- หน้าแรก
- ฝ่าวิกฤตเกาะร้างทั้งโลกแต่ฉันมีระบบคำใบ้สุดโกง
- บทที่ 27 หาสถานที่ค้างคืนชั้นยอดได้แล้ว
บทที่ 27 หาสถานที่ค้างคืนชั้นยอดได้แล้ว
บทที่ 27 หาสถานที่ค้างคืนชั้นยอดได้แล้ว
บทที่ 27 หาสถานที่ค้างคืนชั้นยอดได้แล้ว
มันคือสัตว์ประหลาดหัวจระเข้ ลำตัวสิงโต พอยืนด้วยขาหลังก็จะมีความสูงกว่าหกเมตร มีหางขนาดใหญ่ลากยาวอยู่ด้านหลัง และมีปากขนาดใหญ่ที่น่ากลัวเป็นพิเศษ
แต่ตอนนี้มันเพียงแค่โดนละอองน้ำกระเด็นใส่ บริเวณเล็กๆ ที่เปียกน้ำกลับมีควันสีขาวพวยพุ่งออกมา ราวกับถูกเหล็กร้อนนาบ
มันหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไป ทิ้งกลุ่มควันคละคลุ้งไว้เบื้องหลังขณะที่วิ่งหนีสุดชีวิต
หลินเสี่ยวอวิ๋นรีบเก็บของทั้งหมดใส่กระเป๋าเป้ หิ้วจูจูวิ่งตามไป
ทะเลทรายที่เวิ้งว้างมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง ตราบใดที่ไม่มีพายุทรายก็จะมองเห็นได้ไกล เธอมองดูสัตว์ประหลาดหายตัวไปในระยะหลายร้อยเมตร จดจำตำแหน่งนั้นไว้ แล้วจูงมือจูจูเดินตรงไปอย่างดีใจ
น่าเสียดายที่พอไปถึง กลับพบว่านี่ไม่ใช่รังของสัตว์ประหลาด แต่มันมุดลงไปในทรายลึกเพื่อหนีต่อไป
เอาใหม่
ตั้งหอกไม้ไผ่กับกล่องไม้ จูจูเริ่มร้องเพลง: "ม้ากระดก สนุกจริงๆ"
ก้อนปูดพุ่งมาตามนัด ปืนฉีดน้ำก็จ่อรออยู่
ทำแบบนี้ซ้ำๆ สามครั้ง พอถึงครั้งที่สี่ มอนสเตอร์ระดับอีลีทอามุตที่ต้องมาทำงานก็รอถึงห้านาทีถึงจะวิ่งมา
ตอนที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ตัวของมันก็เคลื่อนไหวช้าๆ ในดวงตาสีแดงคู่ของมันไม่มีแม้แต่ประกายแสง ขนสิงโตที่เคยเรียงตัวสวยงามก็พันกันยุ่งเหยิง
ปกติมันซ่อนตัวอยู่ใต้ดินได้เท่านั้น ทันทีที่มีคนเล่นม้ากระดกมันก็ต้องโผล่ออกมา นี่คือกฎที่บริษัทเกมกำหนดไว้ ต่อให้มันไม่เต็มใจเป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง มันก็ไม่สามารถต่อต้านกฎได้
แม้จะพูดไม่ได้ แต่ดวงตาคู่นั้นของมันก็มองหลินเสี่ยวอวิ๋นด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวังอยู่ตลอดเวลา
หลินเสี่ยวอวิ๋นยกปืนฉีดน้ำขึ้น
อามุตตกใจสุดขีด
สิบนาทีต่อมา หลินเสี่ยวอวิ๋นกับจูจูก็มาถึงรังของอามุตอย่างราบรื่น
นี่เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ขุดจากถ้ำหินธรรมชาติ นอกจากทางเข้าแล้ว พื้นที่ส่วนอื่นๆ ก็ปิดทึบมิดชิด บังลมได้ทุกทิศทาง
บริเวณที่อามุตใช้นอนมีหนังสัตว์นุ่มๆ ปูไว้ ดูแล้วน่าจะเป็นหนังวัว พอนอนลงไปก็ทั้งนุ่มและอุ่น
เธอเปิดกระเป๋าเป้อย่างชำนาญ เทที่จุดไฟและเชื้อเพลิงออกมาเริ่มก่อไฟ
อามุตที่อยู่ตรงประตูมองดูอย่างน่าสงสาร
นี่คือบ้านของมัน แต่สองคนนี้กลับมาก่อไฟอยู่ที่นี่ แถมในมือยังถืออาวุธร้ายแรง นี่มันน่ากลัวกว่าปล้นบ้านเสียอีก
ตอนที่มา หัวหน้างานสัญญากับมันไว้ดิบดีว่า แต่ละฤดูกาลจะได้หกพันเหรียญทองแดง มีที่พักอาหารฟรี อาหารที่ได้ก็คือเนื้อมนุษย์ที่เมื่อก่อนมันไม่มีปัญญาซื้อกิน
เนื้อมนุษย์ที่หอมกรุ่นและนุ่มลิ้น
แต่ภาพตรงหน้านี่มันอะไรกัน นี่คือ "มนุษย์" เหรอ สิ่งที่มันกินได้เหรอ
นี่มันไม่เหมือนกับที่รุ่นพี่ที่เคยอยู่ที่นี่บอกไว้นี่นา รุ่นพี่บอกว่ามนุษย์มีร่างกายที่เปราะบาง ต่อต้านไม่ได้ เป็นอาหารรสเลิศที่หาได้ง่ายมาก
โฮๆ มันก็รู้อยู่แล้วว่างานดีๆ จะไม่ตกมาถึงมันหรอก โทษที่มันเป็นสัตว์ประหลาดจนๆ ไม่มีเส้นสาย มาเจ็ดวันยังไม่ได้กินข้าว ไม่พอ พอเจอเหยื่อก็ดันกลายเป็นแบบนี้อีก
มันอยากกลับไป มันอยากกลับไป ค่าปรับผิดสัญญาเท่าไหร่มันยอมจ่าย เต็มที่ก็แค่กู้เงินเพิ่มอีกไม่กี่ปี ให้ตายมันก็ไม่ทำแล้ว
อามุตเอามือปิดตาวิ่งหนีไป ขืนอยู่ต่อมันก็ทนไม่ไหวหรอก กองไฟของหลินเสี่ยวอวิ๋นลุกโชนขึ้นมาแล้ว แค่มองแวบเดียวพลังชีวิตก็ลดไป 5 จุดแล้ว
วันหนึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จี้เหอตัดต้นสนแดงขนาดใหญ่ได้แปดต้น แล้วลากทั้งหมดไปตากไว้ที่ลานกว้าง
ต้นไม้พวกนี้ไม่ได้เอาไว้ทำผนัง แต่เอาไว้ปักลงดินเพื่อทำฐานราก จากนั้นค่อยปูพื้นในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อยกกระท่อมไม้ให้สูงจากพื้นดิน
เขาตั้งใจจะใช้ท่อนซุงผ่าเป็นแผ่นไม้ บวกกับแผ่นไม้ที่ได้จากปีศาจต้นเอล์ม สร้างเป็นกระท่อมไม้เล็กๆ ไว้อยู่อศัย
ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดถึงอีกสองวิธี คือสร้างบ้านอิฐแดงและบ้านต้นไม้
บ้านอิฐแดงมีความแข็งแรง กันความร้อนได้ดี ในช่วงอากาศหนาวจัดก็จะอบอุ่นกว่า ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ตอนที่พ่อแม่เขายังมีชีวิตอยู่ บ้านของครอบครัวพวกเขาก็สร้างกันเอง ขั้นตอนการเผาอิฐเขาก็รู้ดี
แต่การจะสร้างบ้านให้คนคนเดียวอยู่ได้ต้องใช้อิฐหลายพันก้อน บนพื้นที่รกร้างว่างเปล่าไม่มีโรงงานสมัยใหม่ ตั้งแต่การขุดดินเหนียว ร่อน และผสม ล้วนต้องทำเอง หากอยากอยู่บ้านอิฐแดงก็ต้องรออีกครึ่งปี ซึ่งไม่ทันการณ์อย่างแน่นอน
ในเมื่อมีแผ่นไม้ที่หลินเสี่ยวอวิ๋นส่งมาให้แล้ว ก็ถือโอกาสสร้างด้วยไม้ไปเลยดีกว่า
ถ้าเป็นบ้านต้นไม้ ที่สูงจากพื้นดินกว่าสิบเมตร ความปลอดภัยก็ถือว่าดี แต่เพื่อความอบอุ่นในฤดูหนาว ก็จำเป็นต้องเพิ่มความหนาของผนัง ซึ่งตอนนั้นเรื่องการรับน้ำหนักของบ้านต้นไม้ก็จะกลายเป็นปัญหา
ดังนั้นสร้างกระท่อมไม้บนพื้นดินนี่แหละดีที่สุด
หลินเสี่ยวอวิ๋นเอาน้ำแร่ไปแลกอาหารกล่องแบบบนเครื่องบินมาสองชุดจากช่องแลกเปลี่ยนเพื่อเป็นอาหารเย็น เป็นข้าวราดมะเขือยาวตุ๋น ของสดใหม่ที่เพิ่งเปิดได้จากกล่องสมบัติ
ผู้ขายตั้งราคาไว้แพงกว่าขนมปังและข้าวปั้นถึงสองเท่า แต่ก็ไม่มีใครสนใจ โชคดีที่มีหลินเสี่ยวอวิ๋นที่รู้คุณค่า
หลินเสี่ยวอวิ๋นกินอาหารกล่องร้อนๆ แทบจะร้องไห้ออกมา แม้แต่จูจูที่ไม่ค่อยชอบกินอาหารปกติก็ยังต้องเลียนิ้ว
วันที่เจ็ด ผ่านไปอย่างปลอดภัย เนื่องจากไม่เจออันตราย ก่อนนอนเธอจึงใช้โอกาสขอคำใบ้ครั้งที่สามกับกล่องสมบัติ
กินอิ่มดื่มพอ นอนหลับสบาย เช้าวันที่แปด หลินเสี่ยวอวิ๋นและจูจูนอนบนพรมหนังวัวไม่อยากลุกขึ้นมาเลย
อุณหภูมิในทะเลทรายต่ำกว่าทุ่งหญ้าจริงๆ แต่เชื้อเพลิงของเธอมีพอ และเพื่อป้องกันไม่ให้อามุตกลับมาลอบโจมตี เธอก็ลุกขึ้นมาเติมฟืนกลางดึกอีกครั้ง กองไฟจึงลุกโชนตลอดทั้งคืนไม่เคยมอด
ลมโกรกตรงปากถ้ำดีมาก ไม่เหมือนถ้ำที่เธอเคยอยู่ก่อนหน้านี้
ทั้งสองคนออกจากรัง และม้วนพรมหนังวัวกลับมาด้วยตอนที่ออกเดินทาง
การมีมนุษยธรรมกับสัตว์ประหลาดคือคนสมองกลวง อามุตที่อยู่ตรงหน้าเป็นมอนสเตอร์ระดับอีลีทตัวที่สี่ที่เธอกับจี้เหอได้พบ และโดยพื้นฐานแล้วสามารถยืนยันได้ว่าสัตว์ประหลาดกับมนุษย์เป็นศัตรูกัน
เดินทางต่อ ก่อนอื่นไปเอากล่องสมบัติที่อยู่ไม่ไกลซึ่งจำตำแหน่งไว้เมื่อคืนนี้ก่อน
คราวนี้โชคดีมาก เป็นแอปเปิลลูกใหญ่สิบลูก
ผลไม้ป่าที่กินได้บนเกาะมีเยอะแยะ แต่สายพันธุ์ป่าที่ไม่ได้ผ่านการเพาะพันธุ์โดยมนุษย์ ปกติรสชาติจะเปรี้ยวจี๊ด ไม่พอยังมีเมล็ดใหญ่เบ้อเริ่ม แถมยังมีเนื้อนิดเดียว
เธอคิดถึงเกษตรกรรมสมัยใหม่มาตั้งนานแล้ว
หลังจากเดินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็ใช้การ์ดคำใบ้วาดแผนที่อีกครั้ง
ครั้งนี้วาดออกมาแล้วเห็นหินผาหน้าผาหลายแห่ง
แต่หลินเสี่ยวอวิ๋นมีทางเลือกที่ดีกว่า ย่อมไม่อยากหาถ้ำหินค้างคืน
ช่วงบ่ายวันนั้น เธอก็เรียกอามุตมาอีกครั้ง และพบรังอีกแห่งของมัน รังของอามุตในทะเลทรายมีมากกว่าหนึ่งแห่ง และสิ่งที่ทำให้หลินเสี่ยวอวิ๋นประหลาดใจก็คือ ครั้งนี้ก็ยังเป็นอามุตตัวเดิม
สภาพจิตใจของอามุตย่ำแย่ลงไปอีก แต่หลินเสี่ยวอวิ๋นไม่สนอะไรทั้งนั้น เธอยื่นข้อเสนอขออาศัยอยู่ด้วยความ 'หวังดี' อีกครั้ง
หลังจากตามอามุตกลับมาที่รัง เธอก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มคิด
"แต่ละภูมิประเทศมีมอนสเตอร์ระดับอีลีทแค่ตัวเดียวงั้นเหรอ"
พื้นที่ของแต่ละภูมิประเทศก็ไม่เล็ก อาจจะมีแค่พื้นที่ชุ่มน้ำที่ค่อนข้างแคบ แต่ดูเหมือนว่าหลังจากมอนสเตอร์ระดับอีลีทตายไป ในระยะเวลาสั้นๆ จะไม่เจอมอนสเตอร์ระดับอีลีทตัวที่สองอีก
เธอเก็บความสงสัยนี้ไว้ หลังจากก่อไฟแล้วก็ตั้งใจถามการ์ดคำใบ้
การ์ดคำใบ้: "แต่ละภูมิประเทศมีมอนสเตอร์ระดับอีลีทเฉพาะตัวเพียงตัวเดียว มอนสเตอร์ระดับอีลีทจะต้องจัดการพื้นที่ตามกฎที่เกมกำหนด"
"หลังจากมอนสเตอร์ระดับอีลีทตายไป จะเกิดมอนสเตอร์ระดับอีลีทประเภทเดียวกันมาแทนที่ในระยะเวลาหนึ่ง ตามพฤติกรรมที่แตกต่างกัน"
หลินเสี่ยวอวิ๋นเข้าใจแล้ว
ในบางแง่มุม มอนสเตอร์ระดับอีลีทก็คือผู้ดูแลเกม
แต่ "การดูแล" แบบนี้ สำหรับผู้เล่น (มนุษย์) ที่เข้าร่วมเกมแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
ความโหดร้ายและความเป็นศัตรูของระบบเกมน่าคิดมาก