- หน้าแรก
- เมื่อผมจุติเป็นพระเจ้า แล้วเข้าร่วมกลุ่มแชทต่างโลก
- บทที่ 8: ข้า มู่หรงฟู่ กำลังจะสำแดงเดช
บทที่ 8: ข้า มู่หรงฟู่ กำลังจะสำแดงเดช
บทที่ 8: ข้า มู่หรงฟู่ กำลังจะสำแดงเดช
ตึบ!
หลวงจีนกวาดลานทรุดเข่าลงกับพื้น เสื้อผ้าชุ่มไปด้วยเหงื่อโดยไม่รู้ตัว ทั่วร่างสั่นเทาประหนึ่งมดปลวกที่เผชิญหน้ากับพญามังกร
แม้แต่หลวงจีนกวาดลาน ผู้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งโลกมังกรฟ้ายังเป็นถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับคนอื่น
สรรพชีวิตทั่วทั้งโลกต่างคุกเข่าสยบ... ณ คฤหาสน์ภูผาแมนดารา
มู่หรงฟู่และหลี่ชิงหลัวนำพาทุกคนหมอบกราบลงกับพื้น พร้อมเอ่ยด้วยความเคารพรักสูงสุด "พวกเราขอน้อมรับการจุติของท่านเทพแห่งหงเหมิง"
เมื่อสิ้นเสียงของพวกเขา แรงกดดันที่โอบล้อมทุกคนอยู่ระหว่างฟ้าดินพลันสลายหายไป
ความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนเอ่อล้นขึ้นมาในใจ
ทั่วทั้งร่างอบอุ่นราวกับแสงแดดในฤดูหนาว หรือเหมือนได้กลับคืนสู่อ้อมอกของมารดา
มันช่างสบายและเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก
ช่างผ่อนคลายและเปี่ยมสุขอย่างยากจะพรรณนา
ช่างเป็นอิสระและอิ่มเอมใจอย่างที่สุด
ความยำเกรงในหัวใจของพวกเขายิ่งลึกล้ำขึ้นไปอีก
ท่านเทพแห่งหงเหมิงช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน
ท่านเทพแห่งหงเหมิงช่างทรงพลังเหลือเกิน
เทวานุภาพของพระองค์ดั่งคุกเหล็ก
เทวคุณของพระองค์กว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทร
"มู่หรงฟู่"
สุรเสียงอันยิ่งใหญ่ก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน ประหนึ่งเสียงอสนีบาตฟาด
มู่หรงฟู่ตื่นเต้นเป็นล้นพ้นรีบเอ่ยว่า "ท่านเทพแห่งหงเหมิงผู้ยิ่งใหญ่ สาวกผู้ภักดีขอนอบน้อมต่อพระองค์ด้วยความจริงใจสูงสุด ขอให้พลังเทพของพระองค์คงอยู่ชั่วกาลนาน และขอให้ไฟเทพของพระองค์ไม่มีวันดับสูญ"
"นี่คือดินแดนรกร้างที่ไร้ซึ่งความศรัทธา เจ้าเต็มใจที่จะเผยแพร่คำสอนและพระนามของข้าในโลกอันอ้างว้างใบนี้หรือไม่?"
ร่างของมู่หรงฟู่สั่นสะท้าน หัวใจเต้นรัวเร็ว เขาตอบกลับโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย "ข้าเต็มใจ! ข้ายินดีที่จะเผยแพร่คำสอนขององค์เทพในโลกอันอ้างว้างใบนี้!"
"ข้ายินดีที่จะป่าวประกาศพระนามขององค์เทพในโลกอันอ้างว้างใบนี้ เพื่อให้เกียรติยศขององค์เทพส่องสว่างเหนือพสุธา คงอยู่เป็นนิรันดร์และไม่เสื่อมสลาย"
นี่คือการได้เป็นผู้ส่งสารของเทพเจ้าในโลกมนุษย์ ใครไม่ตกลงก็คงเป็นคนโง่แล้ว
"เมื่อเจ้าเผยแพร่เกียรติยศของข้าไปทั่วโลก เจ้าจะบรรลุซึ่งความสมบูรณ์แห่งกรรม ได้รับการอัญเชิญจากจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เพื่อสถิต ณ อาณาจักรเทพของข้า คงอยู่พร้อมกับฟ้าดิน พำนักร่วมกับข้า และเสวยสุขเป็นนฤพาน"
"ขอกราบแทบพระบาทท่านเทพแห่งหงเหมิงผู้ยิ่งใหญ่ สาวกผู้ต่ำต้อยย่อมต้องเผยแพร่เกียรติยศของพระองค์ไปทั่วโลกอย่างแน่นอน ต่อให้ร่างกายนี้ต้องแหลกเป็นผุยผง ต่อให้ต้องตายตายนับหมื่นครั้งก็ไม่เสียดายชีวิต"
มู่หรงฟู่เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
"ดีมาก"
สุรเสียงอันยิ่งใหญ่ไม่มีแววยินดี ยินร้าย หรือโศกเศร้า และปราศจากอารมณ์ใด ๆ ทว่ามู่หรงฟู่รู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องพึงพอใจมากเป็นแน่
"มู่หรงฟู่มีความดีความชอบในการเผยแพร่ธรรมและเซ่นสังเวย ข้ามอบพลังวัตรหนึ่งพันปีและสุดยอดวิชาทางกระบี่—เคล็ดวิชาชักกระบี่ตัดนภา"
"หลี่ชิงหลัวมีความดีความชอบในการเซ่นสังเวย ข้ามอบพลังวัตรหนึ่งร้อยปีและความเยาว์วัยชั่วนิรันดร์"
สุรเสียงอันยิ่งใหญ่ดั่งอสนีบาตฟาดขณะที่หงเหมิงส่งพลังแห่งศรัทธาหนึ่งแสนสายและเคล็ดวิชาชักกระบี่ตัดนภาเข้าสู่โลกมังกรฟ้าผ่านช่องทางศรัทธา
แสงเทพส่วนใหญ่หลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของมู่หรงฟู่ ส่วนน้อยตกลงสู่ร่างของหลี่ชิงหลัว และสายธารเล็ก ๆ ที่เหลือกระจายไปหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของสาวกเกือบพันคน รวมถึงเปาปู้ถงด้วย
บนท้องฟ้า หวังอวี่เยียนและอาชู พร้อมด้วยสัตว์เทพและสิ่งของเซ่นสังเวยอื่น ๆ เลือนหายไปพร้อมกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ท้องฟ้าที่เคยปั่นป่วนด้วยสายฟ้าพลันกลับมาแจ่มใสราวกับถูกชะล้าง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
คล้ายกับว่าเรื่องราวทั้งหมดเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา
ตู้ม!
กลิ่นอายอันทรงพลังสายหนึ่งระเบิดออกมาจากร่างของมู่หรงฟู่ และระเบิดพลังของเขายังคงทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ปรมาจารย์ขั้นปลาย
ปรมาจารย์ขั้นสูงสุด
ครึ่งก้าวสู่ดินแดนเทพ
เทพยุทธ์ภาคพื้นดิน
พลังอันกว้างใหญ่ราวกับมหานทีพลุ่งพล่านอยู่ในร่างกายของมู่หรงฟู่
เมื่อเทียบกับพลังนี้ พลังวัตรที่เขาอุตสาหะบำเพ็ญเพียรมาตลอดสามสิบปีที่ผ่านมาก็เป็นเพียงแค่หยดน้ำหยดเดียวในมหาสมุทร ช่างไร้ค่าสิ้นดี
ในขณะเดียวกัน
สุดยอดวิชาทางกระบี่อันลึกล้ำไร้ขีดจำกัดก็ผุดขึ้นในหัวของเขา
เคล็ดวิชาชักกระบี่ตัดนภา
ยิ่งระดับพลังบำเพ็ญเพียรสูงส่งเพียงใด พลังทำลายล้างก็ยิ่งมหาศาลเพียงนั้น
ด้วยการฟาดฟันกระบี่เพียงครั้งเดียว มันสามารถตัดขาดทางช้างเผือกและทลายมรรคาแห่งสวรรค์ เทวานุภาพของมันยากจะหยั่งถึง
คำว่าไร้เทียมทานคืออะไร?
นี่แหละคือคำตอบ!
ทันใดนั้นเอง
รอยประทับเทพอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึงก็ปรากฏขึ้นจาง ๆ บนหน้าผากของเขา เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงสถานะผู้ส่งสารแห่งเทพ
"ขอกราบไหว้บูชาท่านเทพแห่งหงเหมิง"
มู่หรงฟู่เงยหน้ากู่ร้องก้องฟ้าด้วยความยินดีอย่างบ้าคลั่ง นี่คือพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยในชีวิต
จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร? จะไม่ให้ตื้นตันได้อย่างไร?
"ยินดีด้วยคุณชาย"
ระดับพลังยุทธ์ของพวกเปาปู้ถงและคนอื่น ๆ ก็พัฒนาขึ้นอย่างมากเช่นกัน แม้จะห่างไกลจากมู่หรงฟู่ราวฟ้ากับดิน แต่พวกเขาก็ตื่นเต้นเป็นล้นพ้น
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราจะก่อตั้งลัทธิเทพหงเหมิง ข้าจะเป็นประมุขลัทธิ และพวกเจ้าทั้งสี่คนจะได้เป็นผู้อาวุโสผู้คุมกฎ" มู่หรงฟู่ระงับความตื่นเต้นในใจและเอ่ยด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม
"รับบัญชาคุณชาย—ไม่ใชสิ ท่านประมุขลัทธิ!"
เปาปู้ถงและอีกสามคนเอ่ยตอบด้วยความยินดี
"พวกเจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อม อีกสองชั่วโมงพวกเราจะมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่เมืองหลวง ขั้นตอนแรกคือการทำให้ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือแต่งตั้งลัทธิเทพหงเหมิงเป็นศาสนาประจำชาติ!"
มู่หรงฟู่ออกคำสั่ง ด้วยพลังวัตรหนึ่งพันปีและเคล็ดวิชาชักกระบี่ตัดนภา ตัวเขาเพียงคนเดียวก็สามารถต่อกรได้ทั้งกองทัพ ดังนั้นเขาจึงไม่มีความกลัวใด ๆ เลย
"รับบัญชาท่านประมุข"
พวกเปาปู้ถงรีบไปเตรียมการทันที แม้ในเวลานี้จะยังเรียกพวกเขาว่าสาวกที่คลั่งไคล้ไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นสาวกผู้ศรัทธาอย่างแรงกล้าของหงเหมิงแล้ว
"ฉันกลับมาเป็นสาวอีกครั้งแล้วเหรอ? ขอบพระทัยท่านเทพแห่งหงเหมิงผู้ยิ่งใหญ่!"
ในเวลานี้ เสียงอุทานด้วยความยินดีอย่างบ้าคลั่งของหลี่ชิงหลัวก็ดังขึ้น
ผิวพรรณของนางกลับมาเนียนนุ่มชุ่มชื้น ละเอียดอ่อนราวกับจะแตกหักได้เพียงแค่โดนลมเป่า คล้ายกับว่านางได้ย้อนเวลากลับไปในวัยสิบแปดปีอีกครั้ง
'ท่านน้าช่างงดงามและมีเสน่ห์เย้ายวนใจจริง ๆ'
มู่หรงฟู่เหลือบมองหลี่ชิงหลัวและคิดในใจ
หลี่ชิงหลัวและหวังอวี่เยียนมีความคล้ายคลึงกันมาก แต่นางมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากกว่าหวังอวี่เยียนเสียอีก
หากหลี่ชิงหลัวไม่ได้ขาดคุณสมบัติละก็ เขาคงอยากจะจับนางเซ่นสังเวยไปด้วยอีกคน
อย่างไรก็ตาม เขานึกถึงอนาคตที่เขาได้เห็นผ่านนิมิตเทพที่ได้รับระหว่างการสวดภาวนาครั้งแรก หลี่ชิงหลัวเป็นลูกสาวของหลี่ชิวสุ่ยและอู๋หยาจื่อ
และสายเลือดของตระกูลหลี่ชิวสุ่ยนั้นทรงพลังเป็นพิเศษ สมาชิกทุกคนไม่เพียงแต่งดงามราวกับนางฟ้าบนสวรรค์ แต่ยังมีหน้าตาที่คล้ายกันมากอีกด้วย
ตัวอย่างเช่น หลี่ชิวสุ่ยและหลี่ชางไห่น้องสาวของนางนั้นแทบจะแยกกันไม่ออก
หวังอวี่เยียนเองก็มีความคล้ายคลึงกับทั้งสองคนมากเช่นกัน
ในตอนแรกต้วนอวี่ก็จำหวังอวี่เยียนสับสนกับหลี่ชางไห่ จึงได้เรียกนางว่าพี่สาวนางฟ้า
แม้ว่าหลี่ชิงหลัวจะไม่มีคุณสมบัติพอที่จะถูกเซ่นสังเวยถวายแด่องค์เทพ แต่หลี่ชิวสุ่ยยังมีหลานสาวอีกคน—องค์หญิงหยินชวนแห่งซีเซี่ย 'หลี่ชิงลู่'
แน่นอน
เรื่องการเซ่นสังเวยนั้นไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
เคล็ดวิชาเซ่นสังเวยระบุไว้ว่า การเซ่นสังเวยหนึ่งครั้งทุก ๆ สามเดือนคือสิ่งที่ดีที่สุด
หากมีสมบัติล้ำค่าที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้หรือมีสถานการณ์พิเศษ การเซ่นสังเวยเดือนละครั้งก็สามารถทำได้เช่นกัน
วัตถุประสงค์ของกฎนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้สาวกทำการเซ่นสังเวยทุกวันโดยไม่มีสิ่งของล้ำค่าอันใด ซึ่งจะทำให้องค์เทพรำคาญใจได้
"อยากรู้จริง ๆ ว่าคนอื่น ๆ ในกลุ่มแชตเป็นอย่างไรบ้าง?"
หลังจากละสายตาจากหลี่ชิงหลัว จิตสติของมู่หรงฟู่ก็ดิ่งลงสู่กลุ่มแชต
กลุ่มแชตหมายเลข 10000
มู่หรงฟู่: "ฮ่า ๆ ทุกคนสบายดีกันไหม?"
นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์: "คุณชายมู่หรงดูเหมือนจะอารมณ์ดีมากเลยนะ?"
เจ้าสำนักหัวซาน: "หรือว่าคุณชายมู่หรงจะทำพิธีเซ่นสังเวยสำเร็จแล้ว?"
โลกกระบี่เย้ยยุทธจักร สำนักหัวซาน
เยว่ปู้ฉวินยืนอยู่หน้าแท่นบูชาที่สร้างขึ้นจากดินและหิน สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปมา
ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะนำพาความรุ่งโรจน์มาสู่สำนักหัวซาน ย่อมทำให้เขาหยิบยกเคล็ดวิชาเพ่งจิตมาท่องจำในโอกาสแรก เขาได้รับเทวคุณและก้าวกระโดดกลายเป็นยอดฝีมือขั้นเซียนเทียน
ด้วยเหตุนี้
เขาจึงเริ่มเตรียมการสำหรับพิธีเซ่นสังเวย
เขาไม่ได้รวดเร็วเท่ามู่หรงฟู่ เขาเพิ่งจะสร้างแท่นบูชาเสร็จ และสั่งให้ศิษย์ลงเขาไปจัดซื้อสัตว์สามอย่างและธัญพืชห้าชนิดเพื่อมาเป็นของเซ่นสังเวย
ผลลัพธ์คือ ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวจะเซ่นสังเวย เขาก็เห็นข้อความของมู่หรงฟู่ในกลุ่มแชต
เมื่อดูจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนอีกฝ่ายจะทำพิธีเซ่นสังเวยสำเร็จและได้รับเทวคุณมาแล้ว
มู่หรงฟู่: "ต้องขอบคุณของประทานจากองค์เทพของข้า พระองค์ประทานเทวคุณและมอบพลังวัตรให้ข้าถึงหนึ่งพันปี ทำให้ระดับพลังยุทธ์ของข้าบรรลุถึงขอบเขตสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และยังประทานสุดยอดวิชาทางกระบี่มาให้อีกด้วย เทวคุณของพระองค์กว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทรจริง ๆ"
"ข้าจะมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่เมืองหลวงทันทีเพื่อเผยแพร่เกียรติยศให้กับองค์เทพของข้า ขอบพระทัยท่านเทพแห่งหงเหมิงผู้ยิ่งใหญ่ รูปโขกศีรษะ.jpg"