- หน้าแรก
- ใครว่านักอัญเชิญกระจอก เริ่มต้นด้วยพรสวรรค์พันธสัญญาปีศาจแบบจัดเต็ม
- บทที่ 47 - เป้าหมายคือขุมนรกระดับฝันร้ายเฟสสอง
บทที่ 47 - เป้าหมายคือขุมนรกระดับฝันร้ายเฟสสอง
บทที่ 47 - เป้าหมายคือขุมนรกระดับฝันร้ายเฟสสอง
บทที่ 47 - เป้าหมายคือขุมนรกระดับฝันร้ายเฟสสอง
☆☆☆☆☆
กระทู้ได้รับความนิยมสูงปรี๊ด
แทบจะขายได้หมื่นกว่าชุดในคืนเดียว
เป็นเพราะไม่ใช่แค่ผู้ปลุกพลังในเมืองเจียงสุ่ยที่ซื้อ ผู้ปลุกพลังในเมืองซ่างยวี่พอได้ยินว่านายกเทศมนตรีดึงตัวอัจฉริยะระดับ S มาได้ก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นจนต้องเข้ามาดูโพสต์นี้เช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้วแต่ละเมืองก็แทบจะประคบประหงมผู้ปลุกพลังพรสวรรค์ระดับ S ไว้ราวกับไข่ในหิน การจะดึงตัวมานั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
พอพวกเขารู้ว่าเจิ้งอวี่เป็นนักอัญเชิญ... ก็ยิ่งทวีความอยากรู้อยากเห็นเข้าไปใหญ่
ข่าวลือแพร่กระจายปากต่อปาก
เขตเมืองรอบๆ ต่างก็อยากรู้ว่านักอัญเชิญที่ชื่อเจิ้งอวี่คนนี้จะเก่งกาจสักแค่ไหนกันเชียว
เจิ้งอวี่คาดไม่ถึงเลยว่าแค่กระทู้เดียว จะทำให้เขาฟันกำไรไปได้เป็นล้าน!
หักส่วนแบ่งของเว็บบอร์ด
หักภาษีค่าธรรมเนียมนิดหน่อย
ก็รับเนาะๆ กว่าเจ็ดแสนหยวน
"มิน่าล่ะผู้ปลุกพลังถึงหาเงินกันเก่ง กระทู้ธรรมดาๆ แค่กระทู้เดียวยังทำเงินได้ตั้งหลายแสน"
เจิ้งอวี่ถอนเงินออกมาด้วยความเบิกบานใจ
...
ณ โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง
กำลังมี "ตำนาน" ของเจิ้งอวี่แพร่สะพัดไปทั่ว
โดนหลี่เฟิงแย่งทรัพยากรไป เลยบันดาลโทสะบุกเดี่ยวเคลียร์ขุมนรกระดับฝันร้าย ใช้ความแข็งแกร่งเข้าปะทะกับหลี่หนาน ปฏิเสธคำขอโทษของนายกเทศมนตรีโจวอวิ๋น แล้วย้ายไปเข้าร่วมกับเมืองซ่างยวี่ดื้อๆ
วีรกรรมทั้งหมดนี้ทำให้เจิ้งอวี่มีกลุ่มแฟนคลับคอยสนับสนุน
การหันหลังให้เมืองเจียงสุ่ยแล้วย้ายไปเมืองซ่างยวี่ไม่เพียงแต่จะไม่โดนด่า ทว่ากลับได้รับคำชมว่าเป็นคน "มีกระดูกสันหลัง" ซะงั้น!
"ฉันลองเอาตัวเองไปอยู่ในจุดของเจิ้งอวี่ดูแล้วนะ ถ้าฉันเป็นเขาแล้วโดนหลี่เฟิงแย่งทรัพยากรไป ฉันคงทำได้แค่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงแต่ทำอะไรไม่ได้แน่ๆ"
"ฉันจะยื่นเรื่องฟ้องร้อง แล้วก็ไปขึงป้ายประท้วง ให้ผู้ปลุกพลังทั้งเมืองเจียงสุ่ยได้รับรู้เรื่องระยำนี่"
"นั่นมันก็แค่พวกไร้น้ำยาโวยวายไม่ใช่หรือไง?"
"คนไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเท่านั้นแหละถึงจะตีโพยตีพาย ส่วนคนที่มีความสามารถจริงๆ ...ระดับรัฐมนตรีกรมทรัพยากรเมืองซ่างยวี่ลงมาแย่งตัวถึงที่เลยโว้ย"
"ได้ยินมาว่าไม่ใช่แค่เมืองซ่างยวี่นะ มีคนเห็นว่าเมืองฉินอันกับเมืองเซี่ยเหอก็ส่งคนมาเหมือนกัน"
"ซี๊ดดด"
"ตอนนี้ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าไอ้หมอหลี่เฟิงนั่นเอาทรัพยากรของคนอื่นไปใช้แล้วมันจะสบายใจเหรอ?"
"มีอะไรให้ไม่สบายใจล่ะ?"
"ยังไงซะฉันก็ไปเห็นกระทู้หนึ่งมา ในนั้นอธิบายรายละเอียดรายการอุดหนุนทรัพยากรระดับ S ไว้อย่างยิบย่อย แม่งเอ๊ย ฉันเห็นแล้วตาร้อนผ่าวเลยว่ะ!"
"อุปกรณ์นักรบระดับทองยกเซ็ตเชียวนะ"
"ถ้าให้เซ็ตอุปกรณ์นี้กับฉัน ฉันก็เคลียร์ขุมนรกระดับยากได้เหมือนกันแหละวะ"
"..."
"เฮ้ย เลิกพูดได้แล้ว หลี่เฟิงมาโน่นแล้ว"
"เชี่ยเอ๊ย มันมาทำไมที่โรงเรียนวะ?"
"วันนี้เป็นวันที่ผู้ปลุกพลังชั้นมัธยมปลายปีสามต้องมารับใบรับรองอาชีพไง"
"จิ๊ น่าอิจฉาชะมัด"
ใบรับรองอาชีพ
ไม่ถือว่าเป็นใบจบการศึกษา
แต่มันคือเครื่องยืนยันว่านักเรียนคนนี้กำลังจะก้าวเดินบนเส้นทางของผู้ปลุกพลัง
ทว่าใบรับรองนี้ไม่ได้แจกกันสุ่มสี่สุ่มห้า
ต้องผ่านการประเมินจากอาจารย์ใหญ่เสียก่อนว่าคุณมีคุณสมบัติคู่ควรกับเส้นทางสายนี้ และสามารถใช้การอัปเลเวลฟาร์มขุมนรกเพื่อเลี้ยงชีพได้ ถึงจะออกใบรับรองใบนี้ให้ได้
ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องสอบอีกต่างหาก
เนื้อหาการสอบก็คือ... วิชาการเมืองและการปกครอง
คล้ายกับการสอบบรรจุข้าราชการในชาติก่อนของเจิ้งอวี่เลย
นั่นก็หมายความว่าผู้ปลุกพลังที่มีใบรับรองใบนี้ สามารถเข้าทำงานการเมืองได้
ไม่อย่างนั้นหากมีดีแค่พละกำลังแต่สมองกลวง ประชาชนจะวางใจให้ผู้แข็งแกร่งเหล่านี้ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศได้อย่างไร?
ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้รับใบรับรองอาชีพก็ยังคงต้องเรียนหนังสือต่อไป
ท้ายที่สุดแล้วสำหรับ 90% ของผู้ปลุกพลัง การอัปเลเวลก็เป็นเพียงแค่หนทางเพื่อให้หางานทำได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
โรงเรียนจะทำหน้าที่ขัดเกลาพวกเขาต่อไปอีกสามเดือน ครอบคลุมทั้งการฝึกฝนทักษะการต่อสู้ การยิงธนู การเคลื่อนไหวหลบหลีก และการฝึกสมรรถภาพทางกายอื่นๆ
นอกจากนี้ยังสอนทักษะเฉพาะทางอย่างเช่นการปรุงยา การซ่อมแซมอุปกรณ์ หรืออาชีพเสริมอื่นๆ ให้ด้วย
ในช่วงเวลาสามเดือนนี้ หากใครไม่มีทั้งพรสวรรค์และโชคในการเคลียร์ขุมนรกจริงๆ ก็จะต้องเปลี่ยนไปเรียนสายสามัญเพื่อศึกษาในสาขาวิชาอื่นแทน
"ฉันได้ยินมาว่าปีนี้โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเราแจกใบรับรองแค่สามใบเอง"
"แค่สามใบเองเหรอ?"
"ไม่น้อยแล้วนะ นายคิดว่าใบรับรองอาชีพมันได้มาง่ายๆ หรือไง? ขอแค่ได้ใบรับรองนั้นมา ต่อให้ไม่อัปเลเวล ทุกเดือนก็ยังมีเงินเดือนพื้นฐานให้ตั้ง 5000 หยวน เป็นอาชีพการงานที่มั่นคงของแท้เลยนะเว้ย"
"น่าอิจฉาชะมัด"
"ถ้าเจิ้งอวี่ยังอยู่ล่ะก็ ต้องเป็นสี่ใบแน่"
"จิ๊ เสียดายว่ะ..."
"..."
การซุบซิบนินทาของคนพวกนี้ หลี่เฟิงย่อมได้ยินชัดเจนเต็มสองหู
เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึงเรื่องนี้
เข้าห้องน้ำก็ได้ยิน กินข้าวก็ได้ยิน ทำอะไรก็ได้ยินไปซะหมด... ทุกคนล้วนเอาเจิ้งอวี่มากดข่มเขาให้ดูต่ำต้อยลงไปอีก
"..."
แววตาของหลี่เฟิงเต็มไปด้วยความซับซ้อน มีทั้งความโกรธเกรี้ยว ความไม่ยินยอม แต่สิ่งที่สะท้อนออกมามากที่สุดก็คือ... ความน้อยเนื้อต่ำใจ
เดิมทีเขาคิดว่าการย้ายตามพ่อมาที่เมืองเจียงสุ่ย จะทำให้เขาหลุดพ้นจากเงาของพวกอัจฉริยะสัตว์ประหลาดในกลุ่มเครือข่ายพรรคพวกได้ จะได้ไม่ต้องตกเป็นขี้ปากของพวกคนว่างงานที่เอาเรื่องของเขาไปคุยเล่นเป็นกับแกล้มหลังอาหาร
ตอนที่อยู่เขตส่วนกลาง เขาก็ต้องใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด
นึกไม่ถึงเลยว่าพออุตส่าห์ย้ายมาอยู่บ้านนอกคอกนาอย่างเมืองเจียงสุ่ยแล้ว ดันมาเจอไอ้สัตว์ประหลาดอีกตัวจนได้!
สำหรับเจิ้งอวี่แล้ว เขารู้สึกเกลียดชัง
แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องยอมจำนน
ช่วยไม่ได้นี่นา เขาดูคู่มือเคลียร์ด่านกระทู้นั้นแล้ว
มันคือการบดขยี้ด้วยความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาโกรธก็คือ ทำไมโชคชะตาของตัวเองถึงได้บัดซบขนาดนี้!
เพราะเจิ้งอวี่ ทำให้เมื่อคืนเขาโดนพ่ออัดไปชุดใหญ่...
ทั้งที่เขาพยายามอย่างหนักแล้วแท้ๆ ทั้งที่เขาสามารถทำลายสถิติเวลาของขุมนรกระดับยากได้แล้วแท้ๆ แต่มันก็ยังไร้ความหมาย
เขาเป็นได้แค่ "ไอ้ขยะ" ในสายตาพ่อ
เป็นแค่ "หัวขโมย" ในขี้ปากเพื่อนร่วมชั้น
เป็นแค่ "เครื่องมือ" ที่โจวอวิ๋นใช้ประจบประแจงพ่อของเขา
"ฉันอุตส่าห์เป็นฝ่ายเชิญเขาแล้วแท้ๆ"
"ทำไมเขาถึงไม่ตอบตกลงล่ะ?"
หลี่เฟิงคิดในใจว่า หากตอนนั้นเจิ้งอวี่ตอบรับคำเชิญของตัวเอง เขาที่มีจิตสังหารเต็มเปี่ยมมาตั้งแต่แรก คงโดนเจิ้งอวี่สวนกลับจนตายอนาถในขุมนรกระดับยากไปแล้ว
เอาเข้าจริง...
เขากลับคิดว่าแบบนั้นแหละคือจุดจบที่ดีที่สุด
"เฮ้อ"
หลี่เฟิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
...
ช่วงใกล้เที่ยง
เจิ้งอวี่ถูกสองสาวเหวินเหรินฉิงอวี่กับเค่ออิงปลุกจนตื่น
พวกเธอหอบสัมภาระมากองพะเนินเทินทึก
"นี่พวกเธอสองคนไม่ได้ตั้งใจจะย้ายเข้ามาอยู่หรอกใช่ไหม? หรือว่าคิดอกุศลอะไรกับพี่อวี่ของฉันกันแน่?"
เถาเฉียนที่กำลังทำมื้อเที่ยงอยู่ พอเห็นทั้งสองคนหอบข้าวของมาเป็นกอบเป็นกำก็เอ่ยปากแซว
จากนั้นก็หันไปพูดกับเจิ้งอวี่ "พี่อวี่ ผมว่ายัยสองคนนี้ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจเลยว่ะ พี่ต้องระวังตัวหน่อยนะเว้ย"
"หุบปากไปเลย ไม่มีใครหาว่านายเป็นใบ้หรอกนะ"
เหวินเหรินฉิงอวี่สวนกลับทันควัน
"พี่อวี่ส่งข้อความมาบอกพวกเราว่าคืนนี้จะเดินทางไปเมืองซ่างยวี่ เลยให้พวกเราเก็บกระเป๋าเตรียมตัวไปด้วยกัน" เค่ออิงอธิบาย
"รีบขนาดนั้นเลยเหรอ?" เถาเฉียนหันไปมองเจิ้งอวี่
เจิ้งอวี่พูดขึ้น "ทั้งย้ายบ้าน ทำเอกสาร รับใบรับรองอาชีพ กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน สองวันนี้ก็มากพอที่จะให้อสูรอัญเชิญของฉันฟื้นฟูสภาพร่างกายจนเต็มร้อยแล้ว"
"ฉันอยากจะรีบอัปเลเวลให้ไวขึ้นอีกหน่อย"
ขุมนรกระดับฝันร้ายสูบพลังสมาธิไปมหาศาล แม้มังกรเพลิงปีศาจคู่และแม่ทัพก็อบลินที่วิวัฒนาการเป็นระดับห้าจะได้รับการฟื้นฟูพลังสมาธิแล้วก็ตาม
แต่สภาพร่างกายก็ยังไม่ถึงจุดที่สมบูรณ์แบบที่สุด
จำเป็นต้องพักผ่อนและฟื้นฟูสภาพร่างกาย
สองวันถือเป็นเวลาที่กำลังดี
"อีกอย่าง ฉันตั้งใจว่ารอบหน้าก็จะลงขุมนรกระดับฝันร้ายเหมือนเดิม เลยต้องรีบไปเมืองซ่างยวี่ให้เร็วที่สุด จะได้เตรียมตัวล่วงหน้า"
"เดี๋ยวนะ..."
เถาเฉียนวางตะหลิวลง แล้วเดินมาถามเจิ้งอวี่ด้วยสีหน้าจริงจัง
"ระดับฝันร้ายเหรอ?"
"ใช่"
"ขุมนรกเฟสสองเนี่ยนะ?"
"แล้วจะทำไมล่ะ? พวกเราก็เลเวล 10 กันหมดแล้ว เข้าขุมนรกเฟสแรกไม่ได้แล้วด้วย"
"เปล่า ฉันหมายความว่า... นายมั่นใจใช่ไหม?"
ความจริงแล้วสิ่งที่เถาเฉียนอยากจะบอกก็คือ ขุมนรกเฟสสองมันเทียบไม่ได้กับขุมนรกเฟสแรกเลยสักนิด แม้ว่านายจะเคลียร์ขุมนรกระดับฝันร้ายเฟสแรกมาได้ แต่การที่นายไม่ลองหยั่งเชิงดูก่อน แล้วกระโดดข้ามไปลุยขุมนรกเฟสสองเลย มันจะไม่อันตรายเกินไปหน่อยเหรอ?
ทว่าเถาเฉียนก็ไม่ได้พูดประโยคนี้ออกมาตรงๆ
หลักๆ คือกลัวหน้าแตกแหกยับ
ตอนที่เจิ้งอวี่บอกว่าจะลงชิงอันดับ เขาก็เคยตั้งข้อสงสัยมาแล้วรอบหนึ่ง
นับแต่นั้นมาเขาก็ไม่เคยปริปากพูดเรื่องนี้อีกเลย
การตั้งคำถามถึงความแข็งแกร่งของเจิ้งอวี่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการยื่นหน้าไปให้เจิ้งอวี่ตบนั่นแหละ
เจิ้งอวี่ส่ายหน้าแล้วตอบ "ความจริงแล้วฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันขึ้นเลเวล 10 เหมือนกันนะ"
"เอาเป็นว่า... เราเพลย์เซฟกันหน่อยดีไหม?"
เหวินเหรินฉิงอวี่เสนอความเห็น "ลองเคลียร์ระดับยากเพื่อเป็นการวอร์มอัปดูก่อนดีไหมล่ะ?"
เค่ออิงที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ แทบอยากจะสวนกลับไป
ขุมนรกระดับยากเฟสสองเนี่ยนะ... เรียกว่าวอร์มอัป?
ทว่าเจิ้งอวี่กลับหัวเราะแล้วพูดขึ้น "ถึงแม้ฉันจะไม่รู้ว่าขุมนรกระดับฝันร้ายเฟสสองจะโหดหินขนาดไหน แต่คราวนี้ความแข็งแกร่งของฉันก็พัฒนาขึ้นมาไม่น้อยเลยล่ะ"
"โอกาสรอดคงสัก 50% ล่ะมั้ง"
"รอบนี้ฉันคิดค่าคุ้มครองพวกเธอหนึ่งล้านหยวน แลกกับการพาเคลียร์ขุมนรกระดับฝันร้าย สนใจจะไปด้วยกันไหม?"
เจิ้งอวี่ไม่สนเสียงคัดค้าน เขาเปิดราคาออกมาโต้งๆ เลย
เถาเฉียนที่เมื่อกี้ยังแสดงท่าทีกังวลและคัดค้านอยู่ กลับรีบตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย "ตกลงตามนี้!"
เหวินเหรินฉิงอวี่ยิ่งเด็ดขาดกว่า โอนเงินให้เสร็จสรรพ!
เจิ้งอวี่ "..."
"พวกนายไม่กังวลกันแล้วเหรอ?"
เถาเฉียน "นายก็รู้นี่ น้องชายคนนี้พร้อมสนับสนุนนายเสมอ นายบอกให้ลุยก็ลุยดิวะ"
เหวินเหรินฉิงอวี่ "ก็มีโอกาสรอดตั้ง 50% ไม่ใช่เหรอ วัดดวงไปเลย!"
มีเพียงเค่ออิงที่พูดตรงไปตรงมาที่สุด "จ่ายล้านหยวนเพื่อแลกกับการได้เดิมพันในขุมนรกระดับฝันร้ายเฟสสอง... ต่อให้เป็นเทพเซียนก็คงปฏิเสธไม่ลงหรอก"
อันตรายงั้นเหรอ?
ขุมนรกที่ไหนบ้างไม่อันตราย?
การมีเจิ้งอวี่อยู่ด้วยแล้วมีอัตราความเสี่ยงแค่ 50% แบบนั้นมันจะเรียกว่าอันตรายได้อีกเหรอ?
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสามคนก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาไม่มีทางเกลี้ยกล่อมเจิ้งอวี่ให้เปลี่ยนใจได้แน่ๆ
ในเมื่อเจิ้งอวี่อยากจะบ้าบิ่น
ก็ขอบ้าบิ่นเป็นเพื่อนไปด้วยเลยก็แล้วกัน!
จู่ๆ เถาเฉียนก็นึกคำถามหนึ่งขึ้นมาได้ "สมมติว่า... ถ้านายพาพวกเราเคลียร์ขุมนรกระดับฝันร้ายได้สำเร็จอีกรอบจริงๆ ล่ะก็ ตำแหน่งอันดับหนึ่งในบอร์ดจัดอันดับผู้เล่นหน้าใหม่ปีนี้ คงหนีไม่พ้นนายแน่ๆ "
"ปีก่อนๆ ก็มีแต่พวกหน้าใหม่จากเขตส่วนกลางทั้งนั้นที่ได้รางวัลนี้ไป"
"ฉันจินตนาการภาพตอนบอร์ดจัดอันดับถูกอัปเดต แล้วทุกคนเห็นว่าอันดับหนึ่งคือผู้ปลุกพลังจากเมืองเจียงสุ่ย... เอ้ย ไม่สิ จากเมืองซ่างยวี่ แถมยังเป็นนักอัญเชิญด้วย ไอ้พวกอัจฉริยะจากเขตส่วนกลางที่ทำตัวหยิ่งยโสพวกนั้นคงอ้าปากค้างกันเป็นแถวแน่"
...
[จบแล้ว]