- หน้าแรก
- เมื่ออันธพาลตระกูลกั๋วกงขอรันวงการสุราเซียน
- บทที่ 66 - ท้องพระโรงเดือดพล่าน!
บทที่ 66 - ท้องพระโรงเดือดพล่าน!
บทที่ 66 - ท้องพระโรงเดือดพล่าน!
บทที่ 66 - ท้องพระโรงเดือดพล่าน!
"ความผิดกระทงที่หนึ่งของซุนอิงชวน ในฐานะที่เป็นเจี้ยนเจิ้งแห่งกรมอาวุธ เขากลับยินยอมให้กรมกองอื่นๆ ยัดเยียดคนเข้ามาในกรมของตนอย่างเปิดเผย โดยใช้ข้ออ้างสวยหรูว่าเป็นการแขวนป้ายรับตำแหน่ง ทีแรกกระหม่อมคิดว่าการแขวนชื่อก็เพื่อหวังส่วนแบ่งความดีความชอบเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้กระหม่อมได้เปิดหูเปิดตาก็คือ บรรดาบุตรชายของกั๋วกง โหวเจวี๋ย และป๋อเจวี๋ยที่มาแขวนชื่ออยู่ที่นี่ ไม่เพียงแต่จะแบ่งความดีความชอบเท่านั้น แต่กระทั่งเงินที่จัดสรรให้กรมอาวุธเพื่อใช้ผลิตอาวุธและชุดเกราะ พวกเขาก็ยังจะเอาส่วนแบ่งด้วย!"
ขุนนางหลายคนเบิกตากว้าง ไอ้ลูกล้างผลาญคนนี้บ้าไปแล้ว เรื่องแบบนี้ก็ยังกล้าเอามาอ่านออกเสียงอีกหรือ?
ซุนอิงชวนเบิกตากว้าง "ฝ่าบาท สิ่งที่เขาอ่านออกมา ล้วนเป็นสิ่งที่กระหม่อมต้องการจะกราบทูลทั้งนั้นพ่ะย่ะค่ะ! เขา เขา เขากำลังใส่ร้ายป้ายสีกระหม่อม!"
"ความผิดกระทงที่สองของซุนอิงชวน ยักยอกทรัพย์สินแผ่นดินเข้าพกเข้าห่อและกดขี่ขุนนางรุ่นหลัง กระหม่อมได้พูดคุยสนทนากับเจียงกว่างหรง บุตรชายของจงฉินโหว จึงได้ทราบว่า เงินที่จัดสรรให้กรมอาวุธถูกนำมาแบ่งปันกันนั้น เจี้ยนเจิ้งจะเป็นผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งมากที่สุด เป็นเพราะกระหม่อมเพิ่งจะเข้ามาแขวนชื่อกลางคัน จึงทำให้พวกเขาส่วนแบ่งไม่ลงตัว จนเป็นเหตุให้ซุนอิงชวนเกิดความไม่พอใจ พอเห็นหน้ากระหม่อมปุ๊บ ก็หาเรื่องกลั่นแกล้งกระหม่อมทันที แม้แต่ตอนที่กระหม่อมเสนอวิธีปรับปรุงเทคโนโลยีของกรมอาวุธ เขาก็เมินเฉย ซ้ำยังด่าให้กระหม่อมหุบปากเน่าๆ และไล่ให้กระหม่อมไสหัวออกไปจากกรมอาวุธ ช่างไร้ซึ่งความใจกว้างเยี่ยงขุนนางของราชสำนักโดยแท้"
จงฉินป๋อที่ยืนอยู่ในแถวถึงกับเบิกตากว้าง ไอ้ลูกทรพี ทำไมเจ้าถึงไปคลุกคลีกับไอ้ลูกล้างผลาญคนนี้ได้ แล้วยังมีหน้าเอาเรื่องทุกอย่างไปป่าวประกาศข้างนอกอีก นี่มันหาเรื่องเดือดร้อนมาให้พ่อของเจ้าชัดๆ!
ซุนอิงชวนโกรธจนหน้าแดงก่ำ "อวี๋กั๋วกง นี่มันเป็นการใส่ร้ายป้ายสีกันชัดๆ เขาเป็นแค่ลูกล้างผลาญคนหนึ่ง จะไปรู้เรื่องการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตได้อย่างไร?"
"ฝ่าบาท ตอนแรกกระหม่อมเพียงแค่อยากจะขัดเกลาเขาสักหน่อย แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ไอ้ลูกล้างผลาญคนนี้จะถึงขั้นล้มโต๊ะ แล้วชี้หน้าด่ากระหม่อมฉอดๆ!"
จูเจ้ากั๋วเมินเฉยต่อเขาโดยสิ้นเชิง แล้วอ่านต่อไป "ความผิดกระทงที่สามของซุนอิงชวน ในฐานะเจี้ยนเจิ้งแห่งกรมอาวุธ เขาสมควรที่จะต้องหาวิธีปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ดีขึ้น แต่ไม่เพียงเขาจะเมินเฉยต่อเทคโนโลยีการผลิตที่ดี ซ้ำยังเห็นได้ชัดว่าอาวุธและชุดเกราะของกรมอาวุธที่อยู่ในมือเขานั้นล้าหลังเป็นอย่างมาก ทว่าเงินที่เบื้องบนจัดสรรลงมาเพื่อการปรับปรุง กลับไหลเข้ากระเป๋าของเขาไปเสียสิ้น ฝ่าบาท ซุนอิงชวนกำลังเอาชีวิตของเหล่าทหารหาญที่อยู่แนวหน้ามาล้อเล่น ดังนั้น กระหม่อมจึงขอถวายฎีกาฟ้องร้องว่าซุนอิงชวนกินเงินเดือนเปล่าๆ โดยไม่ทำประโยชน์อันใดเลย!"
เหล่าขุนนางนับไม่ถ้วนในราชสำนักต่างพากันเดือดพล่าน สิ่งที่พวกเขาตกตะลึงไม่ใช่การกระทำของซุนอิงชวน แต่เป็นความกล้าหาญชาญชัยของหลินเฉินที่กล้านำเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาพูดบนโต๊ะอย่างโจ่งแจ้ง
ในฐานะขุนนางของกรมกองต่างๆ ในราชสำนัก พวกเขาต่างก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า ทุกหน่วยงานย่อมมีช่องทางหาเงินเป็นของตัวเอง แต่เรื่องพวกนี้ไม่อาจนำมาพูดในที่แจ้งได้ ทว่าหลินเฉินกลับไม่สนกฎเกณฑ์ใดๆ และลงมือกระชากผ้าปิดบังความอัปยศของราชสำนักจนฉีกขาดวิ่น!
สายตาของเริ่นเทียนติ่งก็เย็นชาลงเช่นกัน กฎเกณฑ์มืดดำเหล่านี้ พระองค์เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
"ซุนเจี้ยนเจิ้ง มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?"
ซุนอิงชวนตกใจจนต้องคุกเข่าลง "ฝ่าบาท ไม่มีเรื่องเช่นนี้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ! นี่เป็นการแก้แค้นของไอ้ลูกล้างผลาญคนนั้นต่างหาก!"
แต่จูเจ้ากั๋วกลับอ่านต่อ "ฝ่าบาท หลินเฉินยังมีข้อความย่อหน้าสุดท้ายที่ยังกล่าวไม่จบพ่ะย่ะค่ะ"
"อ่านต่อไป"
"ฝ่าบาท กระหม่อมทราบดีว่าซุนอิงชวนจะต้องหาข้ออ้างปฏิเสธทุกวิถีทางเป็นแน่ ดังนั้น กระหม่อมจึงขอบังอาจเสนอแนะต่อฝ่าบาทว่า กระหม่อมยินดีที่จะลงมือวิจัยและผลิตอาวุธพร้อมชุดเกราะด้วยตนเอง เพื่อนำมาประลองกับอาวุธและชุดเกราะที่กรมอาวุธผลิตขึ้นมา เพื่อให้ซุนอิงชวนได้ประจักษ์ชัดว่า ตัวเขานั้นเป็นพวกกินเงินเดือนเปล่าๆ หรือไม่!"
เหล่าขุนนางในราชสำนักเดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
หลินหรูไห่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขารู้สึกทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัว ที่ตื่นเต้นคือลูกชายของตนดูเหมือนจะแปลกไปจากเดิม ส่วนที่หวาดกลัวก็คือกลัวว่าหลินเฉินจะนำภัยมาสู่ตัว
"ไอ้ลูกทรพีคนนี้..."
เพื่อนขุนนางที่อยู่ข้างๆ กลับรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง "มีลูกชายทั้งทีต้องให้ได้อย่างลูกของอิงกั๋วกงสิ อิงกั๋วกง บุตรชายของท่านกล้าส่งสาส์นท้าประลองกับขุนนางขั้นสามของราชสำนัก ช่างเป็นความกล้าหาญที่น่ายกย่องยิ่งนัก"
หลินหรูไห่ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังเหน็บแนมหรือเยาะเย้ยกันแน่
ส่วนขุนนางคนอื่นๆ ในราชสำนัก ก็ยิ่งซุบซิบนินทากันหนักขึ้น
"สวรรค์ ไอ้ลูกล้างผลาญคนนี้ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง กล้าไปท้าประลองกับขุนนางขั้นสามของราชสำนัก"
"ต่อให้กรมอาวุธจะย่ำแย่แค่ไหน ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ลูกล้างผลาญคนหนึ่งจะท้าประลองได้กระมัง? ขั้นตอนการผลิตอาวุธและชุดเกราะพวกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ทั้งช่างฝีมือตั้งมากมาย ขั้นตอนการทำก็เยอะแยะ ลูกล้างผลาญอย่างเขาจะไปรู้อะไร?"
"มีงิ้วฉากเด็ดให้ดูแล้วสิ"
เมื่ออวี๋กั๋วกงอ่านจบ ก็เอ่ยขึ้นว่า "ฝ่าบาท กระหม่อมอ่านจบแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากฝ่าบาททรงอนุญาต ก็สามารถมีพระราชโองการลงมาได้เลย เพื่อให้หลินเฉินกับซุนเจี้ยนเจิ้งได้ประลองฝีมือกัน ตกลงว่าซุนเจี้ยนเจิ้งเป็นพวกกินเงินเดือนเปล่าๆ หรือเป็นหลินเฉินที่ใส่ร้ายป้ายสีขุนนางของราชสำนัก แค่ลองดูก็รู้ผลแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เริ่นเทียนติ่งทอดพระเนตรมองซุนอิงชวนที่คุกเข่าอยู่ "ซุนชิง เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?"
แม้ว่าในเวลานี้ภายในใจของซุนอิงชวนจะรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้หวาดกลัวนัก อีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ลูกล้างผลาญ แต่กรมอาวุธเป็นถึงสถานที่ที่กุมเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดของต้าเฟิงเอาไว้ อีกฝ่ายไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นี้ได้แน่นอน
ดังนั้น ซุนอิงชวนจึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา "ฝ่าบาท กระหม่อมยินดีที่จะประลองกับไอ้ลูกล้างผลาญคนนี้ เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ!"
เริ่นเทียนติ่งพยักพระพักตร์ "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะออกพระราชโองการให้หลินเฉินเข้าร่วมการวิจัยและพัฒนาของกรมอาวุธ สามารถคัดเลือกและเรียกใช้ช่างฝีมือได้อย่างอิสระ ส่วนเรื่องเวลา การหลอมดาบและชุดเกราะ ต้องใช้เวลาเท่าใด?"
"ทูลฝ่าบาท น่าจะใช้เวลาประมาณเจ็ดวันพ่ะย่ะค่ะ"
"ดี เจ็ดวันให้หลัง จะจัดการประลองขึ้น ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่า อาวุธที่หลินเฉินสร้างขึ้นมาจะแย่ หรืออาวุธที่กรมอาวุธสร้างขึ้นมาจะห่วยแตกกว่ากัน"
เมื่อเริ่นเทียนติ่งมีรับสั่งออกมาเช่นนี้ ซุนอิงชวนก็ทำได้เพียงน้อมรับพระราชโองการ
เรื่องราวนี้ ถือว่ายุติลงในท้องพระโรงชั่วคราว ทว่าทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ความบาดหมางระหว่างหลินเฉินกับซุนอิงชวน เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ในการจัดการราชกิจหลังจากนั้น หลินหรูไห่ก็มีท่าทีเหม่อลอยไม่มีสมาธิ จนกระทั่งเลิกประชุมตอนเช้า เมื่อบรรดาเพื่อนขุนนางเดินผ่าน ต่างก็ส่งสายตามาให้เขา
"อิงกั๋วกง ท่านมีฝีมือในการอบรมสั่งสอนบุตรชายจริงๆ ข้าน้อยขอคารวะ คารวะ"
"อิงกั๋วกง บุตรชายของท่านสมกับเป็นอันธพาลน้อยแห่งเมืองหลวงเสียจริง"
"อิงกั๋วกง บุตรชายของท่านช่างโง่เง่า เอ้ย ช่างห้าวหาญยิ่งนัก"
ขุนนางเหล่านั้นบางคนก็มีท่าทีเยาะเย้ยถากถาง ส่วนหลินหรูไห่ทำหน้าดำคร่ำเครียด รีบเดินตามอวี๋กั๋วกงไป
"อวี๋กั๋วกง ทำไมท่านถึงไปคลุกคลีกับลูกชายของข้าได้ แล้วยังจะช่วยออกหน้าแทนเขาอีก?"
จูเจ้ากั๋วมองดูหลินหรูไห่ที่กำลังร้อนรน แล้วหัวเราะ "พี่หลิน ไปๆๆ ไปนั่งคุยกันที่กองบัญชาการทหารม้าดีไหม?"
"จะนั่งบ้าอะไรอีกล่ะ จูเจ้ากั๋ว การที่ท่านทำแบบนี้ หากในการประลองครั้งนี้ลูกชายของข้าเกิดแพ้ขึ้นมา จะหาทางลงยังไง ดีไม่ดีอาจจะถูกถวายฎีกาฟ้องร้องจนถูกอัปเปหิออกจากเมืองหลวงเลยก็ได้!"
จูเจ้ากั๋วตบไหล่หลินหรูไห่เบาๆ "พี่หลิน ข้าคิดว่า ท่านควรจะมีความเชื่อมั่นในตัวลูกชายของท่านให้มากกว่านี้นะ"
ส่วนเริ่นเทียนติ่งเมื่อกลับมาถึงตำหนักหลัง ขันทีก็รีบเข้ามาช่วยถอดหมวกมงกุฎ และเปลี่ยนฉลองพระองค์มังกรเป็นชุดไปรเวททันที
"หลวี่จิ้น เดี๋ยวไปเตรียมตัวให้พร้อม ข้าจะออกไปนอกวังเสียหน่อย"
ตอนนี้เริ่นเทียนติ่งเองก็อยากจะรู้ให้แน่ชัดเหมือนกันว่า ในหัวของหลินเฉินกำลังคิดอะไรอยู่ เขารู้ว่าหลินเฉินอยากจะสร้างผลงาน แต่สร้างผลงานด้วยวิธีแบบนี้เนี่ยนะ?
นี่มันกะจะดึงเอากรมอาวุธมาเป็นหินรองเท้าให้ตัวเองเหยียบขึ้นไปชัดๆ
และอีกเรื่องหนึ่ง เขาก็อยากจะไปตรวจสอบให้แน่ใจว่า สิ่งที่หลินเฉินพูดมาทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องจริงหรือไม่
หรือว่าวงการขุนนางของต้าเฟิงในตอนนี้ จะเน่าเฟะถึงเพียงนี้แล้ว?
......
หลินเฉินไม่รู้เลยว่า การประชุมเช้าในวันนี้ได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเพราะเขา เชื่อว่าอีกไม่นาน ข่าวนี้คงจะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงเป็นแน่
เมื่อตื่นขึ้นมาบนเตียง หลินเฉินก็ส่งเสียงเรียก อิงเอ๋อร์และสาวใช้คนอื่นๆ จึงเดินเข้ามา
หลินเฉินล้างมือไปพลางเอ่ยถาม "ท่านพ่อไปประชุมเช้าแล้วหรือ?"
"นายน้อย ไม่ใช่แค่ไปประชุมนะเจ้าคะ ป่านนี้คงใกล้จะเลิกประชุมแล้วด้วยซ้ำ"
"เร็วขนาดนั้นเลย?"
อิงเอ๋อร์ถึงกับหมดคำพูด "เป็นเพราะนายน้อยตื่นสายเกินไปต่างหากล่ะเจ้าคะ"
หลินเฉินหัวเราะฮ่าๆ "นี่เป็นเวลาตื่นปกติของข้าต่างหาก เอาล่ะ ข้ากินมื้อเช้าก่อนเถอะ เดี๋ยวข้ายังต้องไปที่กองบัญชาการทหารม้าอีก"
(จบแล้ว)