- หน้าแรก
- เมื่อผมจุติเป็นพระเจ้า แล้วเข้าร่วมกลุ่มแชทต่างโลก
- บทที่ 17: เทพยาดามีจริงแท้แน่แท้
บทที่ 17: เทพยาดามีจริงแท้แน่แท้
บทที่ 17: เทพยาดามีจริงแท้แน่แท้
ณ ลานฝึกยุทธพรรคใต้หล้า แห่งโลกฟงอวิ๋น
"ฮ่า ๆ ๆ! ข้านึกว่าสยงป้าจะเป็นยอดวีรบุรุษแห่งยุค และเป็นศัตรูตัวฉกาจของเมืองไร้คู่เราเสียอีก นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะงมงายเชื่อเรื่องเทพเซียนจนกราบไหว้ได้ถึงเพียงนี้ ช่างน่าขันสิ้นดี!"
ตู่กู้อี้ฟาง เจ้าเมืองไร้คู่ ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เมื่อได้เห็นสยงป้าคุกเข่าลงกราบกรานต่อหน้าแท่นบูชาเพื่อทำพิธีสังเวยและสวดอ้อนวอนอย่างจริงจัง
ทว่าเมื่อเขาได้สติกลับคืนมา ก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะเยาะลั่นออกมาอย่างบ้าคลั่ง
สยงป้าที่กำลังคุกเข่าสวดมนต์อยู่ตรงนั้น ช่างดูไม่ต่างจากตัวตลกในสายตาของเขา คนที่ไร้สาระเช่นนี้ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นศัตรูของเขาได้อีกต่อไป
"นั่นสิ ดูพวกมันสิว่าช่างศรัทธาแรงกล้ากันเหลือเกิน เทพแห่งหงเหมิงอะไรนั่นคงจะปลาบปลื้มใจน่าดู บางทีอาจจะประทานตบะหมื่นปีให้สยงป้าเป็นรางวัลก็ได้นะ!"
เสียงแดกดันอีกสายหนึ่งดังแทรกขึ้นมา ใบหน้าของผู้นั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง
"ตบะหมื่นปีจะไปพอนับประสาอะไร? บางทีพระผู้เป็นเจ้าอาจจะประทานชีวิตอมตะ ให้สยงป้าสำเร็จเป็นเซียนจุติเป็นเทพไปเลยก็ได้!"
เสียงเย้ยหยันอีกสายหนึ่งเอ่ยรับลูกทันควัน
"ฮ่า ๆ ๆ!"
ฝูงชนโดยรอบพากันส่งเสียงโห่ฮา หัวเราะเยาะกันอย่างครื้นเครง
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างบ้าคลั่งรอบด้าน ฉินซวงและเหล่าศิษย์พรรคใต้หล้าต่างพากันหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความอับอายและโกรธแค้น พวกเขาอยากจะพุ่งตัวออกไปสั่งสอนคนปากพล่อยพวกนั้นให้หลาบจำใจจะขาด
ทว่าสยงป้ายังคงคุกเข่าสวดมนต์อยู่อย่างสงบนิ่งโดยไม่เอ่ยปากสั่งการใด ๆ พวกเขาจึงมิอาจบุ่มบ่ามกระทำการสุ่มสี่สุ่มห้าได้
ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาสวดอ้อนวอนตามประมุขของตนต่อไป
"ขอให้พลังแห่งเทพจงสถิตสถาพรเป็นนิจนิรันดร์!"
"ขอให้เปลวไฟแห่งเทพไม่มีวันดับสูญ"
"เทพแห่งหงเหมิงผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สูงสุดและบริสุทธิ์ พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว!"
เมื่อถึงช่วงท้ายของบทสวด น้ำเสียงอันเปี่ยมด้วยความศรัทธาอย่างบ้าคลั่งของสยงป้า ซึ่งเจือไปด้วยความอ้อนวอนอันนอบน้อมและความตื่นเต้นระทึกใจ ก็ยิ่งดังก้องกังวานมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งในที่สุด มันก็ระเบิดออกราวกับเสียงอัสนีบาต เลื่อนลั่นไปทั่วทั้งลานฝึกยุทธของพรรคใต้หล้า
ส่งผลให้ผู้คนโดยรอบที่แอบดูอยู่ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความโง่งม
หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง พวกเขาไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าคนอย่างสยงป้าจะมีมุมที่ศรัทธาในเทพเซียนจนเข้าขั้นบ้าคลั่งได้ถึงเพียงนี้
สยงป้าคงจะวิปลาสไปแล้วแน่ ๆ
ทุกคนต่างปักใจเชื่อเช่นนั้นในส่วนลึกของจิตใจ
ทว่าในวินาทีนั้นเอง แท่นบูชากลับเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น
อักขระโบราณรอบแท่นบูชาพลันดูราวกับมีชีวิต แสงเทพรอันเจิดจ้าบาดตาพวยพุ่งออกมาจากแท่นบูชา หลอมรวมกันเป็นเสาแสงขนาดมหึมาพุ่งทะยานตรงขึ้นสู่สรวงสวรรค์
โฮก!
เอ๋ง!
มอว์!
เหล่าสัตว์มงคลที่ถูกผูกไว้กับแท่นบูชาต่างส่งเสียงร้องคำราม พลันสะบัดหลุดจากเครื่องพันธนาการแล้วลอยตัวขึ้นสู่ห้วงอากาศ ร่างกายของพวกมันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกลิ่นอายพลังที่กล้าแข็งขึ้นอย่างน่ากลัว
หมูป่าแปรเปลี่ยนสภาพเป็นสัตว์เทพหมูป่าทองคำเขย่าปฐพี
โคถึกกลายร่างเป็นโคอสูรเนตรม่วง
ไก่ป่าสลัดขนกลายเป็นนกฟีนิกซ์เพลิง
สุนัขบ้านกลายสภาพเป็นสุนัขเทพขนทอง
...
ผู้คนทั้งหมดต่างเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
นี่ข้ากำลังฝันไปใช่หรือไม่?
หรือว่าข้ากำลังตาฝาดไป?
สัตว์เลี้ยงธรรมดา ๆ กลับกลายร่างเป็นสัตว์เทพในตำนานได้อย่างไรกัน
กลิ่นอายอานุภาพเทวาอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้ว ทำเอาเนื้อตัวของพวกเขาจดสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
ชาวยุทธบางคนที่ขวัญอ่อนถึงกับมีของเหลวสีเหลืองไหลทะลักออกมาตามง่ามขา
พวกเขามิได้เคลือบแคลงสงสัยเลยแม้แต่น้อยว่า สัตว์เทพเหล่านี้สามารถเหยียบย่ำพวกเขาให้แหลกลาญเป็นผุยผงได้อย่างง่ายดาย
"นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?"
"หรือว่า... ในโลกนี้จะมีเทพยาดาอยู่จริง ๆ?"
"ต่อให้มีเทพอยู่จริง แต่จำเป็นต้องแสดงอิทธิฤทธิ์เว่อร์วังอลังการขนาดนี้เชียวหรือ?"
ทุกคนต่างตกตะลึง
พรั่นพรึง
และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ความกลัวต่อสิ่งลี้ลับที่ไม่รู้จักเข้าเกาะกุมจิตใจของทุกคน
มีเพียงสยงป้าคนเดียวเท่านั้นที่มีนัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาอันบ้าคลั่งและความตื่นเต้นยินดี แม้เขาจะเคยเห็นภาพพิธีบูชาของมู่หรงฟู่จากวีดีโอมาแล้ว ทว่าการได้มาเห็นประจักษ์ด้วยตาตนเองเช่นนี้ มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจอย่างที่สุด
เขาเห็นคัมภีร์ลับวิชาฝีมือเล่มแล้วเล่มเล่าสลายตัวกลายเป็นอักขระอันลึกล้ำพิสดาร ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นวงแหวนแห่งวิถียุทธ์อันศักดิ์สิทธิ์
ศิลาเทพวิญญาณน้ำแข็งแผ่รังสีเทพเจิดจ้า ราวกับโอบอุ้มโลกแห่งหิมะและน้ำแข็งเอาไว้ภายใน
บรรดาแก้วแหวนเงินทองและอัญมณีทั้งหลายต่างแปรเปลี่ยนสภาพเป็นของวิเศษแห่งเทพ
และร่างของบุตรสาวของเขาก็ค่อย ๆ ลอยเด่นขึ้นสู่ห้วงอากาศ คลื่นพลังอันศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์ และทรงพลานุภาพแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ขาดสาย เพียงชั่วพริบตา พลังของนางก็รุดหน้าเหนือกว่าตัวเขาไปไม่รู้กี่เท่าตัว และก้าวข้ามเหล่าสัตว์เทพเหล่านั้นไปไกล ราวกับนางได้กลายเป็นเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า
"เทพยาดามีจริงแท้แน่แท้!"
"นี่คือปาฏิหาริย์แห่งทวยเทพ!"
หัวใจของฉินซวงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาเห็นร่างไร้วิญญาณของฟงและอวิ๋นแปรเปลี่ยนเป็นเส้นทางสายใหญ่สองสายที่ทอดยาวขึ้นสู่ท้องฟ้า โอบอุ้มแก่นแท้แห่งสายลมและเมฆาเอาไว้ ราวกับเป็นต้นกำเนิดแห่งวาโยและเมฆินทร์
นั่นคือ... วิถีแห่งธรรม
ตึง!
เสียงอัสนีบาตระเบิดกึกก้องเหนือฟากฟ้า โอบอุ้มไว้ด้วยอานุภาพแห่งสวรรค์อันไร้ขอบเขต
ทุกคนรู้สึกราวกับมีขุนเขามหึมาทับถมอยู่บนบ่า ร่างกายสั่นเทา เซลล์ทุกเซลล์ในร่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ตึง!
เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องอีกครา สายฟ้าฟาดผ่าแหวกม่านฟ้า ท้องฟ้าที่เคยปรอดโปร่งนับหมื่นลี้พลันถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกอันมืดมิดในพริบตา โลกทั้งใบดูคล้ายกำลังสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ส่งเสียงคร่ำครวญและร่ำไห้
ราวกับว่ามีตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวบางอย่างกำลังจะจุติลงมา จนทำให้แม้กระทั่ง 'สวรรค์' ที่ไร้ความรู้สึกและไร้ตัวตนยังต้องเกิดความหวาดกลัวและหวั่นเกรง
ทันใดนั้น
ท่ามกลางรอยแยกอันกว้างใหญ่ไพศาลที่พาดผ่านม่านฟ้า แสงตะวันและจันทราพลันปรากฏขึ้นพร้อมกัน สาดส่องแสงเรืองรองนับหมื่นสาย
"เทพแห่งหงเหมิงเสด็จมาแล้ว!"
สยงป้าตื่นเต้นจนร่างกายสั่นเทา แม้เขาจะยังมองไม่เห็นผู้ใด ทว่าจิตวิญญาณของเขากลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเช่นนั้นอย่างชัดเจน
ต่อจากนั้น
ทุกคนก็ต้องตื่นตะลึงเมื่อพบว่า สิ่งที่ดูไม่ต่างจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์คู่นั้น แท้จริงแล้วคือ 'ดวงตา' คู่หนึ่ง
ดวงตาคู่หนึ่งที่โอบอุ้มทุกสรรพสิ่ง โอบอุ้มจักรวาล และครอบคลุมทั้งฟ้าดิน
ดวงตานั้นช่างราบเรียบและสงบนิ่ง ดูคล้ายจะเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตาต่อทุกสรรพสิ่งในโลก ทว่าในขณะเดียวกันก็ดูคล้ายจะเมินเฉยต่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวง อยู่เหนือล้ำทุกสิ่ง ละทิ้งความรู้สึกและไร้ความปราณี
ราวกับว่าสรรพสิ่งในโลกหล้ามิอาจอยู่ในสายตาคู่นั้นได้ และมิอาจก่อให้เกิดความหวั่นไหวใด ๆ ในจิตใจได้เลยแม้แต่น้อย
ประหนึ่งวิถีแห่งสวรรค์ที่ไร้ไมตรี มองสิ่งมีชีวิตทั้งปวงเป็นเพียงเศษหญ้าและสุนัขฟาง
ภาพเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวนี้ มิใช่มีเพียงสมาชิกพรรคใต้หล้าเท่านั้นที่ได้เห็น ทว่าทั้งเมืองไร้คู่ เมืองหลวง หรือแม้กระทั่งคนทั้งโลกต่างก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ทุกคนต่างตกตะลึง พรั่นพรึง และเนื้อตัวสั่นเทา
ในความมืดมิดนั้น ดูเหมือนจะมีเสียงหนึ่งดังก้องกังวานขึ้นในส่วนลึกของจิตใจของพวกเขา
จงสยบยอม...
สยบยอมเพื่อรับการหลุดพ้น
สยบยอมเพื่อรับอิสรภาพ
สยบยอมเพื่อรับความช่วยเหลือ
ตึง!
ตึง!
เหล่ายอดฝีมือชาวยุทธที่เคยยืนมุงดูเรื่องสนุกอยู่รอบ ๆ ต่างพากันคุกเข่าลงในพริบตา
แม้แต่ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงอย่างตู่กู้อี้ฟางก็มิใช่ข้อยกเว้น
ทุกคนต่างคุกเข่าลง
หมอบกราบลงกับพื้นดิน
ด้วยความตื่นตระหนก
และหวาดหวั่นใจ
ที่แท้... ในโลกใบนี้มีเทพยาดาอยู่จริง ๆ
"เทพแห่งหงเหมิงทรงแสดงอิทธิฤทธิ์แล้ว!"
สมาชิกพรรคใต้หล้านับแสนคนต่างมีแววตาที่เต็มไปด้วยความศรัทธาอันบ้าคลั่ง
ในคราวแรก พวกเขาเพียงแค่ยอมคุกเข่าสวดมนต์ตามสยงป้าเพราะความเกรงกลัวและยอมจำนนต่ออำนาจของประมุขเท่านั้น
ในส่วนลึกของจิตใจ พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าเทพยาดาจะมาปรากฏกายจริง ๆ
ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ได้ทำลายกรอบความรู้เดิมของพวกเขาจนหมดสิ้น
ดังนั้น
เทพยาดามีอยู่จริง
ดังนั้น
ในโลกใบนี้มีพระผู้เป็นเจ้าอยู่จริง ๆ
จิตใจของพวกเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความศรัทธาอันบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
แววตาของพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งไคล้ไหลหลงมากขึ้น
เพราะเทพองค์นี้ถูกอัญเชิญมาโดยท่านประมุขของพวกเขา
นี่คือเทพผู้อยู่เบื้องหลังพรรคใต้หล้าของพวกเขา
เมื่อมีเทพคอยหนุนหลังเช่นนี้ แล้วในใต้หล้าจะมีผู้ใดกล้ามาต่อกรกับพวกเขาได้อีก?
"น้อมกราบเทพแห่งหงเหมิง น้อมรับการเสด็จลงมาของพระผู้เป็นเจ้าของข้า!"
ร่างกายของสยงป้าสั่นสะท้านไปทั้งร่าง น้ำเสียงอันตื่นเต้นระทึกใจที่ถูกผลักดันด้วยพลังลมปราณแท้จริงดังก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน และสะท้อนก้องอยู่ในใจของทุกคน
"น้อมกราบเทพแห่งหงเหมิง น้อมรับการเสด็จลงมาของพระผู้เป็นเจ้าของข้า!"
ฉินซวง เหวินโฉ่วโฉ่ว และสมาชิกพรรคใต้หล้านับแสนคนต่างกู่ร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญดังกึกก้องเลื่อนลั่นฟ้าดิน
ความตื่นเต้นยินดีแผ่ซ่านจนทำให้ม่านฟ้าลุกเป็นไฟ
พลังแห่งความศรัทธาของพวกเขาพวยพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในวินาทีนี้
ผู้ศรัทธาชั่วคราวแปรเปลี่ยนเป็นผู้ศรัทธาทั่วไป
ผู้ศรัทธาทั่วไปแปรเปลี่ยนเป็นผู้ศรัทธาอันแรงกล้า
ผู้ศรัทธาอันแรงกล้าแปรเปลี่ยนเป็นผู้ศรัทธาอันคลั่งไคล้ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าตื่นตะลึงนี้
พลังแห่งความศรัทธาพวยพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ช่องทางแห่งความศรัทธาขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
ร่างอันมหึมาและสง่างามของหงเหมิงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเด่นชัด ในตอนแรกมีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ดูราวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ต่อมาก็ปรากฏส่วนศีรษะ และในที่สุดก็ปรากฏร่างกายทั้งหมดออกมา
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นรูปลักษณ์ของพระองค์ได้อย่างชัดเจนเลย
ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์ทรงมีความสูงใหญ่เพียงใด
ทางช้างเผือกและหมู่ดาวนับล้านหมุนวนอยู่ท่ามกลางเส้นเกศาของพระองค์
จักรวาลโบราณกาลก่อกำเนิดและดับสูญไปตามจังหวะการผ่อนลมหายใจเข้าออกของพระองค์
พระองค์คือสวรรค์
พระองค์คือวิถีแห่งธรรม
พระองค์คือศูนย์กลางของจักรวาล ฟ้าดิน และเป็นผู้ปกครองสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
"สยงป้ากระทำได้ดีมาก!"
เมื่อมองดูสมาชิกพรรคใต้หล้านับแสนคนที่กำลังคุกเข่าสวดอ้อนวอนไปพร้อมกับสยงป้า หงเหมิงก็รู้สึกพึงพอใจในใจเป็นอย่างยิ่ง
การจะปกครองเหล่าผู้ศรัทธานั้น จำต้องใช้ทั้งความเมตตาและอานุภาพความน่าเกรงขามควบคู่กันไป
ยามนี้อานุภาพแห่งเทพของเขาได้แสดงประจักษ์แก่สายตาผู้คนแล้ว
การประทานพระเมตตาแห่งเทพให้แก่พวกเขาในตอนนี้ ย่อมจะทำให้พวกเขาเกิดความศรัทธาที่แรงกล้าและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงโปรยทานพลังแห่งความศรัทธาจำนวนหนึ่งล้านหน่วยลงไป
พลังแห่งความศรัทธาลุกไหม้ แปรเปลี่ยนเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ประทานความชุ่มชื้นให้แก่ทุกสรรพสิ่ง
น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์หลั่งไหลลงมาจากสรวงสวรรค์ ครอบคลุมร่างของสมาชิกพรรคใต้หล้าทุกคนรวมถึงชาวบ้านร้านตลาดนับไม่ถ้วนในบริเวณโดยรอบ ทว่ามันกลับหลบเลี่ยงตระกูลจ้าวยุทธ ตู่กู้อี้ฟาง และชาวยุทธคนอื่น ๆ อย่างจงใจ
น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์สีทองโปรยปราย รังสีอันศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดิน
ทุกคนพลันรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยความอบอุ่น อาการบาดเจ็บและความเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหมดในร่างพลันมลายหายไปสิ้น
แม้กระทั่งความอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าจากการตรากตรำเที่ยวเตร่ในยามค่ำคืนก็เลือนหายไปเป็นปลิดทิ้ง
พวกเขากลับมาแข็งแรงกระชุ่มกระชวยราวกับเสือพยัคฆ์และมังกร
รู้สึกราวกับว่าตนนมีกำลังวังชามากพอที่จะรับมือกับคนสิบคนได้ภายในคืนเดียว
และสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องพื้นฐานที่สุดเท่านั้น
ชาวยุทธนับไม่ถ้วนต่างพากันทะลวงผ่านคอขวดในวิชาฝีมือ พลังลมปราณภายในพวยพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล
ชาวบ้านทั่วไปที่เคยแขนขาดขาขาด กลับมีเนื้อเยื่อผุดขึ้นมาและงอกเงยร่างกายส่วนที่ขาดหายไปขึ้นมาใหม่จนสมบูรณ์
คนตาบอดกลับมามองเห็นแสงสว่างอีกครั้ง
คนหูหนวกกลับมาได้ยินสรรพเสียงของโลกใบนี้อีกหน...