- หน้าแรก
- เล่ห์รักสุสานโบราณ
- บทที่ 31 - ตัดขาดความสัมพันธ์
บทที่ 31 - ตัดขาดความสัมพันธ์
บทที่ 31 - ตัดขาดความสัมพันธ์
บทที่ 31 - ตัดขาดความสัมพันธ์
บรรยากาศในห้องเงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตก
เนิ่นนานผ่านไป เวินหว่านก็นั่งตัวตรง แล้วถามว่า "เจ้าหมายความว่า จะแต่งงานกับข้างั้นเหรอ?"
คำว่า 'แต่งงาน' ทำให้เสิ่นอวี้ขมวดคิ้ว
เวินหว่านเห็นสีหน้าเขา ประกายความผิดหวังก็พาดผ่านดวงตาไปชั่วแวบ
"ดูท่า คงไม่ใช่ภรรยาที่แต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณีสินะ"
เวินหว่านทำหน้าเหมือนรู้อยู่แล้ว "การแต่งงานต้องว่ากันตามคำสั่งพ่อแม่และแม่สื่อ การแอบหมั้นหมายกันเองก็เป็นได้แค่อนุภรรยาลับๆ ข้าเป็นแค่อนุของพ่อค้า ด้วยฐานะแบบนี้ อย่าว่าแต่เซี่ยวเว่ยโจวอย่างเจ้าเลย ต่อให้เป็นผู้ชายธรรมดาทั่วไป ก็คงไม่ยอมแต่งงานให้ข้าเป็นภรรยาเอกหรอก"
นางแค่คิดนิดเดียว ก็เข้าใจถึงประเด็นสำคัญของเรื่องนี้แล้ว
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น และเสิ่นอวี้ก็คิดเช่นนั้นจริงๆ
แต่ว่า...
คำพูดเหล่านี้เมื่อหลุดออกมาจากปากนาง กลับทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบในใจ
เขาเคยคิดว่า นางก็เป็นแค่อนุของพ่อค้า การที่เขาให้ที่พักพิงแก่นาง ก็ถือเป็นความเมตตาแล้ว แต่กลับลืมไปว่า นางไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไป
เขาดูถูกนางเกินไป
คนที่ก้าวมาถึงจุดที่เสิ่นอวี้เป็นอยู่ได้ ย่อมไม่ใช่คนดื้อรั้นเอาแต่ใจ เมื่อรู้ว่าผิดก็คือผิด เขาจะไม่ยอมดันทุรังทำผิดต่อไป
"ขอโทษนะ ข้าขอถอน..."
เวินหว่านหัวเราะเบาๆ ขัดจังหวะเขา
"ไม่ต้องขอโทษหรอก ตามค่านิยมของโลกนี้ การที่เซี่ยวเว่ยโจวไม่รังเกียจที่ข้าเคยเป็นอนุของพ่อค้า และยอมรับข้าเป็นอนุภรรยาลับๆ ก็ถือว่าเป็นความกรุณาอย่างยิ่งแล้ว"
นางหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ "เจ้าดีกว่าผู้ชายคนอื่นๆ ในโลกนี้ตั้งเยอะ น่าเสียดาย ที่เราคงไม่ใช่คู่แท้ของกันและกัน"
พูดจบ นางก็ไม่รอให้เสิ่นอวี้ตอบสนอง และสรุปปิดท้ายทันที
"เพราะงั้น เราอย่าพูดเรื่องแต่งงานให้เสียความรู้สึกกันเลย มาคุยเรื่องข้อตกลงกันดีกว่า ห้าร้อยตำลึง เป็นค่ายา ส่วนเรื่องที่ข้าจะช่วยพวกเจ้าหาของ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง"
ดูเหมือนว่ามื้อนี้ คงจะไม่ได้กินข้าวด้วยกันแล้วล่ะ
เวินหว่านลุกขึ้นยืน ก่อนจะไปนางก็พูดทิ้งท้ายไว้ว่า "ข้อตกลงที่ข้าเสนอ ข้าบอกพี่เกาไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พวกเจ้าลองไปปรึกษากันดูนะ"
เด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยมเดินมาถึงประตู ก็บังเอิญเจอกับเวินหว่านที่กำลังเดินออกมาพอดี
เวินหว่านรับกล่องข้าวจากมือเขา แล้วยิ้มพูดว่า "สามีของข้าตอนนี้กินไม่ลงหรอก ข้าเอาข้าวกลับไปกินที่ห้องเองดีกว่า"
"อ้อ" เด็กรับใช้ทำหน้างง เมื่อชั่วยามที่แล้วเซี่ยวเว่ยโจวยังบอกว่าหิวอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงไม่อยากกินแล้วล่ะ?
แต่เขาเป็นแค่เด็กรับใช้ แขกสั่งอะไรเขาก็ทำตามนั้น เรื่องพวกนี้เขาไม่ได้ใส่ใจนักหรอก
หลังจากเวินหว่านและเด็กรับใช้ออกไปแล้ว เสิ่นอวี้ก็จ้องมองขึ้นไปบนเพดานด้วยสายตาที่ลึกล้ำ ภายในดวงตาแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา
เกาหลิงกลับมาที่โรงเตี๊ยมในตอนบ่าย
หลังจากเข้ามาในห้อง เขาก็บ่นกระปอดกระแปดพลางล้างมือในอ่างน้ำที่วางอยู่บนชั้น
"รื้อตำหนักย่อยนั่นซะกระจุยกระจาย ของในสุสานโบราณก็ขุดขึ้นมาหมดแล้ว สู้ศาลเจ้าภูเขาคราวก่อนไม่ได้เลย ศาลเจ้านั่นอย่างน้อยก็ยังมีสมบัติอยู่หลายหีบ แต่คราวนี้มีแต่ไหแตกๆ ไม่กี่ใบ"
เกาหลิงหยิบผ้าฝ้ายมาเช็ดมือ แล้วหันไปเดินไปที่เตียง
"เฮ้อ น่าเสียดายที่ยังหาของที่เราต้องการไม่เจอ แต่ก็ยังดีนะ ที่มีแม่นางเสี่ยวหว่านอยู่ วันหน้าก็ยังมีโอกาส ขุดสุสานโบราณรอบๆ เมืองชายแดนให้หมดเลยก็ยังได้"
เขาพูดอยู่นาน แต่กลับไม่มีใครตอบสนอง จึงหันไปมองที่เตียง
เห็นเสิ่นอวี้เหม่อมองเพดานตาลอย จึงถามด้วยความสงสัย "เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ?"
ในที่สุดเสิ่นอวี้ก็ขยับคอ หันมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"นางโกรธแล้ว"
"หืม?"
คำพูดที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยของเขา ทำให้เกาหลิงงงไปพักใหญ่ กว่าจะเข้าใจความหมาย
เกาหลิง "เจ้าหมายความว่า เจ้าบอกว่าจะรับนางเป็นอนุ แล้วนางก็โกรธงั้นเหรอ?"
เสิ่นอวี้พยักหน้าด้วยสายตาหม่นหมอง
เมื่อวานหลังจากเสิ่นอวี้ฟื้น เกาหลิงก็บอกข้อตกลงที่เวินหว่านเสนอให้ฟัง
เวินหว่านเป็นอนุภรรยาที่หลบหนี นางต้องการตัวตนใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเสิ่นอวี้เลย
ทุกปีมีผู้รอดชีวิตที่ถูกช่วยเหลือจากพวกม่อเป่ยมากมายนับไม่ถ้วน แค่สวมรอยใช้ชื่อผู้หญิงกำพร้าสักคน ก็สามารถทำเอกสารแสดงตนให้นางได้แล้ว
แต่สำหรับหญิงกำพร้า การจะเอาชีวิตรอดเพียงลำพังอย่างมั่นคงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เสิ่นอวี้ค่อนข้างชื่นชมเวินหว่าน เขาจึงไม่รังเกียจที่จะรับนางไว้เป็นอนุ เพื่อให้นางมีชีวิตที่มั่นคง
เกาหลิงเองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้
ข้อเสนอนี้ ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น มีใครบ้างที่จะไม่ตกลง
เกาหลิง "ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ สินสอดตั้งห้าพันตำลึง แถมยังมีตัวตนใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และชีวิตที่สุขสบายในวันข้างหน้า ถ้านางคลอดลูกชายหรือลูกสาวให้เจ้าสักคน เจ้าก็ยิ่งไม่มีทางทอดทิ้งนาง นางยังมีอะไรไม่พอใจอีก?"
เสิ่นอวี้เงียบไป
เกาหลิงแค่นเสียงเย็น แล้วพูดว่า "หรือว่านางเป็นแค่อนุของพ่อค้า แต่ยังริอ่านอยากเป็นภรรยาเอกของเจ้า? นางบ้าไปแล้ว หรือพวกเราทุกคนบ้าไปแล้วกันแน่?"
เมื่อได้ยินดังนั้น เสิ่นอวี้ก็ถอนหายใจ "ช่างเถอะ ในเมื่อนางไม่ยอมรับการจัดแจงนี้ ก็ทำตามเงื่อนไขของนางแล้วกัน"
"ได้ เราจะให้นางมีสถานะเป็นหญิงกำพร้า ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ในยุคบ้านเมืองระส่ำระสายแบบนี้ หญิงกำพร้าอย่างนางจะเอาตัวรอดได้ยังไง!"
เกาหลิงทำหน้าเหมือนรอปูเสื่อดูเรื่องสนุก
ส่วนเสิ่นอวี้กลับมีสีหน้าเรียบเฉย เพียงแต่ตอนที่หลุบตาลง แววตากลับดูอ้างว้างและโดดเดี่ยว
หลังจากที่ต้องแยกย้ายกันไปอย่างไม่สบอารมณ์ในวันนั้น ตลอดสองวันมานี้ เวินหว่านก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเสิ่นอวี้ที่ห้องอีกเลย
มีแต่เกาหลิงที่คอยวิ่งเป็นสื่อกลางระหว่างพวกเขาทั้งสองคน
ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมมือกัน พวกเขาจะช่วยทำเอกสารแสดงตนให้นาง ส่วนนางก็สัญญาว่าจะช่วยพวกเขาหาสุสานโบราณ
ตอนที่เกาหลิงถามถึงชื่อสำหรับตัวตนใหม่ เวินหว่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจใช้ชื่อเดิมก่อนทะลุมิติมา ว่า เวินหว่าน
สามวันต่อมา อาการบาดเจ็บของเสิ่นอวี้ก็ดีขึ้นบ้าง พอจะทนรับแรงกระเทือนจากการนั่งรถม้าได้แล้ว
ดังนั้น ขบวนรถม้าอันยิ่งใหญ่จึงเตรียมตัวออกเดินทางกลับเมืองชายแดน
เวินหว่านเก็บข้าวของเสร็จก็เดินมาที่หน้าโรงเตี๊ยม
ที่ด้านหน้าของขบวนรถม้าอันยาวเหยียด มีรถม้าคันหรูจอดอยู่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครอยู่ในรถม้าคันนั้น
"พี่สะใภ้ เชิญขึ้นรถม้าขอรับ"
ชายหนุ่มหน้าตาคุ้นเคยเดินเข้ามาช่วยนางถือสัมภาระ พร้อมกับทักทายนางด้วยรอยยิ้มซื่อๆ
เวินหว่านจำได้ว่า นี่คือหนึ่งในชายหนุ่มที่ไปช่วยขุดดินที่ศาลเจ้าแม่กวนอิม
นางเหลือบมองชายหนุ่มคนอื่นๆ ที่กำลังแอบมองนางอยู่ แล้วพูดเสียงดังว่า
"ต่อไปอย่าเรียกซี้ซั้วนะ ข้ากับเซี่ยวเว่ยโจวไม่ได้เป็นอะไรกัน เมื่อหลายวันก่อนที่ต้องแสดงละครตบตาคนอื่น ก็เป็นเพราะสถานการณ์บังคับให้ต้องทำตามแผนลับของเซี่ยวเว่ยโจว ข้าเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ พอกลับเข้าเมืองไป วันหน้าข้าก็ต้องแต่งงานมีครอบครัว ชื่อเสียงของข้าจะมาล้อเล่นไม่ได้หรอกนะ"
พูดจบ เวินหว่านก็ไม่ได้ขึ้นรถม้าคันนั้น แต่กลับเดินไปทางด้านหลังของขบวน ไปยังรถม้าสำหรับบรรทุกของ
ภายในรถม้า เสิ่นอวี้ที่กำลังนั่งพิงหลับตาพักผ่อนอยู่ ก็เบิกตากว้างขึ้นทันที
เขาเลิกม่านรถม้าขึ้น สายตาคมกริบมองตรงไปด้านหลัง
ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนั้น กำลังปีนขึ้นรถม้าบรรทุกของอย่างทุลักทุเล ต้องใช้ทั้งมือทั้งเท้าช่วย
ท่าทางแบบนั้น ดูตลกสามส่วน แต่น่ารักเจ็ดส่วน
ใช่แล้ว ท่าทางตลกๆ แบบนั้น ในสายตาของเขา กลับดูน่ารักเสียได้!
เสิ่นอวี้รู้สึกว่าช่วงนี้สายตาของเขาคงมีปัญหาแน่ๆ ต้องเป็นเพราะถูกนางยั่วโมโหจนหน้ามืดตามัวแหงๆ
"ถึงกับทนไม่ไหว รีบขีดเส้นแบ่งเขตกับข้าขนาดนี้เชียว!"
นังเด็กบ้าคนนี้ ช่างกล้าดีจริงๆ!
[จบแล้ว]