- หน้าแรก
- ดาบปราบอสูร ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยนิมิตไร้สิ้นสุด
- บทที่ 27 นายขาวดีจริงๆ
บทที่ 27 นายขาวดีจริงๆ
บทที่ 27 นายขาวดีจริงๆ
บทที่ 27 นายขาวดีจริงๆ
ตามที่วิชาลับบนภาพวาดระบุไว้ ทุกคนล้วนมีศักยภาพในการตื่นรู้ไม่มากก็น้อย ล้วนสามารถฝึกฝนได้ตามธรรมชาติ เพียงแต่ศักยภาพต่างกัน การแสดงออกจึงต่างกัน
ผู้ที่มีศักยภาพสูง การแสดงออกจะชัดเจนกว่า เมื่อถึงวัยหนึ่ง เส้นชีพจรก็จะปะทุขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า "การตื่นรู้"
ผู้ที่มีศักยภาพต่ำ เส้นชีพจรอ่อนแอ ลมปราณติดขัด มองไม่เห็นเส้นทางของชีพจร แต่ก็สามารถใช้วิชาบำเพ็ญเพียร บังคับยกระดับ ทำให้ลมปราณลอยฟุ้ง นำไปสู่การเปิดชีพจรพลัง และทะลวงผ่านวัฏจักรได้
แน่นอนว่า ศักยภาพที่แท้จริงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ระดับความก้าวหน้าในการฝึกฝนในอนาคต ย่อมต่ำกว่าผู้ฝึกตนที่ตื่นรู้ตามธรรมชาติมาก
แต่ถึงกระนั้น คนกลุ่มนี้ท้ายที่สุดก็คือผู้ฝึกตนอยู่ดี พลังย่อมแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดามาก!
หยางได้มาจากอิน อินได้มาจากหยาง สรรพสิ่งล้วนมีสองด้าน เส้นชีพจรอ่อนแอแล้วยังอยากได้พลังเหนือธรรมชาติ ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทน!
ค่าตอบแทนนั้นก็คือ ก่อนที่จะตื่นรู้สำเร็จ ผู้ฝึกตนจะตกอยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่งหลายครั้ง!
ทุกครั้งที่คลุ้มคลั่ง ร่างกายจะบิดเบี้ยวผิดรูป ภายในใจจะถูกครอบงำด้วยความกระหายเลือด ต้องตอบสนองความปรารถนานี้เท่านั้น จึงจะสามารถฝึกฝนต่อไปได้!
เมื่อฝึกฝนสำเร็จ ผู้ฝึกตนก็จะหลุดพ้นจากโลกโลกีย์ บรรลุ "เมล็ดพันธุ์สายเลือดคลุ้มคลั่ง"!
"เมล็ดพันธุ์สายเลือดคลุ้มคลั่ง ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ชื่อมันฟังดูชั่วร้ายพิกล"
หลินไป๋หวั่นไหวในใจ จู่ๆ ก็นึกถึงรูปลักษณ์ตอนที่จ้าวขาเป๋กลายร่าง พึมพำกับตัวเองว่า
"หรือว่าจ้าวขาเป๋จะฝึกไอ้ของพรรค์นี้"
หลินไป๋เดินไปดูไป ทึ่งในความลึกล้ำของมัน และจดจำมันไว้ในใจอย่างเงียบๆ
สุดทางของถ้ำ ภาพวาดยังคงดำเนินต่อไป หลินไป๋เดินมาถึงพื้นที่สว่างโล่งแห่งหนึ่ง
แสงจันทร์ดุจแพรไหม สาดส่องลงมาจากช่องด้านบน ค่อยๆ ไหลรินลงมา อาบไล้ร่างของคนผู้หนึ่งที่อยู่ท่ามกลางแสงนั้น
หลังค่อม นั่งขัดสมาธิบนเสื่อหญ้า หงายฝ่ามือขึ้น ราวกับกำลังเข้าฌานบำเพ็ญเพียร
เมื่อได้ยินเสียง เขาค่อยๆ ลืมตาที่หย่อนยานขึ้น เผยให้เห็นดวงตารูปสามเหลี่ยม ใบหน้าเต็มไปด้วยจุดด่างดำ ดูแก่ชราอย่างเห็นได้ชัด
คนผู้นี้ก็คือผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง
หลินไป๋สีหน้าเรียบเฉย ไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
ผู้ใหญ่บ้านใช้ไม้เท้าพยุงตัว ค่อยๆ ลุกขึ้น เดินไปหยุดอยู่หน้าภาพวาด ยืนดูเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"ดูเหมือนคุณจะไม่แปลกใจเลยนะ"
หลินไป๋พยักหน้า ความจริงแล้วหลังจากที่เขาเข้ามาในถ้ำ เขาก็แอบระวังตัวอยู่แล้ว
จ้าวขาเป๋ไม่เคยออกมาเลย เรื่องกินเรื่องดื่มย่อมต้องเป็นปัญหา ดังนั้นหลินไป๋จึงใช้การจำลองย้อนรอยเวลาดู ก็พบว่าผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาในถ้ำ
เพียงแต่เขายังไม่ค่อยเข้าใจความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมด
ไม้เท้าของผู้ใหญ่บ้านชี้ไปที่ภาพวาดภาพหนึ่ง เริ่มเล่าเรื่องราว
"เมื่อห้าสิบปีก่อน ที่นี่ยังชื่อหมู่บ้านเซียงเหอ มีโจรกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาฆ่าคน
ตอนนั้นฉันยังเด็กมาก ไม่ประสีประสาอะไร จำได้แค่ว่าท่ามกลางเปลวไฟ พ่อได้ช่วยชีวิตฉันไว้
สิบกว่าปีผ่านไป มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาเมามาก แล้วก็เล่าความลับของเขาให้ฉันฟัง
พวกเขาเป็นกลุ่มโจรเร่ร่อน ปล้นของคนอื่นมา แล้วก็หนีมาบำเพ็ญวิชาลับในถ้ำ พอคลุ้มคลั่ง ก็เข้าไปฆ่าล้างหมู่บ้าน
ฉันเจอวิชาลับนี้ในถ้ำ พอฝึกสำเร็จ ก็เลยฆ่าเขา
ฉันคิดว่าจะไม่มีใครค้นพบความลับนี้อีก แต่ไม่คิดเลยว่า ห้าสิบปีให้หลัง จ้าวขาเป๋จะไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วก็มาตามหาฉัน!
ฉันชี้แนะให้เขา ปล่อยให้เขาแอบฝึกวิชาพวกนี้
แต่ไอ้คนบ้าเห็นแก่ตัวคนนี้ พอฝึกสำเร็จ กลับคิดจะทำลายภาพวาดพวกนี้ทิ้ง!
ฉันจะปล่อยให้เขาสมหวังได้ยังไงล่ะ
หึ เขาไม่ใช่คู่มือฉันเลยสักนิด
ชีวิตนี้ของฉัน เรื่องที่ทำให้มีความสุขมีอยู่ไม่กี่เรื่อง ล้วนเป็นการฆ่าคนทั้งนั้น
โจรภูเขา โจรเร่ร่อน นักล่าสมบัติ รวมถึงปีศาจด้วย
ใครหน้าไหนกล้าหมายตาสมบัติพวกนี้ มันต้องตาย"
ผู้ใหญ่บ้านมองภาพวาด น้ำเสียงเด็ดขาดไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง
"เด็กน้อยจากกองปราบปีศาจ ฉันเห็นว่าปราณโลหิตของนายไหลเวียนสะดวกดี เป็นต้นกล้าชั้นดีสำหรับการฝึกฝน นายก็ไม่ต้องไปไหนแล้วล่ะ อยู่ฝึกฝนที่นี่กับคนแก่อย่างฉันนี่แหละ"
ฉัวะ——
แสงสีเงินพุ่งทะลุเอวด้านหลังของผู้ใหญ่บ้าน เลือดซึมผ่านเสื้อผ้า ไหลหยดลงบนพื้นทรายตามคมมีด
แสงจันทร์สาดส่องใบหน้าเย็นชาของหลินไป๋ เขาเอ่ยขึ้น
"ตาเฒ่า นายพูดมากเกินไปแล้ว"
ผู้ใหญ่บ้านไม่ล้มลง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย บิดคอด้วยมุมที่ผิดธรรมชาติ มองหลินไป๋ด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม
"คนหนุ่มก็ยังเป็นคนหนุ่มอยู่วันยังค่ำ วู่วามเกินไป"
"?"
"คำนวณเวลาแล้วก็คงได้ที่พอดี" ผู้ใหญ่บ้านมองหลินไป๋ด้วยสายตาที่ราวกับคาดการณ์ไว้แล้ว
จู่ๆ หลินไป๋ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ ความรู้สึกอึดอัดรุนแรงพุ่งเข้าสู่ทรวงอกอย่างรวดเร็ว ร่างกายราวกับกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงมหาสมุทร
ไม่นาน หลินไป๋ก็หมดสติไป ก่อนจะหมดสติ ความคิดสุดท้ายของเขาคือ ไอ้วายร้ายแก่คนนี้มันวางยาตอนไหนวะเนี่ย
แสงจันทร์ส่องสว่างราวกับล้างบาป
หลินไป๋สะดุ้งตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองยังอยู่ในถ้ำ นอนอยู่บนเสื่อหญ้า
เขาหันไปมอง เห็นเสื้อผ้า ดาบสีขาว และถุงมิติของตัวเองถูกวางไว้ข้างๆ อย่างเป็นระเบียบ
หลินไป๋พยายามยื่นมือไปหยิบ แต่กลับพบว่าตัวเองถูกมัดด้วยเชือกเอ็นวัวมันแผล็บอย่างแน่นหนาจนขยับไม่ได้!
ปากก็ถูกอุดด้วยหญ้าแห้ง ทำได้แค่ส่งเสียงอู้อี้เท่านั้น!
เขาพยายามเดินพลังปราณเพื่อดิ้นให้หลุด แต่เชือกเอ็นวัวที่ชาวบ้านใช้มัดหมูแบบนี้ เขาไม่มีทางดิ้นหลุดได้เลย แม้แต่อาวุธก็ยังแตะไม่ถึง!
ผู้ใหญ่บ้านถือเทียนไขเดินเข้ามา รอยย่นบนใบหน้าโค้งงอรับกับรอยยิ้ม
หลินไป๋เห็นเทียนในมือชายแก่ จู่ๆ ก็นึกภาพน่ากลัวบางอย่างขึ้นมา ปากร้องอู้อี้โวยวาย
"อ้ายแอเอินเอ้า!" (ไอ้แก่โรคจิต!)
"อ่อยอั๊นเอี๋ยวอี้เอ้อ!" (ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะเว้ย!)
"ตื่นแล้วเหรอ หึๆ ตื่นก็ดีแล้ว"
ผู้ใหญ่บ้านเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาหลินไป๋ นั่งลงใกล้ๆ ตัวเขา
"ไอยาแอ้โอ๊ยอู!" หลินไป๋ดิ้นรนบิดตัวไปมา
"ตั้งแต่พวกนายมาถึงบ้านฉัน ฉันก็ถูกใจนายแล้ว ช่างเป็นวัตถุดิบชั้นยอดสำหรับการฝึกฝนจริงๆ"
ผู้ใหญ่บ้านเอาเทียนส่องหลินไป๋ สังเกตอย่างละเอียด
"ไอ~ ยา~ แอ้~ โอ๊ย~ อู~" หลินไป๋ตะโกนสุดเสียง ชักกระตุกอย่างบ้าคลั่ง
ผู้ใหญ่บ้านวางเทียนไขไว้ข้างๆ หัวเราะร่วน
"ซาลาเปาอร่อยไหมล่ะ นายเอาเข็มเงินมาทดสอบพิษ ฉันก็เห็นหมดแล้ว จุ๊ๆๆ คนหนุ่มนี่ก็ยังอ่อนหัดอยู่นะ จะบอกอะไรให้ ยาน่ะ ฉันใส่ลงไปในน้ำต่างหาก!"
หลินไป๋ถึงบางอ้อ ที่แท้ซาลาเปาที่ตาแก่ทำออกมาเค็ม ก็เป็นเพราะจงใจนี่เอง!
เพราะทำแบบนี้ เขาถึงจะสามารถหลบเลี่ยงความระแวงของทั้งสองคน แล้วลอบวางยาได้อย่างแนบเนียน!
ผู้ใหญ่บ้านโอ้อวด
"สมุนไพรพวกนั้นฉันปลูกเองกับมือ อย่าดูถูกว่าต้นเล็กเชียวนะ สรรพคุณแรงมาก ต้นเดียวก็มอมหมูป่าตัวผู้โตเต็มวัยได้ตั้งสองตัว แต่จะว่าไป นายก็เก่งเหมือนกันนะ ฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นวัตถุดิบชั้นยอดสำหรับการฝึกฝน"
จากนั้น ผู้ใหญ่บ้านก็หันไปมองภาพวาดฝาผนัง พูดต่อว่า
"หลายสิบปีมานี้ ฉันไม่ได้อยู่เฉยๆ หรอกนะ วิชาพวกนี้ถูกฉันยกระดับแล้ว ขอแค่ฉันปรับแต่งด้วยมือสักหน่อย ต่อให้นายตื่นรู้แล้ว ก็ยังสามารถถูกดัดแปลงให้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์สายเลือดคลุ้มคลั่งได้"
"เดี๋ยวฉันจะใช้มีดเล่มนี้ ค่อยๆ กรีดเปิดหน้าท้อง แล้วก็ปรับแต่งอวัยวะภายในให้นายใหม่นะ"
"วัตถุดิบชั้นยอดอะไรขนาดนี้"
"สมชื่อหลินไป๋ ขาวจริงๆ" (หมายเหตุผู้แปล: คำว่า ไป๋ แปลว่า ขาว)
ผู้ใหญ่บ้านมองหลินไป๋อย่างตะกละตะกลาม ราวกับกำลังมองดูหยกที่ยังไม่ได้รับการเจียระไน
เขาถึงกับไม่กล้าจินตนาการเลยว่า หลินไป๋ที่มีพื้นฐานดีขนาดนี้ หากได้เมล็ดพันธุ์สายเลือดคลุ้มคลั่งเพิ่มเข้าไป จะมีพลังมหาศาลขนาดไหน
ผู้ใหญ่บ้านจมดิ่งอยู่กับจินตนาการของตัวเอง ส่วนหลินไป๋ที่อยู่บนเสื่อหญ้ากลับมีสีหน้าซีดเผือด นึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีวิธีไหนแก้เชือกเอ็นวัวบนตัวได้
"มาเถอะ บอกลาชีวิตเก่าของนายได้แล้ว" ผู้ใหญ่บ้านถือมีดเล่มเล็ก คมมีดส่องประกายวาววับ
หลินไป๋ค่อยๆ หลับตาลง
ปลายมีดจรดลงบนหน้าท้อง ผู้ใหญ่บ้านกำลังจะลงมือ แต่สายตาเหลือบไปเห็นแขนขวาของหลินไป๋อย่างไม่ได้ตั้งใจ จู่ๆ ก็ชะงักไป
"นี่มัน... รอยสักงั้นเหรอ"
หลินไป๋หลับตา ไม่ได้สนใจผู้ใหญ่บ้าน
อารมณ์ของผู้ใหญ่บ้านเริ่มกระวนกระวาย รอยย่นสั่นเทา ตะโกนเสียงดังลั่น
"อายุน้อยแค่นี้ไม่รู้จักทำตัวให้ดี นายไปเรียนสักมาจากใคร!"