- หน้าแรก
- กลืนโลหิตสู่วิถีเซียน
- บทที่ 10 ทดสอบฝีมือ
บทที่ 10 ทดสอบฝีมือ
บทที่ 10 ทดสอบฝีมือ
บทที่ 10 ทดสอบฝีมือ
ศิษย์ร่างอ้วนม้องดูแผ่นหลังของเจียงเฟิง สลับกับมองท่าทางเตรียมพร้อมของศิษย์คนอื่นๆ รอบๆ ใจก็หล่นวูบ
"เอาล่ะๆ มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกัน ยาขวดนี้เอาไปเลย"
ศิษย์ร่างอ้วนถลึงตาใส่เจียงเฟิงอย่างเคียดแค้น คิดไปคิดมา ยอมถอยดีกว่า
พอตัดสินใจได้ ก็ล้วงขวดยาโยนให้เจียงเฟิง
เจียงเฟิงขมวดคิ้ว รับขวดยามาเปิดดู ปรากฏว่าข้างในมียาแค่เม็ดเดียว
จึงทำเสียงฮึดฮัด "มีแค่เม็ดเดียว"
"ไอ้หนู นี่มันยาชั้นยอดเลยนะ อย่าว่าแต่สามเม็ดเลย เม็ดเดียวก็เทียบเท่าห้าเม็ดแล้ว"
ศิษย์ร่างอ้วนทำหน้าเหมือนขาดทุนย่อยยับ พูดอย่างหงุดหงิด
ทว่า ในแววตาของเขากลับซ่อนประกายเย็นเยียบไว้อย่างมิดชิด
คิดในใจอย่างอาฆาตมาดร้าย "หึ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ยาของพี่อ้วนไม่ใช่ของที่จะเอาไปง่ายๆ หรอกนะ รอให้แกไปก่อนเถอะ คอยดูว่าฉันจะจัดการแกยังไง"
"ถ้าผมจำไม่ผิด ในคู่มือสำนักเขียนไว้ชัดเจนว่า ศิษย์ทุกคนจะได้รับยาเผยหยวนเดือนละสามเม็ด"
เจียงเฟิงแค่นเสียงเย็น จ้องมองอีกฝ่าย
เจียงเฟิงรู้สึกว่าไอ้อ้วนตรงหน้าก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ในเมื่อแตกหักกันแล้ว จะไว้หน้ามันทำไม
"ไอ้เด็กเหลือขอ ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ"
ศิษย์ร่างอ้วนจ้องเจียงเฟิง โกรธจนหน้ามืด คว่ำโต๊ะตรงหน้าลงกับพื้น ขวดเล็กขวดน้อยหล่นกระจายเกลื่อน
ตอนนี้เขาแค่อยากไล่เจียงเฟิงไปให้พ้นๆ แล้วค่อยคิดบัญชีทีหลัง
เพราะที่นี่คือศาลาโอสถ ถ้าเรื่องแดงขึ้นมา เรื่องเลวทรามที่เขาเคยทำไว้คงถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานแน่
"เกินไปเหรอ ผมก็แค่ทวงสิ่งที่ควรจะได้ ถ้าคุณไม่อยากให้ งั้นก็ให้ศิษย์พี่มาคุยกับคุณก็แล้วกัน"
เจียงเฟิงไม่ลดละ คำพูดหนักแน่นทรงพลัง
พูดจบ เขาก็เก็บยาชั้นยอดที่ว่านั่นเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว หันหลังเดินออกไปทางประตู ฝีเท้าหนักแน่น ไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย
ศิษย์ร่างอ้วนจะยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ ได้อย่างไร
เขาเบิกตาโพลง แววตาแทบจะพ่นไฟ จ้องแผ่นหลังของเจียงเฟิงอย่างดุร้าย สายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเจียงเฟิงให้ได้
"ไอ้หนู แกหาเรื่องตายเองนะ วันนี้ฉันจะให้แกได้เห็นว่า พลังของผู้บำเพ็ญเพียรมันเป็นยังไง"
ศิษย์ร่างอ้วนกัดฟันกรอด เค้นคำพูดออกมาทีละคำ ทุกคำแฝงไปด้วยความเกลียดชังอย่างล้นเหลือ
พร้อมกันนั้น พลังปราณอันน้อยนิดในร่างก็เริ่มพลุ่งพล่าน สองมือประสานอินอย่างรวดเร็วราวกับภาพลวงตา แม้ท่าทางจะไม่ชำนาญนัก แต่ก็แฝงความดุดันอยู่บ้าง
พริบตาเดียว ลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เปลวไฟสีส้มแดงเต้นเร่าอยู่บนผิวลูกไฟ ความร้อนแผดเผาจนอากาศรอบๆ บิดเบี้ยว
"ไป"
ศิษย์ร่างอ้วนส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ รีดเค้นพลังปราณทั้งหมด ลูกไฟลากหางเปลวเพลิงยาวเหยียด พุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งไปยังแผ่นหลังของเจียงเฟิงพร้อมเสียงลมหวีดหวิว
แม้พลังของลูกไฟนี้จะไม่ถึงตาย แต่ถ้าโดนเข้า เจียงเฟิงก็บาดเจ็บสาหัสแน่นอน
ศิษย์ร่างอ้วนหรี่ตา มุมปากยกขึ้น เผยรอยยิ้มเย็นชาและได้ใจ
ในความคิดของเขา ตัวเองก็ถือว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตการฝึกปราณขั้นที่หนึ่ง การจะจัดการศิษย์ส่ายงานทั่วไปที่เพิ่งเข้าสำนักอย่างเจียงเฟิงนั้น เป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
"นี่หรือคือคาถาลูกไฟที่บันทึกไว้ในตำรา ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ ไอ้เด็กเหลือขอนี่ตายแน่"
ศิษย์คนหนึ่งในลานเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง น้ำเสียงแฝงความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด
"สมน้ำหน้า ศิษย์พี่อุตส่าห์ให้ยาชั้นยอดแล้ว ยังไม่รู้จักพอ คราวนี้ได้เจอดีแน่"
ศิษย์อีกคนเบ้ปาก ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเยาะเย้ย
"โชคดีนะที่เมื่อกี้ไม่ได้ไปแหยมกับศิษย์พี่คนนี้ ไม่งั้นคนที่ซวยตอนนี้ก็คงเป็นฉัน..." ศิษย์อีกคนพึมพำเสียงเบาด้วยความหวาดผวา
ทุกคนมองลูกไฟที่พุ่งเป็นสายราวกับดาวตก หน้าก็ซีดเผือดลงทันที
แม้พวกเขาจะเคยอ่านเจอคาถาลูกไฟในตำรา แต่ตัวเองยังอยู่ในขั้นดึงพลังปราณเข้าสู่ร่างกาย ยังไม่ได้เริ่มฝึกคาถา ในสายตาของพวกเขา การโจมตีของศิษย์ร่างอ้วนก็ราวกับวิชาเซียน
ชั่วพริบตานั้น สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปที่เจียงเฟิง
สายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความเวทนา ราวกับเห็นภาพเจียงเฟิงในสภาพเอน็จอนาถหลังจากถูกลูกไฟกระแทก และแอบดีใจที่ตัวเองไม่ได้เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งนี้
แม้เจียงเฟิงจะหันหลังให้ศิษย์ร่างอ้วน แต่เขาก็ระวังตัวอยู่ตลอดเวลา คอยฟังความเคลื่อนไหวข้างหลังอยู่เสมอ
เมื่อได้ยินเสียงพลังปราณพลุ่งพล่านและเสียงลูกไฟพุ่งแหวกอากาศ พลังปราณในร่างของเขาก็ปะทุขึ้นราวกับคลื่นยักษ์ในทันที
เสี้ยววินาทีที่หันกลับมา เจียงเฟิงก็เหลือบไปเห็นลูกไฟที่พุ่งตรงมา เขาไม่ลนลาน ร่ายคาถาตัวเบาออกมาทันที
ชั่วพริบตา ร่างกายของเขาก็ราวกับถูกสายลมที่มองไม่เห็นพยุงขึ้น เบาหวิว ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ
ร่างทั้งร่างก็ราวกับนกนางแอ่นที่ปราดเปรียว กระโดดลอยตัวขึ้นไปในอากาศ วาดเส้นโค้งอันงดงาม หลบลูกไฟที่พุ่งมาอย่างรุนแรงได้อย่างง่ายดาย
ลูกไฟเฉี่ยวชายเสื้อของเขาไป แล้วพุ่งไปชนกำแพงด้านหลังเสียงดังสนั่น
เสียงตูมดังสนั่น กำแพงดำเกรียมไปในพริบตา
ก้อนหินรอบๆ ถูกความร้อนแผดเผาจนปริแตก กลิ่นไหม้เหม็นคละคลุ้งไปทั่วอากาศ
ทุกคนเห็นดังนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้าเขียนคำว่าตกใจตัวโตๆ
พวกเขาคาดไม่ถึงเลยว่า เจียงเฟิงจะสามารถหลบการโจมตีอันทรงพลังนี้ได้อย่างใจเย็นและง่ายดายถึงเพียงนี้
เจียงเฟิงไม่ยอมจบแค่นี้ อาศัยจังหวะที่ทุกคนยังตกตะลึง
สองมือร่ายรำอย่างรวดเร็ว นิ้วทั้งสิบประสานอินอย่างคล่องแคล่วว่องไว ท่าทางลื่นไหลชำนาญ
เพียงพริบตา ลูกไฟลักษณะเดียวกันก็ควบแน่นขึ้นที่ฝ่ามือ เปลวไฟบนผิวลูกไฟเต้นเร่ารุนแรงยิ่งขึ้น
"อะไรกัน"
เมื่อเห็นภาพนี้ ทุกคนในลานก็ตกใจจนอ้าปากค้าง สีหน้าแข็งค้างราวกับถูกร่ายมนตร์สะกด
โดยเฉพาะศิษย์สองคนที่เข้าสำนักพร้อมกับเจียงเฟิง พวกเขาเบิกตากว้าง แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ปากอ้ากว้างจนยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง
"อะไรนะ แก... แกก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตการฝึกปราณเหมือนกันเหรอ"
ศิษย์ร่างอ้วนเบิกตาโพลง ความได้ใจบนใบหน้ามลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวและงุนงง
แม้เขาจะมีพลังขอบเขตการฝึกปราณขั้นที่หนึ่ง แต่ปกติก็ละเลยการฝึกฝน การควบคุมคาถาก็อยู่แค่ระดับครึ่งๆ กลางๆ
พอเจอการตอบโต้กะทันหันของเจียงเฟิง เขาก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก
ยังไม่ทันได้สติจากการตกตะลึง ลูกไฟที่เจียงเฟิงร่ายออกมาก็หอบเอาความร้อนสูง พุ่งเข้าหาเขาอย่างบ้าคลั่ง
ศิษย์ร่างอ้วนพยายามหลบหลีกอย่างลนลาน แต่ร่างที่อ้วนท้วนของเขากลับกลายเป็นตัวถ่วง การเคลื่อนไหวเชื่องช้าราวกับช้างงุ่มง่าม
เขาพยายามบิดตัวสุดชีวิต หวังจะหลบการโจมตีถึงตายนี้ แต่ก็พบว่าไร้ประโยชน์ ได้แต่มองลูกไฟพุ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ และในที่สุดก็กระแทกเข้าที่ตัวเขาอย่างแรง