- หน้าแรก
- ระบบผู้อำนวยการโรงเรียนอาชีวะปั้นเด็กกากสอบติดมหาลัยดัง
- บทที่ 13 เฉินฟานเสียสติไปแล้ว! หลอกนักเรียนตัวเองจนหัวปักหัวปำ!
บทที่ 13 เฉินฟานเสียสติไปแล้ว! หลอกนักเรียนตัวเองจนหัวปักหัวปำ!
บทที่ 13 เฉินฟานเสียสติไปแล้ว! หลอกนักเรียนตัวเองจนหัวปักหัวปำ!
บทที่ 13 เฉินฟานเสียสติไปแล้ว! หลอกนักเรียนตัวเองจนหัวปักหัวปำ!
ข้าวของที่ยังไม่ได้ขนออกไปยังเหลืออยู่อีกไม่น้อย
เหล่าครูที่กำลังกินข้าวอยู่ในโรงอาหาร พอเห็นภาพนี้ก็พากันส่ายหน้า
ซุนลี่ลี่ถือถาดอาหารเดินมา
แล้วนั่งลงข้างเหล่าหลิว
“เห็นไหม?”
เธอแค่นเสียงเย็นชา
“เฉินฟานพาเด็กหลงทางไปหมดแล้ว ซื้อหนังสือเรียน? ซื้อแล้วคะแนนจะถึง 700 เลยหรือไง?”
เหล่าหลิวถอนหายใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความจนใจ
“เฉินฟานคงอินจนเสียสติไปแล้ว สอนหนังสือดี ๆ ไม่เป็น เอาแต่เพ้อฝันอยู่ตรงนี้”
จากนั้นเขาก็ลดเสียงลง กระซิบบอกซุนลี่ลี่
“ฉันได้ยินมาว่าแฟนของเฉินฟานเลิกกับเขาแล้ว ดูเหมือนจะกระทบเขาหนักทีเดียว”
ซุนลี่ลี่คีบกับข้าวเข้าปาก ก่อนจะหัวเราะเย็นชา
“ผู้หญิงแบบไหนกันที่จะชอบผู้ชายอย่างเฉินฟาน? ทั้งดื้อ ทั้งไม่มีเงิน แถมยังไม่มีความสามารถ”
“วัน ๆ เอาแต่พูดจาเหลวไหล ถ้าให้ฉันพูดนะ ดีแล้วที่พวกเราถูกย้ายไปโรงเรียนอื่น”
“อยู่ใกล้คนอย่างเฉินฟานนาน ๆ มีหวังประสาทกินแน่”
ในตอนนั้นเอง ครูหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลก็พูดขึ้นเสียงเบา
“แต่ดูเหมือนพวกเขาอยากเรียนจริง ๆ นะครับ?”
“ดูเด็กผมทองในห้องของเฉินฟานสิ ขนาดพวกนั้นยังไปซื้อหนังสือเรียนจากนักเรียนคนอื่นเลย”
“นี่เป็นแค่การแสดง หรือเด็กพวกนี้สนใจเรียนขึ้นมาจริง ๆ กันแน่?”
อยากเรียน?
ซุนลี่ลี่กลอกตาทันที
“ก็แค่ไฟไหม้ฟางสามวันเท่านั้นแหละ เฉินฟานก็แค่เล่าเรื่องปลุกใจ พอผ่านไปไม่กี่วัน เด็กพวกนี้รู้ตัวว่าเรียนไม่ไหว ก็กลับไปทำตัวเหมือนเดิม”
ทันใดนั้น เฉินฟานถือถาดอาหารเดินเข้ามาพอดี
เขานั่งลงที่โต๊ะข้าง ๆ พวกเขา
ซุนลี่ลี่จงใจยกระดับเสียงขึ้นทันที
“โอ้ ผู้อำนวยการเฉินมาแล้วเหรอคะ มาตรวจงานโรงอาหารหรือไง?”
เฉินฟานไม่สนใจเธอ เขาก้มหน้ากินข้าวต่อ
แต่ซุนลี่ลี่ไม่ยอมปล่อยผ่าน
“ครูเฉิน เมื่อกี้ฉันเห็นนักเรียนของคุณวิ่งซื้อหนังสือเรียนกันทั่วโรงอาหารเลยนี่นา อะไรกัน พวกเขาจะเอาจริงแล้วเหรอ?”
เฉินฟานเงยหน้ามองเธอ
เขารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้คงวัยทองจริง ๆ แล้ว
ตัวเองก็ใกล้จะย้ายไปโรงเรียนอื่นอยู่แล้วแท้ ๆ
แต่ยังหาเรื่องใส่ตัวไม่หยุด
“แล้วยังไง มีปัญหาอะไรหรือครับ?”
น้ำเสียงของเฉินฟานยังคงเย็นชาและเรียบเฉย
“ไม่มีปัญหา แน่นอนว่าไม่มีปัญหา”
ซุนลี่ลี่ยิ้ม
เธอชี้ไม้ชี้มือไปทางเฉินฟานและนักเรียนห้องม.6/7
“ฉันแค่รู้สึกว่ามันตลกดี เด็กกลุ่มหนึ่งที่แม้แต่ความรู้ระดับมัธยมต้นยังไม่แน่น ตอนนี้กลับมาซื้อหนังสือเรียนมัธยมปลายกันแล้ว แบบนี้ไม่ใช่การผลาญเงินเล่นหรือไง?”
“คุณต้องเข้าใจนะ ผู้ปกครองของนักเรียนในห้องคุณแต่ละคนก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง”
“ถ้าพวกเขารู้ว่าเงินถูกเอามาผลาญแบบนี้ คงได้โทรมาถามเอาเรื่องคุณกันหมดแน่”
เฉินฟานวางตะเกียบลง
“ครูซุน”
“หืม?”
“คุณรู้ไหมครับว่าทำไมคุณสอนหนังสือมาตั้งหลายปี แต่ก็ยังเป็นได้แค่ครูธรรมดาคนหนึ่ง?”
สีหน้าของซุนลี่ลี่เปลี่ยนไปทันที
“คุณหมายความว่ายังไง?”
“เพราะในสายตาของคุณ นักเรียนมีแค่สองประเภทเท่านั้น คือเด็กที่เรียนได้ กับเด็กที่เรียนไม่ได้”
เฉินฟานพูดอย่างสงบนิ่ง
“แต่ในสายตาของผม นักเรียนทุกคนคือประกายไฟที่ยังไม่ได้ถูกจุดให้ลุกโชน”
“คนอย่างคุณ ต่อให้ย้ายไปโรงเรียนอื่น ต่อให้สอนไปทั้งชีวิต ก็คงใช้ชีวิตไปอย่างสูญเปล่าเท่านั้น”
“คุณไม่เหมาะจะเป็นครู”
“คุณ!”
ซุนลี่ลี่ลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธ
แต่เฉินฟานถือถาดอาหารเดินออกไปแล้ว
คำพูดของเฉินฟานทำให้ซุนลี่ลี่โกรธจนแทบกระอักเลือด
ถ้าไม่ใช่เพราะครูหลิวกับคนอื่น ๆ คอยรั้งเอาไว้
เกรงว่าเธอคงพุ่งเข้าไปตบตีกับเฉินฟานแล้ว
เมื่อมองแผ่นหลังของเฉินฟานที่เดินจากไป
ซุนลี่ลี่ก็กัดฟันพูดอย่างดุดัน
“ยังเหลือเวลาอีกเดือนกว่า ๆ ฉันอยากเห็นนักว่าเด็กห้องคุณที่มีแต่พวกไร้ประโยชน์ จะคว้าที่หนึ่งมาได้ยังไง! ถุย!”
คาบเรียนช่วงบ่าย
เริ่มตรงเวลา 13.00 น.
พวกเขาเรียนยาวไปจนถึง 17.30 น.
ตลอดช่วงนั้น มีพักเพียงสิบนาทีเท่านั้น
แต่ในห้องเรียนกลับไม่มีนักเรียนคนไหนวอกแวกเลยสักคน
สายตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่กระดานดำ มือก็จดโน้ตไม่หยุด
ความตั้งใจระดับนั้น
แววตาที่เต็มไปด้วยความกระหายความรู้ถึงขั้นทำให้แม้แต่เฉินฟานเองยังรู้สึกสะเทือนใจ
มีระบบคอยสนับสนุนมันยอดเยี่ยมจริง ๆ
และเด็กพวกนี้ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังเช่นกัน
ดูเหมือนว่า ต่อให้เน้นแค่วิชาสามัญ ก็ยังสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้
บนหน้าต่างระบบ
ค่าความเชียวชาญของนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
[คณิตศาสตร์: ความเชียวชาญหัวข้อความรู้คาบแรกของมัธยมปลายปีสอง 87%]
[ภาษาอังกฤษ: ความเชียวชาญคำศัพท์พื้นฐาน 67%]
[ฟิสิกส์: ความเชียวชาญกลศาสตร์ 79%]
เฉินฟานประเมินคร่าว ๆ
ด้วยความเร็วระดับนี้ ไม่ต้องถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ
พวกเขาก็สามารถเรียนครบทุกหัวข้อความรู้ตลอดสามปีของมัธยมปลายได้แล้ว
และไม่ใช่แค่แบบ “เคยเรียนผ่าน ๆ”
แต่เป็นการ “เชียวชาญ” อย่างแท้จริง
เวลา 17.30 น. เฉินฟานจึงวางชอล์กลงในที่สุด
“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน”
เขามองนักเรียนทั้งห้อง
“ทุกคนกลับไปพักผ่อนให้ดี เช้าวันอาทิตย์ 6 โมงครึ่ง ครูจะรอพวกเธออยู่ที่นี่”
นักเรียนเริ่มเก็บกระเป๋า
แต่การเคลื่อนไหวของพวกเขาช้ามาก ราวกับไม่อยากจากไป
โจวหมิงเป็นคนแรกที่เดินมาหน้าแท่นสอน
“ขอบคุณครับ ครูเฉิน”
เขาโค้งคำนับอย่างจริงจังมาก
ต่อมาคือหลินเวยเวย
“ครูเฉิน วันนี้เป็นวันที่หนูมีความสุขที่สุด นับตั้งแต่เข้าเรียนมาเลยค่ะ”
เธอเองก็โค้งคำนับเช่นกัน
จากนั้นคนแล้วคนเล่าเดินเข้ามา
จ้าวจื่อหาวเดินมาข้างหน้า
เขาเกาหัวอย่างเขิน ๆ
“ครูเฉิน เมื่อก่อนผมคิดว่าการเรียนคือการทรมาน แต่วันนี้ผมเพิ่งรู้ว่าการเรียนมันสนุกได้ขนาดนี้”
หลังจากพูดจบ พวกเขาทุกคนต่างโค้งคำนับเฉินฟานอย่างสุดตัว
เด็กนักเรียนผมทองไม่กี่คนเดินเข้ามาเป็นกลุ่มสุดท้าย
ผมของพวกเขายังไม่ได้ย้อมกลับ
แต่แววตากลับเปลี่ยนไปแล้ว
“ครูเฉิน วันอาทิตย์พวกเราจะมาตรงเวลาแน่นอนครับ”
“พวกเราจะย้อมผมกลับครับ”
“เสื้อผ้าก็จะเปลี่ยนด้วย ครูเฉิน ได้โปรดเชื่อพวกเรานะครับ”
“ใช่ครับ ผมเพิ่งเลิกกับเสี่ยวลี่ในห้องเราไปแล้ว ผมคิดว่าผมต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ให้ได้ เรื่องคบกันตอนมัธยมมันเสียเวลาอันล้ำค่าจริง ๆ”
พวกเขาโค้งคำนับพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อมองดูพวกเขา เฉินฟานก็รู้สึกถึงความสำเร็จอย่างยากจะบรรยาย
“ได้ ครูเชื่อพวกเธอ”
“เจอกันวันอาทิตย์”
นักเรียนจึงสะพายกระเป๋า แล้วทยอยเดินออกจากห้องเรียนไปทีละคน
ใช่แล้ว พวกเขาสะพายกระเป๋านักเรียนจริง ๆ
แถมในกระเป๋ายังใส่หนังสือเรียนที่ซื้อมาในวันนี้เอาไว้ด้วย
นี่มัน…
พวกเขาคิดจะกลับไปอ่านหนังสือต่อพรุ่งนี้จริง ๆ เหรอ?
เฉินฟานพยักหน้าให้นักเรียน
จากนั้นจึงเก็บข้าวของ และล็อกประตูห้องเรียนเป็นคนสุดท้าย
ตอนเดินออกจากอาคารเรียน เขาเห็นซุนลี่ลี่กับครูอีกหลายคนยืนอยู่ด้านล่าง กำลังชี้ไม้ชี้มือมาทางนักเรียนห้องม.6/7 ที่เดินออกไป
แต่สีหน้าของพวกเขาดูแปลกมาก
มันไม่ใช่สีหน้าดูถูกเยาะเย้ย
แต่เป็นความตกตะลึง
เพราะนักเรียนที่เดินออกไปเหล่านั้น
ไม่มีใครตีกันหรือส่งเสียงเอะอะเหมือนเมื่อก่อน
พวกเขาเดินกันเป็นกลุ่มสองสามคน
และยังคงพูดคุยกันถึงบทเรียนในวันนี้
“ฉันว่าโจทย์ฟังก์ชันข้อนั้นยังมีวิธีแก้ที่ง่ายกว่านี้อีกนะ…”
“ครูเฉินอธิบาย tense ภาษาอังกฤษชัดเจนสุด ๆ!”
“พอใช้การเร่งความเร็วของรถแข่งมาเปรียบเทียบ ฉันเข้าใจกฎข้อที่สองของนิวตันทันทีเลย!”
เสียงของพวกเขาไม่ได้ดังมาก
แต่ทุกคำกลับฟังชัดเจน
ซุนลี่ลี่อ้าปากเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา
เหล่าหลิวส่ายหน้า แล้วหมุนตัวเดินจากไป
ครูคนอื่น ๆ มองหน้ากัน ก่อนจะแยกย้ายกันไป
ระยะเวลาสั้นแค่นี้ จะคาดหวังผลลัพธ์อะไรได้กัน?
แต่ในบรรดานักเรียนห้องของเฉินฟานตอนนี้ ไม่มีใครสักคนที่ท่าทีไม่จริงจัง
เฉินฟานยิ้ม แล้วเดินไปทางประตูโรงเรียน
ตอนกลับถึงห้องเช่า…
ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว
เฉินฟานวางแผนการสอนและหนังสือเรียนลงบนโต๊ะ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียง
เหนื่อย
เหนื่อยจริง ๆ
ตั้งแต่หกโมงเช้าจนถึงหกโมงเย็น
เขาทำงานแทบไม่หยุดตลอดสิบสองชั่วโมงเต็ม
แต่ลึก ๆ ในใจกลับเต็มไปด้วยความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
ความรู้สึกที่ได้เห็นเด็กกลุ่มหนึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนจากความสับสนเป็นความกระจ่าง จากความดูถูกตัวเองเป็นความมั่นใจ…
มันยอดเยี่ยมจริง ๆ!
เขานอนพักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูข่าว
แล้วกดเข้าไปในเว็บบอร์ดท้องถิ่น “ชุมชนหนานซาน” อย่างไม่ตั้งใจ
แต่หัวข้อกระทู้ยอดนิยมอันดับหนึ่งบนหน้าแรก กลับทำให้เขาชะงักไปทันที
[ข่าวด่วน] ความคืบหน้าประเด็นปิดโรงเรียนอาชีวะที่สาม: ครูคนหนึ่งลั่นวาจาว่าจะพานักเรียนสายอาชีพทำคะแนนเฉลี่ย 700! มีคลิปเป็นหลักฐาน!