีกห้ากรม รวมไปถึงขุนนางบางส่วนจากสามกรมในสำนักเลขาธิการ ต่างก็เตรียมตัวจะไปดูเรื่องสนุก
ขุนนางฝั่งกรมขุนนางฝ่ายบู๊ยิ่งไม่ต้องพูดถึง คนที่ไม่ค่อยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรมอาวุธ ต่างก็เตรียมตัวดูเรื่องสนุกเช่นกัน
หลินเฉินพาจูเหนิงกับเฉินอิงสองคน มุ่งตรงไปที่กรมอาวุธทันที
ตลอดทาง มีขุนนางชั้นผู้น้อยจำนวนไม่น้อยที่ส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นมาให้
หลินเฉินมองดูขุนนางเหล่านั้น แล้วก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน คนพวกนี้ก็คงจะเป็นชาวเน็ตขาเผือกกันหมดแล้วล่ะมั้ง
น่าเสียดายที่ไม่มีเมล็ดแตงโม ไม่อย่างนั้นก็คงจะแทะเมล็ดแตงโมไปดูเรื่องซุบซิบไปแล้ว
เมื่อมาถึงกรมอาวุธ ยังไม่ทันได้เข้าไป ทหารยามสองคนที่ยืนอยู่ด้านหน้า ก็เอาอาวุธในมือมาขวางไว้
"กรมอาวุธ ห้ามบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาเด็ดขาด!"
หลินเฉินหัวเราะหึๆ เอามือปัดทวนยาวของพวกเขาเบาๆ
"บุคคลภายนอกหรือ? มาๆๆ เจ้าช่วยบอกข้าทีว่า ใครคือบุคคลภายนอก?"
หลินเฉินดึงจูเหนิงเข้ามาใกล้ๆ "คนผู้นี้ คือบุตรชายของผู้บัญชาการกองทัพอุดรแห่งจวนบัญชาการทหาร อวี๋กั๋วกง มีนามว่าจูเหนิง เจ้าบอกว่าเขาคือบุคคลภายนอกรึ?"
จูเหนิงยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
หลินเฉินยังดึงตัวเฉินอิงเข้ามาอีกคน
"ส่วนคนนี้ คือบุตรชายของเจิ้นกั๋วกง เฉินอิง บิดาของเขาเป็นถึงกั๋วกงที่แทบจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอ๋องต่างแซ่อยู่แล้ว เจ้ายังจะบอกว่าเขาเป็นบุคคลภายนอกอีกรึ?"
ทหารยามทั้งสองคนนั้น เหงื่อเย็นแทบจะไหลพรากอยู่แล้ว
ส่วนหลินเฉินก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "หากพวกเขาเป็นบุคคลภายนอก แล้วราชวงศ์ต้าเฟิง ใครคือคนกันเองล่ะ? หรือว่าจะเป็นสุนัขเฝ้าประตูที่ไม่รู้จักตายอย่างพวกเจ้าสองคนงั้นรึ? ไสหัวไป!"
(จบแล้ว)