- หน้าแรก
- เมื่ออันธพาลตระกูลกั๋วกงขอรันวงการสุราเซียน
- บทที่ 15 - บุตรชายของเจิ้นกั๋วกง
บทที่ 15 - บุตรชายของเจิ้นกั๋วกง
บทที่ 15 - บุตรชายของเจิ้นกั๋วกง
บทที่ 15 - บุตรชายของเจิ้นกั๋วกง
ในตอนนี้ หยาดเซียนเมรัยได้กลายเป็นหนึ่งในโรงเตี๊ยมที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมืองหลวงไปเสียแล้วในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ มีทั้งชาวบ้านและเศรษฐีแวะเวียนมาดื่มสุรากันอย่างไม่ขาดสาย
แม้ว่านักดื่มสุราตัวยงบางคนจะรู้สึกว่า สุราของหยาดเซียนเมรัยนั้นมีรสชาติของสุราชั้นเลวจากทางตอนใต้ของเมืองปะปนอยู่บ้าง แต่มันกลับมีความร้อนแรงสะใจ ด้วยระดับดีกรีที่สูงลิ่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่สุราชนิดอื่นไม่มี
ลานด้านหลังของหยาดเซียนเมรัย
หลินเฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ ไขว่ห้างกระดิกเท้า บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านข้างรีบยกถ้วยซุปหูหนูขาวเม็ดบัวเข้ามา อิงเอ๋อร์รับมาถือไว้ แล้วป้อนให้หลินเฉินถึงปาก
หลินเฉินเอียงคอกินไปหนึ่งคำ รู้สึกสดชื่นสบายใจเป็นที่สุด
"เยี่ยม นี่สิถึงจะเรียกว่าชีวิตของคุณชายยุคโบราณ มีคนป้อนน้ำป้อนข้าวให้ถึงที่"
หลินเฉินรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก
เบื้องหน้าของหลินเฉิน มีชายฉกรรจ์ร่างกำยำหลายคนยืนเรียงแถวกันอยู่ นัยน์ตาของพวกเขาเปล่งประกายคมปลาบ
"นายน้อย คนพวกนี้ล้วนคัดเลือกมาจากนายหน้าตามที่ท่านสั่งขอรับ เป็นชายฉกรรจ์ที่แข็งแรงทนทาน ให้เฝ้าบ้านคุ้มภัย รับรองว่าไม่มีปัญหาแน่นอนขอรับ"
หลงจู๊บัญชีที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยรายงาน
หลินเฉินขมวดคิ้ว "แค่เฝ้าบ้านคุ้มภัยน่ะรึ? ที่คุณชายต้องการคือคนที่ต่อยตีเก่ง! ต้องสู้คนเป็น พวกที่สู้ไม่เป็นข้าไม่เอาหรอกนะ"
"นายน้อยวางใจเถอะขอรับ พวกเขาล้วนเป็นทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการมาจากชายแดน ฝีมือการต่อสู้ไม่ธรรมดาเลย ซื้อมาคนหนึ่งตั้งห้าสิบตำลึงเชียวนะขอรับ นี่ยังไม่รวมค่าจ้างรายเดือนอีก"
หลินเฉินตาเป็นประกาย ลุกพรวดขึ้นมายืนเอามือไพล่หลัง พิจารณาพวกเขาอย่างละเอียด
"พวกเจ้าล้วนเป็นทหารที่ปลดประจำการมาจากกองทัพชายแดนรึ?"
ชายฉกรรจ์ที่เป็นหัวหน้าตอบด้วยน้ำเสียงดุดัน "ขอรับ คุณชาย เมื่อก่อนพวกเราเคยประจำการอยู่ด่านชายแดน แต่เพราะได้รับบาดเจ็บ ก็เลยต้องปลดประจำการออกมา เป็นครอบครัวทหาร แต่อยู่ในเมืองหลวงพวกเราไม่มีที่นาให้ทำกิน เงินที่ราชสำนักแจกจ่ายให้ก็ไม่พอยาไส้ เลยต้องออกมาหาช่องทางทำมาหากินขอรับ"
หลินเฉินหัวเราะร่วน "ดี อย่างอื่นข้าอาจจะไม่มี แต่เรื่องเงินน่ะ คุณชายอย่างข้ามีถมเถ ข้าขอถามพวกเจ้าคำถามเดียว ถ้าศัตรูที่คุณชายอย่างข้าต้องเจอ เป็นพวกองครักษ์ที่พิทักษ์ชายแดน พวกเจ้าสู้ชนะไหม?"
ชายฉกรรจ์เหล่านั้นต่างก็อึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ชายฉกรรจ์ที่เป็นหัวหน้าก็ตอบเสียงเข้ม "คุณชาย ขอเพียงไม่ใช่ทหารม้าเหล็กทั้งสามกองธงของราชวงศ์ต้าเฟิ่ง ไม่ว่าหน้าไหนพวกเราก็อัดมันได้ทั้งนั้น!"
ชายฉกรรจ์อีกคนเสริม "คุณชายวางใจเถอะ พวกเรารับเงินมาทำงาน ท่านสั่งให้พวกเราทำอะไร พวกเราก็จะทำตามนั้น"
หลินเฉินยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ "ดี ดี ดี ความจงรักภักดีน่าชื่นชมยิ่งนัก เดี๋ยวถึงเวลา พวกเจ้าตามข้าไปที่จวนเจิ้นกั๋วกง ข้าจะไปซ้อมซื่อจื่อของเจิ้นกั๋วกงคนนั้นสักมื้อ เอาให้พ่อแม่มันจำหน้าไม่ได้เลย"
เจิ้นกั๋วกงนั้นแทบจะเทียบเท่ากับฟ่านอ๋องแล้ว การจะเรียกบุตรชายของเขาว่าซื่อจื่อ ก็ไม่ได้ถือว่าเกินจริงแต่อย่างใด
อิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ อ้าปากค้าง นายน้อยเจ้าคะ ท่านให้คนไปหาองครักษ์พวกนี้มา จุดประสงค์ก็เพื่อจะไปซ้อมซื่อจื่อของเจิ้นกั๋วกงงั้นรึ?
หลงจู๊บัญชีถึงกับเหงื่อตก "นายน้อยขอรับ ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูนายท่านล่ะก็..."
"เขาไม่มีทางรู้หรอก หรือว่าเจ้าคิดจะเป็นเกลือเป็นหนอน?"
หลินเฉินปรายตามองเขา "เจ้าเป็นหลงจู๊ที่นี่ ได้ค่าจ้างรายเดือนเยอะกว่าตอนเป็นหลงจู๊บัญชีตั้งเยอะไม่ใช่รึ"
หลงจู๊บัญชีรีบตอบ "ขะ... ข้าไม่ทำเช่นนั้นหรอกขอรับ นายน้อยโปรดวางใจ"
หลินเฉินยิ้มแย้มเบิกบาน "ดีมาก ข้าจะทดสอบฝีมือการต่อสู้ของพวกเจ้าดูหน่อย พวกเจ้าสองคนมาสู้กันตัวต่อตัว ใครชนะ ข้าจะตั้งให้เป็นหัวหน้า แถมเงินรางวัลให้อีกสิบตำลึง"
ดวงตาของเหล่าองครักษ์เป็นประกายวาววับ
หลินเฉินนั่งลง "เริ่มสู้ได้"
"ขอรับ!"
บรรดาองครักษ์ต่างเตรียมพร้อมลงมือ
ในขณะเดียวกัน ภายในร้านโรงเตี๊ยม ลูกจ้างและบ่าวรับใช้ของจวนตระกูลหลินกำลังยุ่งกันจนหัวหมุน มีลูกค้ามาซื้อสุรามากมายก่ายกอง ลานชั้นหนึ่งถึงกับมีลูกค้านั่งจนเต็ม ชั้นสองก็มีลูกค้าอยู่ไม่น้อย มีเพียงห้องส่วนตัวบนชั้นสามเท่านั้นที่ยังพอมีที่ว่างอยู่บ้าง
เริ่นเทียนติ่งก้าวเข้ามาในร้านหยาดเซียนเมรัย พอเห็นผู้คนมากมายเบียดเสียดกันอยู่ ก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย
โรงเตี๊ยมที่ไอ้ลูกล้างผลาญนั่นเปิด กิจการรุ่งเรืองขนาดนี้เชียวรึ?
หลี่ว์จิ้นขันทีผู้ติดตามกระซิบ "ก่อนหน้านี้มีคนในเมืองหลวงให้ความสนใจร้านหยาดเซียนเมรัยกันมาก หลายคนพนันกันว่าร้านจะต้องเจ๊งแน่ๆ นึกไม่ถึงเลยว่า รสชาติสุราของร้านนี้จะยอดเยี่ยมจริงๆ"
เริ่นเทียนติ่งเอามือไพล่หลัง "อืม ให้พวกเขาเอาสุราทุกชนิดที่มีมาให้ลองชิมอย่างละนิด"
เขาเดินขึ้นไปชั้นบนทันที หลี่ว์จิ้นรีบสั่งให้องครักษ์ที่ติดตามมาไปซื้อสุรา
เมื่อขึ้นมาถึงห้องส่วนตัวบนชั้นสาม หลังจากเริ่นเทียนติ่งนั่งลงเรียบร้อย ไม่นานนัก ลูกจ้างร้านก็ยกสุราเข้ามาเสิร์ฟ
"นายท่าน หยาดเซียนเมรัยของร้านเราขอรับ เชิญดื่มด่ำตามสบาย"
นอกจากสุราแล้ว ก็ยังมีกับแกล้มอีกสองสามอย่าง แต่ก็เป็นแค่ของธรรมดาๆ อย่างเช่นถั่วลิสงต้ม เป็นต้น
ลูกจ้างดึงจุกปิดไหสุราออก กลิ่นหอมของสุราอันเข้มข้นก็พวยพุ่งออกมาทันที ทำให้เริ่นเทียนติ่งถึงกับสูดจมูกฟุดฟิดไปชั่วขณะ
"สุราดีจริงๆ"
ในดวงตาของเริ่นเทียนติ่งฉายแววประหลาดใจ
เขาลองชิมไปหนึ่งชาม ก็รู้สึกได้ถึงความร้อนแรงของสุราที่ไหลบาดลงคอ ความสะใจแบบนี้ มันช่างรุนแรงกว่าสุราของโรงเตี๊ยมอื่นๆ ในเมืองหลวงเสียอีก
เริ่นเทียนติ่งรู้สึกทึ่ง ไอ้ลูกล้างผลาญนี่ มันได้เคล็ดวิชาหมักสุราจากเทพเซียนมาจริงๆ งั้นรึ?
"ที่ร้านพวกเจ้า ยังมีสุราชนิดอื่นอีกไหม?"
ลูกจ้างยิ้ม "นายท่าน เรื่องนี้นายน้อยของพวกเรายังไม่ได้บอกไว้ พวกเราก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ แต่คิดว่าน่าจะมีแหละขอรับ เพียงแต่ยังหมักไม่เสร็จ"
เมื่อลูกจ้างเดินออกไป เริ่นเทียนติ่งก็หันไปมองหลี่ว์จิ้น
"หลี่ว์จิ้น เจ้าก็ลองชิมดูสิ"
"ขอบพระทัยฝ่าบาท"
หลี่ว์จิ้นลองชิมดูอย่างระมัดระวัง แล้วก็อดที่จะเอ่ยชมไม่ได้เช่นกัน
"ฝ่าบาท เป็นสุราชั้นเลิศจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ สมกับชื่อหยาดเซียนเมรัยจริงๆ"
เริ่นเทียนติ่งหมุนจอกสุราในมือเล่น "ลูกล้างผลาญคนหนึ่ง สามารถหมักสุราที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ออกมาได้ แถมยังสามารถเขียนบทความวิพากษ์ที่มีมุมมองและแนวคิดเฉียบแหลมได้ขนาดนั้น เจิ้นไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะเป็นแค่ลูกล้างผลาญธรรมดา เขาต้องกำลังซ่อนคมอยู่แน่ๆ!"
หลี่ว์จิ้นยืนอยู่ด้านข้าง เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "ฝ่าบาท จะให้ตามตัวเขามาเข้าเฝ้าไหมพ่ะย่ะค่ะ?"
"ยังไม่ต้อง เจิ้นยังไม่อยากเปิดเผยตัวตน เจิ้นขอสังเกตดูพฤติกรรมของเขาก่อน"
ขณะเดียวกัน ที่หน้าประตูร้านหยาดเซียนเมรัยบนถนนไป๋หู่ กลุ่มองครักษ์ท่าทางวางก้ามเดินตามหลังชายหนุ่มคนหนึ่งมา
"นายน้อย นี่แหละคือร้านหยาดเซียนเมรัยที่โด่งดังเป็นพลุแตกในเมืองหลวงช่วงนี้ขอรับ"
ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่า เฉินอิง และเขายังมีอีกฐานะหนึ่ง นั่นก็คือบุตรชายของเจิ้นกั๋วกง ฟ่านอ๋องผู้ครองดินแดนตะวันตกเฉียงใต้
ตระกูลเจิ้นกั๋วกงพิทักษ์ดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ให้ราชวงศ์ต้าเฟิ่งมาหลายชั่วอายุคน ถือเป็นประตูด่านหน้าทางตะวันตกเฉียงใต้ ความสำคัญของตระกูลเฉินที่มีต่อต้าเฟิ่งนั้นย่อมไม่ต้องพูดถึง
เฉินอิงยิ้มบางๆ "ดี เข้าไปดูกันหน่อยสิ ช่วงนี้อยู่ในเมืองหลวงจนปากจะจืดชืดเป็นนกอยู่แล้ว สุราที่ดื่มก่อนหน้านี้ก็ไม่แรงพอ ไม่เห็นจะแรงเท่าสุราทางตะวันตกเฉียงใต้สักนิด ข้าล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าไอ้หยาดเซียนเมรัยนี่ มันจะดีแต่ชื่อหรือเปล่า"
เขาก้าวเข้าไปในร้านหยาดเซียนเมรัย ชาวบ้านธรรมดาที่ขวางทางอยู่ด้านหน้า ล้วนถูกองครักษ์ที่ติดตามมาผลักไสไล่ส่งให้หลีกทางทันที
"หลีกไปๆ!"
ชาวบ้านเหล่านั้นหันกลับมามอง พอเห็นว่าเป็นกลุ่มองครักษ์ ก็ได้แต่โกรธเคืองแต่ไม่กล้าโวยวาย
เพราะในเมืองหลวง คนที่มีองครักษ์ติดตาม อย่างน้อยๆ ก็ต้องมียศเป็นท่านเจวี๋ย
เฉินอิงเดินตรงดิ่งไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง ชาวบ้านที่กำลังนั่งดื่มสุราอยู่ที่โต๊ะตัวนั้น พอเห็นสีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่าย ก็ตกใจรีบลุกขึ้นยืนทันที
องครักษ์ที่อยู่ด้านข้างเริ่มทำความสะอาดโต๊ะ ส่วนเฉินอิงก็เอ่ยขึ้นว่า "ให้เงินพวกเขาสักหน่อย ถือซะว่าคุณชายอย่างข้าขอซื้อที่นั่งก็แล้วกัน"
องครักษ์หยิบตั๋วเงินสิบตำลึงออกจากอกเสื้อ ยื่นให้พวกชาวบ้าน
"รับไปแล้วก็ไสหัวไปซะ"
ชาวบ้านกลุ่มนั้นดีใจเนื้อเต้น "ขอบคุณคุณชายขอรับ"
องครักษ์อีกคนเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์ แล้วพูดเสียงดังฟังชัด "เถ้าแก่ เอาสุราทั้งหมดที่มีในร้านของเจ้า ออกมาให้พวกเราลิ้มรสเดี๋ยวนี้!"
(จบแล้ว)