- หน้าแรก
- ดาบปราบอสูร ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยนิมิตไร้สิ้นสุด
- บทที่ 33 พระพุทธรูปสีทอง
บทที่ 33 พระพุทธรูปสีทอง
บทที่ 33 พระพุทธรูปสีทอง
บทที่ 33 พระพุทธรูปสีทอง
"มันโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!" หลินไป๋ร้องด้วยความประหลาดใจ
"มะ ไม่รู้ครับ ผมไม่ได้สังเกต เมื่อกี้ตรงนี้ยังไม่มีอะไรเลยนี่ครับ!" หยวนเฟยตื่นตระหนก พูดว่า "ท่านหลิน จะเป็นวิธีการของปีศาจอะไรหรือเปล่าครับ!"
หลินไป๋ไม่ได้ตอบ แต่สังเกตกำแพงตรงหน้าอย่างละเอียด
สีปูนลอกหลุดร่อน บางจุดเผยให้เห็นอิฐมอญที่ก่อไว้ตรงรอยต่อ มีต้นไม้ขึ้นหรอมแหรม
กำแพงนี้ใหญ่โตมาก หลินไป๋เงยหน้าขึ้นไปมอง ไม่เห็นยอดเลย ราวกับมันสูงทะลุฟ้า
แต่ในใจหลินไป๋รู้ดีว่า กำแพงไม่มีทางสูงขนาดนั้นหรอก แค่มีหมอกบังไว้เท่านั้น
แต่กำแพงนี้โผล่มาเพื่ออะไร ปิดกั้นทางออก ไม่ให้คนออกไปอย่างนั้นหรือ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ หยวนเฟยก็วิ่งไปทางซ้ายของกำแพง แล้วตะโกนเรียกหลินไป๋
"ท่านหลิน ทางนี้ครับ ทางนี้ยังมีทางไปต่อ!"
หลินไป๋ได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้าเบาๆ ในใจแอบเชื่อมโยงกำแพงนี้เข้ากับสิ่งที่เห็นและได้ยินมาตลอดทาง
ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในม่านหมอก เขาก็รู้ตัวแล้วว่าพวกเขาได้เข้ามาในมิติประหลาดที่คล้ายกับภาพลวงตา
ทั้งระยะทางที่ไกลเกินจริง กระท่อมฟางเก่าซอมซ่อ หรือแม้แต่ปีศาจลิงที่เพิ่งโผล่มาเมื่อกี้ ล้วนสรุปได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาพลวงตาทั้งสิ้น
กำแพงตรงหน้านี้ก็คงเป็นส่วนหนึ่งของภาพลวงตาเหมือนกัน
หลินไป๋ลูบกำแพง สัมผัสมันสมจริงมาก ไม่ใช่ของปลอมแน่ๆ
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ก็เพียงเพื่อต้องการกักขังมนุษย์ จุดประสงค์ของการมีอยู่ของกำแพงนี้ ก็เพื่อไม่ให้มนุษย์ออกไปจากหมู่บ้านได้เท่านั้นเอง
ก่อนหน้านี้ หยวนเฟยยังบอกว่า เคยบินออกไปจากม่านหมอกเหนือหมู่บ้านได้
นั่นก็แสดงว่า ถึงแม้ที่นี่จะเป็นภาพลวงตา แต่มันก็สามารถออกไปได้
ผู้ใช้เวทสร้างกำแพงนี้ขึ้นมา นั่นหมายความว่า หลังกำแพงนี้ก็อาจจะเป็นทางออกทางหนึ่งใช่หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้น หมู่บ้านที่เชื่อมต่อกันทะลุปรุโปร่งนี้ คงไม่ได้มีกำแพงแบบนี้แค่บานเดียวแน่ๆ
สิ่งที่ผู้ใช้เวทต้องการ คือให้มนุษย์เดินวนเวียนอยู่ข้างใน ไม่มีวันหาทางออกเจอ
หมู่บ้านข่ายทั้งหมู่บ้าน กลายเป็นเสบียงอาหารของมันไปแล้ว มนุษย์ข้างในถูกหยิบกินได้ตามใจชอบ แถมยังเข้าได้อย่างเดียว ออกไม่ได้อีกต่างหาก
หลินไป๋สลักลูกศรที่ห้าลงบนกำแพง ชี้ไปทางที่เขากำลังจะเดินไป
ทั้งสองเดินต่อไป ไม่นานก็เจอกำแพงอีกบาน
"ท่านหลิน กำแพงอีกแล้วครับ" หยวนเฟยชี้ไปที่กำแพงตรงหน้า
หลินไป๋พยักหน้า มั่นใจในความคิดของตัวเอง เอ่ยปากพูดขึ้น
"ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่ฉันคิดไว้เลย"
"ท่านหลินคิดอะไรออกเหรอครับ" หยวนเฟยถาม
"ในภาพลวงตานี้ ผู้ใช้เวทที่อยู่เบื้องหลัง ต้องการใช้กำแพงสูงปิดล้อมหมู่บ้านไว้ ไม่ให้คนที่เข้ามาออกไปได้"
"อ้อ" สีหน้าของหยวนเฟยดูประหลาดขึ้นมาทันที ดูไม่ออกว่าดีใจหรือเสียใจ รีบถามต่อว่า "หมายความว่าถ้าปีนข้ามกำแพงสูงนี้ไปได้ ก็จะออกไปได้ใช่ไหมครับ"
หลินไป๋มองสีหน้าของหยวนเฟย รู้สึกแปลกใจอยู่ในใจ
หยวนเฟยเชิญเขามาเพื่อช่วยน้องสาวไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงดูรีบร้อนอยากจะออกไปมากกว่าเขาเสียอีกล่ะ
หลินไป๋พูดต่อ
"ใช่ แต่จุดประสงค์ของเราคือมาช่วยน้องสาวนายไม่ใช่เหรอ"
"ใช่ๆๆ พวกเรามาช่วยคน!" หยวนเฟยทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ แล้วพูดต่อ "แต่จนถึงตอนนี้ เรายังไม่เห็นเงาใครเลยสักคนเดียวนะครับ"
หลินไป๋พยักหน้า พูดว่า
"ร้อยทั้งร้อย คนที่เข้ามาก่อนหน้านี้คงถูกแยกไปอยู่ตามภาพลวงตาต่างๆ หากันไม่เจอ แล้วก็ติดต่อกันไม่ได้ด้วย"
ทันใดนั้น แววตาของหลินไป๋ก็หม่นลง กดเสียงพูดเบาๆ
"หรือไม่ พวกเขาก็อาจจะตายกันหมดแล้ว"
"ตายแล้วเหรอ" เสียงของหยวนเฟยสั่นเครือ ร้อนรนพูดว่า "งะ งั้นพวกเราจะทำยังไงดีครับ"
หลินไป๋มองหยวนเฟย ยิ่งรู้สึกแปลกใจมากขึ้น จึงถามไปว่า
"นายไม่เป็นห่วงน้องสาวเหรอ"
หยวนเฟยถอนหายใจ พูดว่า
"ถ้าน้องสาวต้องมาตายแบบนี้ ผม ผมก็ทำอะไรไม่ได้หรอกครับ แต่ตอนนี้ พวกเราจะทำยังไงดีครับ พวกเราต้องรอดออกไปให้ได้นะ"
หลินไป๋ปรายตามองเขา เดินนำหน้าไป พูดโดยไม่หันกลับมามองหยวนเฟยว่า
"หาทางออก แล้วก็ไปจากที่นี่ซะ!"
หลินไป๋ขี้เกียจพูดพล่ามกับเขาแล้ว เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหยวนเฟยถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้
เดินต่อไปได้อีกครึ่งก้านธูป ทั้งสองก็เจอลูกศรแรกบนพื้น ทำให้หลินไป๋มีความมั่นใจมากขึ้น ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดไว้
หมู่บ้านข่ายทั้งหมู่บ้านคือวงกลมวงหนึ่ง!
จากนั้นก็เจออันที่สอง อันที่สาม อันที่สี่
หลินไป๋มั่นใจเต็มเปี่ยม ถัดไปก็ควรจะเจอกำแพงบานนั้นอีกครั้ง
ถ้าอยากจะออกไป ก็แค่ปีนข้ามกำแพงนั้นไปก็พอ!
ระหว่างที่หลินไป๋กำลังก้มหน้าดูลูกศรอยู่นั้น หยวนเฟยก็สังเกตเห็นแสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาในม่านหมอกไกลๆ ท่ามกลางแสงสีทองมัวๆ นั้น เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเดินเข้ามา
"ท่านหลิน ท่านหลิน! นั่นตัวอะไรน่ะครับ!" หยวนเฟยรีบชี้ให้หลินไป๋ดู
หลินไป๋เงยหน้าขึ้นมอง เห็นร่างสีทองขนาดใหญ่กำลังค่อยๆ เดินออกมาจากม่านหมอก
พูดให้ถูกคือ นอนตะแคง ออกมา
เขานอนตะแคงอยู่บนดอกบัวสีน้ำเงินขาวขนาดใหญ่ มือข้างหนึ่งเท้าศีรษะ ส่งยิ้มให้พวกเขาสองคน ค่อยๆ ลอยเข้ามาใกล้
คิ้วโก่งตาเรียว หน้าตาอิ่มเอิบ ท่าทางดูใจดี ตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ยิ้มแย้มมองมาที่หลินไป๋ แต่กลับแฝงความน่าสะพรึงกลัวอย่างเข้มข้น
ม่านตาหลินไป๋เบิกกว้าง ไม่อยากจะเชื่อ นี่คือพระพุทธรูปงั้นหรือ พระพุทธรูปที่มีชีวิต!?
เสียงสวดมนต์ดังแว่วมาจากทุกทิศทาง เทียนสีเลือดหลายเล่มลุกโชน รายล้อมฐานดอกบัวอันบริสุทธิ์
เขาไม่มีทางเป็นแค่รูปปั้นแน่นอน ยิ่งไม่มีทางเป็นคนที่ปลอมตัวมาด้วย!
เห็นปากพระพุทธรูปขยับมุบมิบเหมือนกำลังท่องอะไรบางอย่าง มือหินหยาบกร้านขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเหนือหัวหลินไป๋
หยวนเฟยเห็นหลินไป๋ยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด ก็รีบดึงตัวหลินไป๋
"ท่านหลิน ระวังพระพุทธรูป!"
หลินไป๋ถูกหยวนเฟยเขย่าจนได้สติ รีบกระโดดหลบการโจมตีของมือยักษ์!
"ปัง!" มือยักษ์ฟาดลงมา เศษดินหินแตกร้าว เห็นได้ชัดว่าพลังทำลายล้างรุนแรงมาก!
ถ้าโดนเข้าไปเต็มๆ เมื่อกี้ หลินไป๋มั่นใจเลยว่าตัวเองต้องแหลกละเอียดเป็นผุยผงแน่!
แต่หลินไป๋ไม่เข้าใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ทำไมถึงมีพระพุทธรูปมาอยู่ที่นี่ได้ ตั้งแต่เขามาอยู่โลกนี้หลายปี เขาไม่เคยเห็นพระพุทธรูปองค์ไหนเลย ยิ่งไม่เคยเห็นคัมภีร์หรือวัดวาอารามที่ไหนด้วยซ้ำ
แม้แต่คำเรียกอย่าง พระพุทธองค์ พระสงฆ์ เขาก็ยังไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำ
หยวนเฟยกระโดดหลบไปอยู่ด้านข้าง ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้อีกครั้ง คอยเฝ้าดูการต่อสู้ระหว่างหลินไป๋กับพระพุทธรูป
จากนั้น พระพุทธรูปก็ฟาดฝ่ามือลงมาอย่างต่อเนื่อง ทุกฝ่ามือล้วนฟาดลงตรงจุดที่หลินไป๋ยืนอยู่
หลินไป๋สังเกตเห็นว่า พลังของพระพุทธรูปนั้นดุดันไร้เทียมทาน แต่ความเร็วกลับเชื่องช้ามาก แม้แต่คนธรรมดาก็หลบได้อย่างง่ายดาย
พระพุทธรูปสีทองเรียกฝ่ามือขึ้นมาทั้งซ้ายและขวาของหลินไป๋ บีบอัดเข้าหากัน พลังฝ่ามืออันแข็งแกร่งพุ่งเข้าใส่ในพริบตา!
"เพียะ!"
หลินไป๋พุ่งตัวหลบออกมา ตำแหน่งที่เขาเพิ่งยืนอยู่ก็ระเบิดเสียงดังสนั่น
ทันใดนั้น ลูกตาทั้งสองข้างของพระพุทธรูปสีทองก็ร่วงหลุดออกมาดังแหมะ ภายในเบ้าตามีมือเล็กๆ ยื่นออกมาไขว่คว้าไปมากลางอากาศ ราวกับกำลังจะโผล่ออกมาให้ได้
เมื่อเห็นฉากที่คุ้นเคยนี้ ในหัวหลินไป๋ก็เกิดเสียงระเบิดดังตูม รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว
เขาเข้าใจแล้ว เขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว
เขารู้แล้วว่าพระพุทธรูปองค์นี้มาจากไหน!