- หน้าแรก
- ยอดนักแปลทะลุมิติขีดเขียนชีวิตใหม่ในยุค 70
- บทที่ 220 - วอร์เนอร์ที่ถูกปล่อยให้รอเก้อ
บทที่ 220 - วอร์เนอร์ที่ถูกปล่อยให้รอเก้อ
บทที่ 220 - วอร์เนอร์ที่ถูกปล่อยให้รอเก้อ
บทที่ 220 - วอร์เนอร์ที่ถูกปล่อยให้รอเก้อ
ลอสแอนเจลิส แสงแดดของรัฐแคลิฟอร์เนียสาดส่องลงมาบนผนังกระจกของอาคารผู้โดยสารทอมแบรดลีย์อย่างเต็มที่
ที่นี่คือนครแห่งเทวดาอันโด่งดัง อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเงินดอลลาร์และเสรีภาพที่แฝงความเสื่อมทราม
มองไปทางไหนก็เห็นแต่เสื้อเชิ้ตลายดอก กางเกงขาม้า หรือแม้แต่สาวผมบลอนด์ในชุดบิกินี่ที่เดินกรีดกรายไปมา
หลินเฉาเซิงเดินออกจากประตูผู้โดยสารขาเข้า
เขาสวมเสื้อโค้ทผ้าวูลตัวยาวดูสง่างามพร้อมกับพันผ้าพันคอไว้ที่คอ
เขาดูแปลกแยกจากฝูงชนอย่างสิ้นเชิง
โดดเด่นราวกับนกกระเรียนในฝูงไก่
"เฮ้ เฉาเซิง"
เสียงตะโกนทุ้มต่ำและทรงพลังดังขึ้น
ที่จุดรับผู้โดยสาร คุณลุงหลินฮั่นอู่ในชุดสูทสั่งตัดอย่างดีกำลังโบกมือให้ด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ
คนที่ยืนอยู่ข้างๆ คือคุณป้าเอมิลี่ผู้สง่างามและเดวิด หลิน ลูกพี่ลูกน้องที่ล้วงกระเป๋าข้างหนึ่งพร้อมกับทำหน้าตาไม่รับแขก
และด้านหลังของเอมิลี่ก็มีศีรษะเล็กๆ สีทองโผล่ออกมา
นั่นคือเอลซ่า
หนูน้อยวัยหกขวบในชุดกระโปรงลูกไม้กำลังกอดตุ๊กตาหมีเท็ดดี้ไว้แน่น ดวงตาสีฟ้าครามจ้องมองลูกพี่ลูกน้องจากโลกตะวันออกคนนี้ด้วยความประหม่า
เธอเคยเห็นเขาในรูปถ่าย พ่อบอกว่าพี่ชายคนนี้แหละที่เป็นคนวาดสมุดภาพเจ้าหญิงเอลซ่าแสนสวยเล่มนั้น
"คุณลุง คุณป้าเอมิลี่ หวัดดีเดวิด"
หลินเฉาเซิงยิ้มพร้อมกับเดินเข้าไปสวมกอดผู้อาวุโสทั้งสองและจับมือกับเดวิด จากนั้นเขาก็นั่งย่อเข่าลงให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับหนูน้อย
"สวัสดีเอลซ่า"
หลินเฉาเซิงเปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันขนานแท้ น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลราวกับกำลังเล่านิทานก่อนนอน "ได้ยินมาว่ามีเจ้าหญิงกำลังรอปราสาทของเธออยู่งั้นเหรอ"
เอลซ่ากะพริบตาตาปริบๆ มือเล็กๆ กำหูตุ๊กตาหมีไว้แน่น แก้มแดงระเรื่อ เธอไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่พยักหน้าเบาๆ
หลินเฉาเซิงหยิบสมุดภาพปกแข็งเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเอกสารราวกับเล่นกล
หน้าปกพิมพ์สีเต็มรูปแบบ นั่นคือนิตยสารการ์ตูน สาวน้อย ฉบับพิเศษที่เพิ่งตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฮ่องกงของเขา บนหน้าปกเป็นรูปหญิงสาวในชุดเดรสยาวสีฟ้าอ่อน แววตาเด็ดเดี่ยว ในมือกำลังรวบรวมเวทมนตร์น้ำแข็ง...เธอคือราชินี
"ให้เธอนะ"
หลินเฉาเซิงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เจ้าหญิงของพี่"
ดวงตาของเอลซ่าเป็นประกายราวกับอัญมณีสีฟ้า เธอรับสมุดภาพมาอย่างระมัดระวังราวกับกำลังประคองมงกุฎ
"ขอบคุณค่ะ...พี่ชาย" เธอพูดภาษาจีนที่แปร่งๆ ออกมาอย่างน่ารัก
หลินเฉาเซิงรู้สึกใจอ่อนยวบ นี่คงเป็นความรู้สึกของสายเลือดที่เชื่อมโยงกันในต่างแดนสินะ
...
รถลีมูซีนลินคอล์นแบบยาวพิเศษแล่นออกจากสนามบินมุ่งหน้าสู่เบเวอร์ลีฮิลส์
นอกหน้าต่างรถ ป้ายฮอลลีวูดสีขาวขนาดยักษ์บนภูเขากำลังทอดสายตามองลงมายังผู้คนเบื้องล่าง
ภายในรถเงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษของเอลซ่าเท่านั้น
"พี่ชายคะ"
จู่ๆ เอลซ่าก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่สมุดภาพ "แล้วเจ้าชายล่ะคะ ทำไมไม่มีเจ้าชายมาช่วยเธอเลย"
พอคำถามนี้ดังขึ้น เอมิลี่ที่นั่งอยู่เบาะหน้าก็หันมายิ้ม "นั่นสิเฉาเซิง ตลอดทางแกเอาแต่ถามว่าเจ้าชายหายไปไหน ถามจนเดวิดแทบจะรำคาญแย่แล้ว"
หลินเฉาเซิงเอนหลังพิงเบาะหนังแท้
เขามองดูเอลซ่าและกำลังมองดูยุคสมัยนี้ไปพร้อมๆ กัน
"เอลซ่า ใครบอกว่าเจ้าหญิงต้องรอให้เจ้าชายมาช่วยล่ะ"
หลินเฉาเซิงยื่นมือออกไปชี้ที่ปราสาทน้ำแข็งบนสมุดภาพ
"เวทมนตร์ที่เธอมีเคยทำให้เธอหวาดกลัวและหนีไปซ่อนตัวในภูเขาลึก แต่เมื่อเธอโยนมงกุฎทิ้งแล้วสร้างปราสาทหลังนี้ขึ้นมาท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง เธอก็พูดกับตัวเองแค่ประโยคเดียว"
สายตาทุกคู่ในรถจับจ้องมาที่เขา
หลินเฉาเซิงเอ่ยคำภาษาอังกฤษสามคำออกมาเบาๆ แต่น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยพลังที่สะเทือนเลื่อนลั่น
"ปล่อยมันไป"
"ไม่ต้องพึ่งจุมพิตของเจ้าชาย ไม่ต้องพึ่งดาบของอัศวิน น้ำแข็งและหิมะก็คือชุดเกราะของเธอ ความโดดเดี่ยวก็คือพิธีสวมมงกุฎของเธอ"
"เธอไม่ใช่เจ้าหญิง"
หลินเฉาเซิงยิ้มพลางลูบผมสีทองนุ่มสลวยของเอลซ่า "เธอคือราชินีต่างหาก"
หลินฮั่นอู่ที่กำลังขับรถอยู่เหลือบมองหลานชายผ่านกระจกมองหลังด้วยสายตาลึกซึ้ง
ส่วนเดวิด หลินที่ตอนแรกกำลังพลิกดูแฟ้มเอกสารอย่างไม่ใส่ใจ พอได้ยินแบบนี้เขาก็ปิดแฟ้มลงเสียงดัง
เขาเป็นทนายความ
และยิ่งไปกว่านั้นคืออันธพาลทางธุรกิจระดับท็อป
เขาเข้าใจดีว่าสามคำนี้มีความหมายอย่างไรในอเมริกา
ความเป็นอิสระ เสรีภาพ และการล้มล้างธรรมเนียมดั้งเดิม
นี่มันใช่นิทานซะที่ไหนล่ะ
นี่มันคือเครื่องพิมพ์แบงก์ชัดๆ เครื่องพิมพ์แบงก์ระดับซูเปอร์ที่จะสูบเงินออกจากกระเป๋าของพวกนักสิทธิสตรี แม่บ้าน และเด็กสาวหัวกบฏจนหมดเกลี้ยง
"ให้ตายเถอะ..."
เดวิดขยับแว่นตา อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบราวกับใบมีด
"เดวิด อย่าพูดคำหยาบต่อหน้าเด็กสิ" เอมิลี่หันมาดุ ก่อนจะหันไปพูดกับหลินเฉาเซิงว่า "แต่เรื่องของหลานเนี่ยดึงดูดเด็กผู้หญิงได้ดีมากเลยนะ"
"เรื่องนี้...หลานแต่งเองเหรอ"
"แน่นอนครับ" หลินเฉาเซิงสีหน้าไม่เปลี่ยน
"เรื่องนี้..." เดวิดขยับแว่นตากรอบทอง "พวกหัวโบราณที่ดิสนีย์ที่ยังวาดรูปสัตว์เล็กสัตว์น้อยเคยเห็นจากฉันแล้ว พวกเขาบอกฉันว่าดิสนีย์ตอนนี้ไม่มีผลงานปังๆ มาเกือบสิบปีแล้ว หุ้นร่วงจนเละเทะ พวกเขาขาดแคลนเรื่องราวที่จะพลิกฟื้นสถานการณ์ได้แบบสุดๆ"
หลินเฉาเซิงจัดปกเสื้อให้เข้าที่
"ตอนนี้พวกเขาก็เหมือนเรือที่กำลังรั่ว"
"สิ่งที่เราจะทำไม่ใช่การหนีขึ้นเรือ"
"แต่เป็นการขายห่วงยางช่วยชีวิตเพียงอันเดียวในมือเราให้พวกเขาต่างหาก"
"และมันต้องเป็นราคาที่แพงหูฉี่ด้วย"
...
เบเวอร์ลีฮิลส์ คฤหาสน์ตระกูลหลิน
คฤหาสน์หรูสไตล์อเมริกันขนานแท้พร้อมสระว่ายน้ำขนาดใหญ่และสนามหญ้าที่ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ
ยังไม่ทันที่หลินเฉาเซิงจะวางกระเป๋าเดินทาง เสียงโทรศัพท์ที่ดังแสบแก้วหูก็ทำลายความเงียบสงบลง
เดวิดเดินไปที่โทรศัพท์แบบหมุนสีขาวงาช้างในห้องนั่งเล่น สายโทรศัพท์ยาวเหยียดลากไปตามพื้นพรม
เขารับสาย ฟังอยู่สองวินาที บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน
เขาเอามือป้องกระบอกโทรศัพท์ หันไปมองหลินเฉาเซิงที่กำลังเอนหลังพิงโซฟาดื่มชาแดงชั้นดีของคุณลุง
"รองประธานของวอร์เนอร์ สายที่สิบเอ็ดแล้ว" เดวิดยักไหล่ "น้ำเสียงร้อนรนมาก ถามว่านายจะไปที่โต๊ะเจรจาได้เมื่อไหร่ เขาบอกว่าจองห้องเพรสซิเดนเชียลสวีทที่โรงแรมฮิลตันไว้แล้ว แถมยังเตรียมไวน์แดงชั้นดีไว้ด้วย"
สายตาของทุกคนในห้องพุ่งเป้าไปที่หลินเฉาเซิง
หลินเฉาเซิงยกถ้วยชาต้าหงเผาขึ้นมา เป่าฟองชาออกเบาๆ ท่าทางเชื่องช้าราวกับกำลังอาบแดดอยู่หน้าปากซอยบ้านตัวเอง
"บอกเขาไป"
หลินเฉาเซิงวางถ้วยชาลง
"ฉันกำลังปรับเวลาอยู่"
"อีกอย่าง ตารางงานของฉันสามวันหลังจากนี้เต็มหมดแล้ว" หลินเฉาเซิงชี้ไปที่เอลซ่าที่กำลังนอนคว่ำอ่านการ์ตูนอยู่บนพรม "ฉันต้องพาน้องสาวที่น่ารักไปเที่ยวสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ที่นั่นคือดินแดนแห่งความฝันของเด็กๆ ไม่ใช่เหรอ"
เดวิดอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะถอดแว่นตากรอบทองออกแล้วระเบิดเสียงหัวเราะลั่น
"ฮ่าๆ พระเจ้าช่วย"
"เอาเนื้อไปแขวนไว้ปากหมาป่าแท้ๆ แต่กลับเตะหมาป่ากระเด็น..." เดวิดชี้หน้าหลินเฉาเซิง หัวเราะราวกับตัวร้ายในหนัง "เฉาเซิง นายนี่มันหน้าเลือดกว่าฉันอีกนะเนี่ย แผนแกล้งปล่อยเพื่อจับเนี่ยเล่นได้สกปรกจริงๆ"
เขาปล่อยมือจากกระบอกโทรศัพท์ ปรับน้ำเสียงให้กลายเป็นทนายความอันธพาลผู้แสนเย็นชา
"ขอโทษทีนะจอห์นสัน ลูกความของฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายจากการบินระยะไกล...อะไรนะ ขอพบเหรอ โอ้ ไม่ๆๆ เขาตกลงว่าจะพาน้องสาวไปเที่ยวดิสนีย์แล้ว คุณก็รู้ว่าครอบครัวต้องมาก่อน...ได้เลย ฉันจะถ่ายทอดความปรารถนาดีของคุณให้เขาฟัง"
"กริ๊ก"
เขาวางสายโทรศัพท์
เดวิดมองหลินเฉาเซิง แววตาชื่นชมนั้นปิดบังไว้ไม่มิด "นายกำลังเล่นกับไฟนะ แต่ฉันขอพนันเลยว่าเนื้อก้อนโตอย่างวอร์เนอร์จะต้องโดนย่างจนน้ำมันหยดแน่ๆ"
หลินเฉาเซิงลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองลงไปยังนครแห่งความทะเยอทะยานเบื้องล่าง
"เดวิด พรุ่งนี้ไปดิสนีย์ไม่ได้แค่ไปเที่ยวอย่างเดียวนะ"
หลินเฉาเซิงหันกลับมา ยืนย้อนแสงจนมองไม่เห็นสีหน้า
"ช่วยนัดคุณสแนร์จากแผนกแอนิเมชันของดิสนีย์ให้หน่อยสิ ฉันจำได้ว่าคราวที่แล้วนายบอกว่าเขาสนใจภาพร่างตัวละครของผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะมากนี่"
"นี่นายคิดจะ..."
"ฉันจะทำให้วอร์เนอร์รู้ว่า" หลินเฉาเซิงจัดปกเสื้อ น้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังพูดว่ามื้อเย็นจะกินอะไรดี "มีดของฉันไม่เพียงแต่ตัดเค้กได้เท่านั้น แต่ยังสามารถส่งไปให้ศัตรูตัวฉกาจของพวกมันได้ด้วย"
...
วันรุ่งขึ้น ณ เมืองเบอร์แบงก์ สำนักงานใหญ่ของวอลต์ดิสนีย์
แผนกแอนิเมชันของดิสนีย์ในเวลานี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความเสื่อมโทรมราวกับตะวันตกดิน
แผนกแอนิเมชันของดิสนีย์ในช่วงต้นยุค 80 ก็เหมือนกับเรือที่กำลังรั่ว ปรมาจารย์รุ่นเก่าล้มหายตายจาก รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศดิ่งลงเหว ข่าวลือเรื่องการปลดพนักงานทำให้นักวาดทุกคนหวาดผวาราวกับนกคุ้มที่ตื่นกลัว
ภายในห้องประชุมแห่งหนึ่ง
บนโต๊ะมีกองภาพร่างต้นฉบับวางอยู่
แม้จะดูมาหลายรอบแล้ว แต่เมื่อสายตาของสแนร์ไปกระทบกับภาพราชินีในชุดเดรสยาวสีฟ้าอ่อนที่ยืนอยู่บนยอดปราสาทน้ำแข็ง แววตาเย่อหยิ่งโดดเดี่ยว ในมือกำลังรวบรวมเวทมนตร์ที่สามารถแช่แข็งโลกทั้งใบได้
และข้างกายของเธอคือเด็กสาวร่าเริงถักเปียคู่กับมนุษย์หิมะหน้าตาเด๋อด๋า
นั่นไม่ใช่ความน่ารักสดใสแบบที่ดิสนีย์คุ้นเคย แต่มันคือความหรูหราที่เฉียบคม เย็นชา และมีเสน่ห์ดึงดูดถึงตาย
"พระเจ้า..."
วินาทีนี้ สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่ภาพวาด
แต่มันคือหนทางรอดของดิสนีย์ในอีกสิบปีข้างหน้า
"คุณหลิน..." สแนร์เงยหน้าขึ้น เสียงแหบแห้งและสั่นเทา "นี่เป็น...ไอเดียของนักศึกษาชาวตะวันออกจริงๆ เหรอ นี่มันผลงานศิลปะชัดๆ"
"ไม่ใช่แค่นี้นะครับ"
หลินเฉาเซิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สีถลอก ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ
"ผมยังเอาเรื่องราวมาฝากอีกเรื่องนึงด้วย"
"เรื่องราวเกี่ยวกับวีรสตรีชาวตะวันออก เธอออกรบแทนพ่อ และพิสูจน์ให้เห็นในสนามรบว่าผู้หญิงก็กล้าหาญกว่าผู้ชายได้ คุณสแนร์ครับ คุณไม่คิดเหรอว่าเด็กผู้หญิงสมัยนี้อยากจะจับดาบด้วยตัวเองมากกว่าการรอคอยเจ้าชาย"
หลินเฉาเซิงหยิบโครงเรื่องและภาพร่างต้นฉบับอีกชุดหนึ่งออกมา ฮัวมู่หลาน
สแนร์หายใจหอบถี่ขึ้น
ดิสนีย์ตอนนี้ขาดแคลนอะไร
ดิสนีย์ขาดอะไรน่ะเหรอ ขาดความกล้าที่จะทำลายกรอบเดิมๆ ยังไงล่ะ ขาดเวทมนตร์ที่จะดึงเด็กสาวหัวกบฏพวกนั้นกลับเข้าโรงภาพยนตร์
ชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้ไม่ได้เอาแค่ภาพร่างมาให้ แต่เขาเอาสายออกซิเจนมาต่อชีวิตให้ต่างหาก
"คุณหลิน" สแนร์ผุดลุกขึ้นยืน "ลิขสิทธิ์พวกนี้เราสนใจมาก เรามาคุยเรื่องซื้อขาดแบบเอ็กซ์คลูซีฟกันเถอะ คุณเสนอราคามาได้เลย"
"ใจเย็นๆ ครับคุณสแนร์"
เดวิด หลินที่นั่งเงียบมาตลอดก็ยิ้มออกมาในจังหวะนี้
เขาขยับแว่นตากรอบทอง เผยให้เห็นฟันขาวซี่โต ดูราวกับจระเข้ที่เห็นเหยื่ออันโอชะ
"วันนี้ลูกพี่ลูกน้องของผมแค่แวะมาเที่ยวเล่นเฉยๆ ครับ"
เดวิดจัดปลายแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า "ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์...ทางวอร์เนอร์ก็กำลังเร่งรัดให้เราไปเจรจาเรื่องการดัดแปลงภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ ทางนั้นเสนอราคามาอย่างจริงใจมาก แล้วก็...คุณก็รู้ พลังงานของคนเรามีจำกัด"
นี่คือการบอกใบ้กันซึ่งๆ หน้า
ถ้าไม่แสดงความจริงใจให้มากพอ ไอเดียสุดล้ำพวกนี้ก็จะไปปรากฏอยู่ในลิสต์ภาพยนตร์ของวอร์เนอร์ในวันพรุ่งนี้ทันที
สีหน้าของสแนร์เปลี่ยนไป
ถ้าวอร์เนอร์ได้แฮร์รี่ พอตเตอร์ไป แถมยังแย่งไอเดียแอนิเมชันพวกนี้ไปอีก...แผนกแอนิเมชันของดิสนีย์ก็เตรียมยื่นล้มละลายได้เลย
...
ข่าวลือแพร่สะพัดในฮอลลีวูดเร็วยิ่งกว่าไฟป่าในแคลิฟอร์เนียเสียอีก
ค่ำคืนนั้น ณ เบเวอร์ลีฮิลส์
ครอบครัวกำลังล้อมวงกินไก่งวงอบฝีมือเอมิลี่ที่ส่งกลิ่นหอมฉุยไปทั่ว
"กริ๊งงง"
โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง
เดวิดเช็ดปากอย่างเชื่องช้าแล้วเดินไปรับโทรศัพท์
ปลายสายไม่มีเสียงโวยวาย มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วง นั่นคือการยอมจำนนของเหยื่อที่เลิกดิ้นรนแล้ว
ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงกัดฟันกรอดของจอห์นสันก็ดังขึ้น
"เดวิด หยุดเขาสะที ฉันรู้ว่าเขาอยู่ที่เบอร์แบงก์ และฉันก็รู้ด้วยว่าตาเฒ่าสแนร์นั่นจะเป็นยังไงเวลาเจอของดี"
"ห้าล้านเหรียญ"
เสียงของจอห์นสันแทบจะเค้นออกมาจากไรฟัน "นี่คือเส้นตายของบอร์ดบริหาร ให้เขาพาทนายมาพบฉัน เดี๋ยวนี้ ทันที"
เดวิดไม่ได้ตอบกลับทันที
เขาเอามือป้องกระบอกโทรศัพท์ หันไปมองหลินเฉาเซิงที่กำลังหั่นเนื้อไก่งวงให้เอลซ่า
ความชื่นชมในฐานะคนประเภทเดียวกันพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดในดวงตาของเขา
"ดูเหมือนว่าคุณจอห์นสันของเราจะโดนย่างจนน้ำมันหยดแล้วจริงๆ"
เดวิดลดเสียงต่ำพูดด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังขับลำนำ
หลินเฉาเซิงคีบเนื้อไก่งวงที่หั่นอย่างสวยงามวางลงในจานของเอลซ่าอย่างอ่อนโยน
หนูน้อยดีใจจนแกว่งเท้าไปมา
หลังจากมองดูรอยยิ้มของน้องสาว หลินเฉาเซิงถึงค่อยเงยหน้าขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
นอกหน้าต่างราตรีเริ่มมืดมิด เบเวอร์ลีฮิลส์สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
"บอกเขาไปว่า ฉันไม่ชอบกลิ่นแอร์ของโรงแรมฮิลตัน"
หลินเฉาเซิงยกแก้วไวน์แดงขึ้นมาแกว่งเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังไล่เซลส์แมน
"อยากคุยเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์เหรอ ได้สิ"
"พรุ่งนี้เช้ามาต่อคิวที่นี่ จำไว้ด้วยว่าถ้ามาสายฉันไม่รอ"
[จบแล้ว]