- หน้าแรก
- เมื่อผมจุติเป็นพระเจ้า แล้วเข้าร่วมกลุ่มแชทต่างโลก
- บทที่ 7: เทพแห่งหงเหมิงจุติ
บทที่ 7: เทพแห่งหงเหมิงจุติ
บทที่ 7: เทพแห่งหงเหมิงจุติ
โลกแปดเทพอสูรมังกรฟ้า ณ คฤหาสน์ภูผาเหมันต์
มู่หรงฟู่สวดอ้อนวอนอย่างเลื่อมใส ในใจเต็มไปด้วยความประหม่า ความหวั่นใจ ทว่าก็เปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวัง
ทันใดนั้นเอง...
เหนือชั้นฟ้า พลันเกิดลมทะลักเมฆคลั่งแปรปรวนอย่างฉับพลัน
แท่นบูชาที่สร้างขึ้นจากหยกงามระเบิดแสงเทพเจิดจรัส บรรดาลวดลายสลักเสลาบนแท่นราวกับมีชีวิตขึ้นมา ในวินาทีนั้น สัตว์มงคลเซ่นสังเวยที่อยู่บนแท่นต่างพากันแผดเสียงร้องคำรามกึกก้องกัมปนาท
ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!
เชือกเส้นหนาที่พันธนาการพวกมันไว้ขาดสะบั้นลงในพริบตา
"เกิดอะไรขึ้น?!"
มู่หรงฟู่ตระหนกตกใจเป็นล้นพ้น ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น หรือว่าองค์เทพจะทรงไม่พอใจ?
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้คิดสิ่งใดต่อ สัตว์เซ่นสังเวยเหล่านั้นก็พลันลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้า
ยามเมื่อพวกมันทะยานสู่เวหา แสงสีทองอร่ามก็ระเบิดออกจากร่าง ขนาดตัวขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับกลิ่นอายพลังที่ทวีความรุนแรงจนน่ากลัว
แม้แต่ตัวมู่หรงฟู่เองที่มีตบะถึงขั้นยอดปรมาจารย์ ก็ยังรู้สึกอึดอัดจนแทบสิ้นสติ
ส่วนหลี่ชิงหลัว เปาปู้ถง และคนอื่น ๆ นั้นมีสภาพน่าเวทนายิ่งกว่า พวกเขาต่างล้มคว่ำหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นขวัญหนี
มอ...
พร้อมกับเสียงร้องต่ำอันทรงพลัง โคเพศผู้ตัวนั้นได้กลายร่างเป็นสัตว์อสูรยักษ์ขนาดร้อยเมตร ทั่วร่างเปล่งแสงเทพเจิดจรัสไร้สิ้นสุด กลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่านขยายออกไปทุกทิศทุกทาง ประหนึ่งพญาวัวเทพจุติ
ตามมาติด ๆ ด้วยไก่แจ้ทั้งสองตัวที่ขนาดร่างขยายใหญ่ข้ามฟ้า ขนของพวกมันผลัดเปลี่ยนจนกลายร่างเป็นนกชิงหลวน (วิหคฟ้า) สองตนที่มีปีกแผ่กว้างกว่าร้อยเมตร กลิ่นอายอันทรงพลังของสัตว์เทพเติมเต็มทุกอณูพื้นที่
ส่วนสัตว์เซ่นไหว้อื่น ๆ อย่างแพะและสุนัข ต่างก็เปลี่ยนร่างเป็นสัตว์เทพจนสิ้น
ธัญพืชทั้งห้าแปรสภาพ ส่องแสงระยิบระยับด้วยตบะเทพและเปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิต ส่งกลิ่นหอมขจรขจายชวนให้จิตใจปลอดโปร่ง
ทองคำ เงิน เครื่องประดับ และหยกงาม ต่างแปรเปลี่ยนเป็นชิ้นส่วนของโลหะเทพและหยกเทพอันทรงพลัง
คัมภีร์ยุทธ์นับไม่ถ้วนแตกสลาย กลายเป็นอักขระสีทองอร่ามงดงามตา
อักขระเหล่านี้รวมตัวกันเป็นวงแหวนรัศมีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งภายในนั้นปรากฏแก่นแท้แห่งวรยุทธ์นับประการสำแดงออกมา
ชาวยุทธ์อย่างมู่หรงฟู่และเปาปู้ถงยามจ้องมองไปยังวงแหวนศักดิ์สิทธิ์นั้น ราวกับได้เห็นมรรคาอันเป็นจุดสิ้นสุดของวิถียุทธ์
"ปาฏิหาริย์... นี่คือปาฏิหาริย์ที่แท้จริง!"
"เทพแห่งหงเหมิงผู้ยิ่งใหญ่ทรงแสดงอิทธิฤทธิ์แล้ว!"
"พระเจ้าช่วย สัตว์เซ่นสังเวยพวกนั้นกลายเป็นสัตว์เทพที่น่ากลัวขนาดนี้เชียวหรือ? ธัญพืชทั้งห้าก็กลายเป็นธัญพืชเทพ... นี่น่ะหรือคือพลังของเทพเจ้า?"
"น่ากลัวเกินไปแล้ว!"
ทุกคนต่างตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัว
แม้ว่าพวกเขาจะเคยท่องอ่าน 'วิชาเพ่งจิต' และรู้ดีว่าเทพแห่งหงเหมิงคือเทพที่แท้จริง แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ยังคงทำลายล้างโลกทัศน์เดิมของพวกเขาจนหมดสิ้น
ทุกคนคุกเข่าราบลงกับพื้น หมอบกราบหน้าผากจรดดินโขกหัวไม่หยุด ร่างกายสั่นเทาไปทั่วทั้งร่าง ทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวจนใจสั่นสะท้าน
"ขนาดวัว แพะ สุกร และสุนัขเหล่านี้ยังกลายเป็นสัตว์เทพไปหมด แล้วน้องหญิงลูกพี่ลูกน้องของข้ากับคนอื่น ๆ ล่ะ..."
มู่หรงฟู่เบนสายตาไปทางหวังอวี่เยียนและอาชู ทว่ากลับเห็นพวกนางค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ห้วงอากาศ ถูกโอบอุ้มด้วยแสงเทพอันไร้ขอบเขต กลิ่นอายพลังของพวกนางพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง เหนือล้ำกว่าสัตว์เทพเหล่านั้นในชั่วพริบตา
หวังอวี่เยียนอยู่ในชุดกระโปรงสีขาว ใบหน้ารูปไข่ คิ้วเรียวดั่งใบหลิว ดวงตาสุกใส ฟันขาวสะอาด นางช่างงดงามสงบเสงี่ยมและสง่างาม เส้นผมยาวสลวยดุจน้ำตกทิ้งตัวลงถึงเอว
ผิวพรรณของนางนวลเนียนประดั่งไขมันแพะจับตัว ทั้งขาวผ่องและละเอียดอ่อน
ทรวดทรงองเอวอรชรอ้อนแอ้นดั่งต้นหลิวลู่ลม ช่างงดงามและน่าลุ่มหลงยิ่งนัก
แสงเทพอันไร้สิ้นสุดระเบิดออกจากร่างของนาง ทำให้นางดูราวกับนางเซียนหรือเทพธิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์และมิอาจล่วงเกินได้
บรรดาสัตว์เทพที่ตัวใหญ่ราวกับภูเขาผืนดินรอบกายต่างทำได้เพียงสยบยอมอยู่แทบเท้าของนางด้วยอาการสั่นเทา
ห้วงมิติโดยรอบบิดเบี้ยว แตกร้าวเป็นรอยแยกอันน่าสยดสยอง
ในขณะเดียวกัน อาชูอยู่ในชุดกระโปรงสีแดง ท่วงท่าสง่างามเหนือใคร ใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง ๆ ยามยืนเคียงคู่กับหวังอวี่เยียน นางก็ดูสง่างามและเปี่ยมด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจไม่แพ้กัน
"อวี่เยียนกลายเป็นเทพไปแล้วงั้นเหรอ?"
ดวงตาของหลี่ชิงหลัวเบิกกว้าง ความประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็นความริษยา นางเองก็อยากจะเซ่นสังเวยตัวเองบ้างเหลือเกิน
ทว่าน่าเสียดายที่นางไม่มีคุณสมบัติพอ
ไม่ใช่แค่นาง...
แม้แต่ตัวมู่หรงฟู่เองก็ยังมีความคิดที่จะเซ่นสังเวยตัวเองขึ้นมาเช่นกัน
นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว
สุกร สุนัข วัว แพะ และไก่ธรรมดา ๆ กลับกลายเป็นสัตว์เทพได้
หวังอวี่เยียนและอาชูทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ในก้าวเดียว ต่อให้พวกนางจะยังไม่ใช่เทพ แต่อย่างไรก็คงใกล้เคียงเต็มที
“ตูม!”
ทันใดนั้นเอง เสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นก็พลันสะท้อนก้องระหว่างฟ้าดิน ประหนึ่งอสนีบาตฟาดสาย สะท้านลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ
มู่หรงฟู่ หลี่ชิงหลัว และคนอื่น ๆ ที่ศรัทธาในองค์หงเหมิงพลันเกิดความรู้สึกประหลาดบางอย่างขึ้นในใจ
เทพแห่งหงเหมิงได้จุติลงมาแล้ว
ครืน... ครืน...
สายฟ้าฟาดขนาดมหึมาฉีกกระชากผ่านชั้นฟ้า หมู่เมฆาทมิฬม้วนตัวคลั่งราวกับมีสิ่งใดบางอย่างกำลังพยายามพังทลายออกมาจากภายใน
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวหลั่งไหลลงมาจากสรวงสวรรค์ ทำให้ดินแดนห้วงมิติอนันต์บิดเบี้ยว กาลเวลาหมุนเวียนช้าลง และสายลมเกาะตัวแข็งทื่อ
ตูม!
อสนีบาตระเบิดก้อง
ขุนเขาไหวสั่น
ชั้นฟ้าและปฐพีสั่นสะท้าน
ทุกคนรู้สึกราวกับมีเสียงอื้ออึงคำรามหูแทบดับ
พวกเขาสะดุ้งเงยหน้ามองขึ้นฟ้าด้วยความหวาดกลัว รอยแยกสายหนึ่งถูกฉีกกระชากออกบนผืนฟ้า
มันพาดผ่านยาวเหยียดระหว่างฟ้าและดิน
ประหนึ่งหุบเหวอันลึกชัน
ล้ำลึก
มืดมิดทมิฬ
และเต็มไปด้วยความลี้ลับ
ไม่มีใครรู้ว่าหุบเหวที่ฉีกกระชากผืนฟ้านี้มีความยาวเท่าใด และไม่มีใครรู้ว่ามันคือพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่และน่ากลัวชนิดไหนกันแน่
ลมหายใจของพวกเขากระชั้นถี่ หัวใจเต้นระรัว พลันเกิดความหวาดกลัวและใจหายวาบอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าภัยพิบัติอันยิ่งใหญ่กำลังจะจุติลงมา
วิ้ง!
ทันใดนั้น แสงเทพริบหรี่สายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากรอยแยกบนชั้นฟ้า ปัดเป่าความมืดมิดและความหม่นหมองจนหมดสิ้น ส่องสว่างไปทั่วทั้งฟ้าและดิน
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกนั้นอย่างเลือนราง
ช่างไร้เทียมทาน
เกินกว่าจะจินตนาการ
และยากแท้จะหยั่งถึง
มู่หรงฟู่หมอบกราบลงกับพื้น ร่างกายของเขาสั่นเทา
ความกลัว
ความตื่นเต้น
ความกระวนกระวายใจ
ความใจหาย
ดวงตาของเขายิ่งทวีความเลื่อมใสศรัทธา
หัวใจของเขายิ่งเปี่ยมด้วยความยำเกรง
นี่คือเทพแห่งหงเหมิง
ขนาดขุมพลังยังไม่ทันได้สำแดงออกมาทั้งหมด ก็เปี่ยมไปด้วยอานุภาพอันน่ากลัวที่สามารถทำลายล้างฟ้าดินได้แล้ว
สรรพสิ่งต่างสยบกราบ
ชั้นฟ้าสั่นสะท้าน
ในเวลานี้เอง...
รอยแยกที่พาดผ่านผืนฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง แสงเทพริบหรี่สายหนึ่งราวกับให้กำเนิดแสงสายที่สอง สองให้กำเนิดสาม และสามให้กำเนิดสรรพสิ่ง
ในชั่วพริบตาเดียว
แสงเทพริบหรี่ก็แปรเปลี่ยนเป็นแสงเทพเจิดจรัสอันไร้สิ้นสุด ส่องสว่างไปทั่วชั้นฟ้าและปฐพี สำแดงภาพทะเลแห่งความโกลาหล อันไร้ขอบเขตออกมา
ในทะเลแห่งความโกลาหลนั้น ปรากตพลังงานแห่งความโกลาหลม้วนตัวคลั่ง
ยากเกินกว่าจะพรรณนา
เหนือกว่าถ้อยคำใด ๆ
ที่แห่งนั้นไม่มีกาลเวลา
ที่แห่งนั้นไม่มีห้วงมิติ
ที่แห่งนั้นไม่มีชีวิตใด ๆ
มันคือจุดเริ่มต้นของจักรวาลและฟ้าดิน
มันคือจุดหมายปลายทางของสรรพชีวิตทั้งปวง
ร่างอันยิ่งใหญ่ร่างหนึ่งที่ถูกโอบล้อมด้วยแสงเทพจนมิอาจมองเห็นใบหน้าได้ชัดเจน นั่งประทับอยู่ท่ามกลางทะเลแห่งความโกลาหล ประหนึ่งศูนย์กลางของความสับสนอลหม่าน ศูนย์กลางของจักรวาลและฟ้าดิน
ยามเมื่อพระองค์ทรงผ่อนลมหายใจ ทะเลแห่งความโกลาหลก็เกิดระลอกคลื่น จักรวาลอันยิ่งใหญ่ใบแล้วใบเล่าถือกำเนิดขึ้น แล้วก็ดับสูญมลายหายกลับคืนสู่ความโกลาหล
พระองค์นั่งประทับอยู่ตรงนั้นประหนึ่งองค์เทพผู้เป็นนิรันดร์ ทรงทอดพระเนตรลงมายังสรรพชีวิตทั้งปวงในใต้หล้า
ความน่ากลัวอันเหลือเชื่อ
ความแข็งแกร่งอันยากจะบรรยาย
ไม่มีใครมองเห็นว่าพระองค์ทรงสูงใหญ่เพียงใด และไม่มีใครสามารถพรรณนาได้ว่าพระองค์ทรงมหึมาขนาดไหน
จักรวาลและฟ้าดินช่างดูเล็กลงถนัดตาประดั่งเม็ดฝุ่นยามอยู่ต่อหน้าพระองค์
ณ หอไตร สำนักเส้าหลิน
เคร้ง!
หลวงจีนกวาดลานสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมองฟ้าด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ไม้กวาดในมือหักสะบั้นลง โลกทัศน์ของเขาถูกพลิกคว่ำทำลายสิ้น
ตัวเขาข้ามผ่านจนถึงขีดจำกัดของโลกใบนี้แล้ว ทว่าเขากลับมิอาจจินตนาการได้เลยว่าตัวตนตรงหน้านี้คือสิ่งใดกันแน่
นั่นอาจจะไม่ใช่มนุษย์เลยด้วยซ้ำ
แต่เป็นเทพเจ้า
ผู้สูงสุดและยิ่งใหญ่
ผู้ทรงพลังที่สุดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
เทพเจ้าผู้ปกครองอยู่เหนือสรรพชีวิตทั้งปวง
ความกลัว
ความกลัวอันยากจะบรรยาย
ความกลัวอันเกินกว่าจะจินตนาการ
ต่อให้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในตำนาน ก็คงไม่เหนือล้ำไปกว่านี้แล้วกระมัง?
หลวงจีนกวาดลานจ้องมองภาพอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่สำแดงอยู่บนชั้นฟ้า ยามเมื่อระลอกคลื่นแห่งกลิ่นอายพลังอันน่ากลัวซัดสาดเข้ามาประดั่งน้ำหลาก
และตัวเขาก็เป็นเพียงเรือลำน้อยท่ามกลางคลื่นยักษ์สึนามิ ทั้งเล็กจ้อย น่าเวทนา และไร้ทางสู้
ความสิ้นหวัง
ความหวาดกลัว
ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน และหัวใจก็เต็มไปด้วยความขวัญผวา
ตัวเขาไม่ได้สัมผัสความรู้สึกเช่นนี้มานานกี่สิบปีแล้วก็มิอาจรู้ได้
ท่ามกลางความมืดมิด เสียงหนึ่งพลันสะท้อนก้องอยู่ในใจของเขา
จงสยบยอม...
มีเพียงการสยบยอมเท่านั้น จึงจะพบความหลุดพ้น
มีเพียงการสยบยอมเท่านั้น จึงจะพบอิสรภาพ
มีเพียงการสยบยอมเท่านั้น จึงจะพบความรอดพ้น
ในขณะเดียวกัน
พระนามอันศักดิ์สิทธิ์พระนามหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจของเขา
เทพแห่งหงเหมิง...